ณ สมดุลแห่งธรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ

สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันมีอยู่ ๑

สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะมีอยู่ ๑

สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ ๑

สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะมีอยู่ ๑

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

1511207_10151943764132484_1688684746_n-2-3-2

เราจะมาดูเพื่อจะได้ไม่สับสน บางคนเราก็อาจจะเคยได้ยินว่า Happiness is here and now การปฏิบัติสมาธิทำให้เกิดความสุข บ้างก็บอกว่าเป็นไปเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ผิด เพราะว่าข้อที่ ๑ สมาธิภาวนาเป็นไปเพื่อความสุขในการพักผ่อน ถ้าบอกว่าพ้นทุกข์ก็คือข้อ ๔ สิ้นอาสวะเลย เข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นไปเพื่อญาณทัศนะ ให้เกิดมุมมองที่ถูกต้องของรูปและนาม มุมมองที่ถูกต้องได้ของรูปและนามสมาธิภาวนาจะเป็นไปเพื่อการเห็นไตรลักษณ์ ก็จะเข้าใจความเป็นรูปและนาม สมาธิภาวนาเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ อันนี้ท่านเข้าใจกันดีอยู่แล้ว เดินจงกรม นั่งสมาธิ รู้ลม สังเกตอาการเคลื่อน เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น สมมุติว่าท่านเดินจงกรม บางคนก็เดินช้า บางคนก็เห็นเดินปกติ บางคนก็เดินก็ไม่ถึงกับชมนกชมไม้แต่ก็เดินในสปีดปกติ เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ แต่ว่าถ้าเราเข้าใจเรื่องของจิต ถ้าเราแนบ ทำให้จิตค่อยๆหยุดแล้วก็แนบด้วยการเพ่ง ดีกรีของการเพ่งคล้ายๆกับการหมุนสายกีตาร์ จากหย่อนๆมีการตึงขึ้นไปเป็นลำดับเป็นดีกรี ท่านยิ่งแนบมากขึ้นเท่าไหร่ สมาธิจะเกิดมากขึ้นเท่านั้น มันจะเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งบางครั้งมันก็อาจจะมีคำว่ามากเกินไป อะไรที่มากเกินไปไม่ดีแน่

แค่ไหนพอดี ผมถึงบอกว่าการปฏิบัติธรรมเนี่ย เป็นศิลปะ ไม่ใช่ศาสตร์ จึงไม่มีค่าอะไรที่แน่นอน อย่างเช่นบางคนนั่งปั๊ปรู้สึกเกร็งเพ่งบังคับทำยังไงก็ไม่หาย ก็ถามว่ามันควรจะต้องแค่ไหน ผมก็บอกว่า

ถ้ามีคนเคยทูลถามพระพุทธเจ้าว่า แค่ไหนถึงจะพอดี ท่านก็ตรัสว่า เปรียบเสมือนบุรุษจับนก บีบแรงเกินไปนกก็ตาย เบาเกินไปนกก็บินหนี ทำยังไงถึงจะจับพอดีๆ ท่านก็บอกว่า จับบ่อยๆสิ

คำตอบอาจจะไปคนละเรื่องกับคนที่อยากจะรู้ก็ได้ จับบ่อยๆแล้วจะรู้เอง เพราะฉะนั้นคำว่าจับบ่อยๆหลายคนก็บอกจะว่าจับบ่อยๆนี่จับมาเป็นสิบปีแล้วนะก็ยังหาไม่เจอเลยว่าแค่ไหน อย่าให้พูดต่อเลยเดี๋ยวมันจะช้ำไปเปล่าๆ เวลามีงานประชุมทางโลก เค้าจะกลัวที่สุดก็คือ ………. คือสิ่งนี้ ………. ที่ทางโลกเค้าเรียกว่า Dead Air ทำไมเวลาเกิด Dead Air คนจึงเกิดความกดดัน ทางโลกจะกลัวมากเพราะห้องประชุมมันจะเหมือนตกอยู่ในสภาพสุญญากาศ แล้วผู้คนจะกดดัน ผมสงสัยจริงๆเลยว่ามันคือความสงบไม่ใช่หรือ มันเกิดเป็นความกดดันได้ยังไง ดูบนจอนะครับ

http://www.youtube.com/watch?v=Ahg6qcgoay4

เห็นไหมครับ ? ตอนนับไม่เห็น เห็นตอนหลัง แปลว่าอะไรครับ ทำไมตอนนับจึงไม่เห็น .. มัวแต่นับ ..

ถ้าดูอีกตามความเป็นจริงคือเรากำลังพุ่งเพ่งเกิดสมาธิกับสิ่งนั้น โดยที่ไม่คลาดสายตาเลย ถูกไหมครับ เพราะตั้งใจที่จะนับลูกบาสให้ได้ครบทุกลูกเลย มันจึงการพุ่งเพ่งเกิดสมาธิที่สูงมาก สูงจนกระทั่งแม้แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อหน้าต่อตาก็ไม่เห็น

ฉันใดก็ฉันนั้นนะครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่สมาธิภาวนาเป็นการพุ่งเพ่ง แล้วสร้างเงื่อนไขเข้าไปเยอะ มันจะไม่เห็นสิ่งที่อยู่ต่อหน้าต่อตาคือไตรลักษณ์ นี่คือเมื่อไหร่ก็ตามที่สมาธิสูงจนถึงจุดๆนึง เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์จึงจำเป็นต้องคลายออกบ้าง เพื่อกลับมาอยู่ในวิถีจิตปกติ เมื่อไหร่ก็ตามถูกสร้างเงื่อนไขเข้าไป ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ถ้านั่งสมาธิด้วยการรู้ลมแล้วกำหนดจุดให้ถี่ยิบเลย จะมีสภาพเหมือนกับถูกสร้างเงื่อนไข มันจะไม่ไปทางไหนเลยนะครับ สักพักมันจะเกิดสมาธิที่ดิ่งแล้วก็รวม อาจจะเกินกว่าจุดที่ต้องการก็ได้ หรืออาการต่างๆก็เช่นกัน

ดังนั้นผู้ปฏิบัติต้องมีปัญญา ที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องการสมาธิสูงๆ เมื่อไหร่ควรจะผ่อน การปฏิบัติธรรมจึงเหมือนกับการที่ต้องใชัปัญญาในการรู้เองว่าควรจะแค่ไหนในแต่ละเวลา แล้วผมจะบอกความจริงของนักปฏิบัติให้เลยว่า อย่ายึดคำสอนใดเป็นคำสอนที่จะเดินทางตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะว่าแม้บัลลังก์นี้ท่านจะทำแบบนี้แล้วดี บัลลังก์หน้าก็ไม่ใช่ บัลลังก์หน้าพอเปลี่ยนไปนึกว่าจะใช่มันก็ไม่ใช่อีก

เพราะว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็เปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย เหตุปัจจัยของแต่ละอย่างมีอย่างน้อย ๒๔ เหตุที่เข้ามาๆ เพราะฉะนั้นใน ๒๔ เหตุ อาจจะมากกว่า ๒๔ ซึ่งจะทำให้ผลทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดเวลา จึงไม่มีใครสามารถคาดเดาหรือว่า Project อะไรได้ ผู้ปฏิบัติจึงจำเป็นต้องพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ แล้วเข้าใจจนกระทั่งถึงจุดที่จิตใจปล่อยวางไม่ยึดถือ เพราะเห็นแล้วว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นเพราะมีเหตุ ดับไปหรือเปลี่ยนไปเพราะหมดเหตุหรือเหตุเปลี่ยนไป โลกนี้ทุกอย่างจึงเป็นอนิจจังตลอดเวลา เมื่อเข้าใจอนิจจังจะเห็นเลยว่าสภาพเหล่านี้ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาว่านี้คือสภาพของทุกข์ ที่เรียกว่าทุกขัง แต่ความเป็นจริงไม่มีผู้ทุกข์ เราไปสร้างผู้ทุกข์ขึ้นมาเอง แต่ว่าวันนี้เราค่อยๆศึกษาอย่างนี้ไปก่อน

แล้วสรรรพสิ่งที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็เพราะว่ามีเหตุที่เปลี่ยน ผลก็เปลี่ยน เหตุก็เปลี่ยน ผลก็เปลี่ยน เป็นสภาพของอนัตตาไม่ได้มีตัวตนอะไร นั่งสมาธิแล้วถ้าเกิดไม่มีปัญญาพอนั่งสงบดีก็จะบอกว่า “โอ้บัลลังก์นี้ดีจังนั่งแล้วมีความสุข” พออีกบัลลังค์นึงก็นั่งแบบเดิม ฟุ้งตลอด นั่งเท่าไหร่ก็ไม่สงบ เราก็จะได้ยินโยคีพูดเสมอๆว่า “โอ้.. วันนี้นั่งไม่ดีเลยนั่งไม่สงบ” ผมถามแล้วนั่งดีเป็นยังไง “อ๋อนั่งดีนั่งแล้วมันสงบ แล้วเนี่ย นั่งไม่ได้ดีเลย อยากจะสงบแบบคราวที่แล้วก็ทำไม่ได้ ไม่รู้ทำอะไรผิด” คุณเข้าไปยึด คุณยังไม่รู้เลย มาถอนความยึดมั่นถือมั่น แต่มาสร้างความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ดูไม่ออกด้วยว่าแต่ละสิ่งแต่ละอย่างก็แค่ของเกิดๆดับๆ พอเข้าไปยึดถือก็โง่เองก็ทุกข์เอง ของมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดตามเหตุปัจจัย ไปล็อกเองว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดี

ถ้าเห็นทุกอย่างเป็นตามเหตุตามปัจจัย ก็เห็นแล้วมันเหตุ แล้วก็หมดเหตุ ความคิดอาจจะไม่หยุด แต่จิตหยุด วันนี้ที่เราปฏิบัติกันทั้งหมดปลายทางคือ เตสัง วูปสโม สุโข การสงบระงับสังขารการปรุงแต่งได้เป็นความสุข เค้าไม่ได้บอกนะครับว่าการหยุดความคิดได้เป็นความสุข วันนี้ทำไมต้องหยุดคิด ทำไมต้องมารู้ลมให้คิดดับ เพราะวันนี้เราเคลื่อนที่ตลอดเราจึงมองไม่เห็นอะไรซักอย่าง เราจึงจำเป็นต้องหยุดทุกอย่าง ให้สังเกตเห็นก่อน แล้วปล่อยให้มันเคลื่อนแล้วหยุด

มีสองอย่างที่เคลื่อนอยู่ตอนนี้ สภาพความจริงโดยสมมุติ กับสภาพความจริงที่เป็นความเคลื่อนไหวภายใน ผมใช้คำง่ายๆว่ามีคู่ขนานอยู่สองอย่าง เราเห็นเส้นเดียวไม่เห็นคู่ขนานของมัน ชีวิตของเราจึงเดินด้วยตาข้างเดียว อริยบุคคลทั้งหลายท่านมีสองตา ท่านเห็นทั้งโลกบัญญัติและโลกปรมัติพร้อมกัน มนุษย์เห็นโลกฝั่งเดียวไม่เห็นอีกโลกนึง

นี่คือสาเหตุที่ทำไมเราจึงต้องหยุดก่อน เพื่อให้เข้ามาเห็นแล้วก็ไปสังเกตเห็นอีกอันนึง แล้วหลังจากนั้นปล่อยให้สภาพบัญญัติเดินไป แต่สภาพปรมัติหยุด จิตหยุด เมื่อนั้นสงบ นั่งกลางสำเพ็งก็สงบ แต่ไม่ได้สงบแบบนั่งสมาธิแล้วเงียบไม่ใช่ ใจสงบเย็น

นิพพานไม่ได้อยู่ที่หยุดความคิดแล้วก็หยุดทุกอย่าง ไม่ใช่ ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ขันธ์ทำงานเป็นปกติ แต่ปล่อยความยึดถือขันธ์ ความคิดเกิดตลอดเวลาก็ได้ แต่ไม่ยึดความคิดอีก วันนี้มันยึดความคิด มันจึงเป็นทุกข์กับความคิด แต่จะทำให้เข้าไปถึงสิ่งนี้ได้มันต้องหยุดก่อน วันนี้ที่ผมมาชี้เรื่องลูกบาสอะไรก็ดี เพื่อให้ท่านรู้จักที่จะผ่อนดีกรีการปฏิบัติ ผมบอกแล้วว่าคอร์สนี้สั้นห้าวันสี่คืน ผู้ปฏิบัติต้องเก็บเกี่ยวหาปัญญาเอาเอง อย่าเดินดุ่ยๆเดิน ตามที่เขาเล่าว่า ท่านสามารถลองเดินเร็วได้เดินช้าได้ด้วยตัวเอง ลองนั่งแบบนั้นแบบนี้ด้วยตัวเอง ท่านจะเริ่มรู้สึก อ้อ..แบบนี้ก็ดีแบบนึงแต่ก็มีข้อเสียแบบนึง อันนี้ก็ดีแบบนึงมีข้อเสียแบบนึง ให้ปฏิบัติแบบนี้แล้วท่านจะรู้เลยว่า ‘แค่ไหน’

พระพุทธเจ้าจึงได้บอกว่า จับบ่อยๆสิ บางทีมันก็แรงไป นกตายก็รู้ว่านกตาย บางทีเบาไปนกก็บินหนี ก็รู้ว่าแค่นี้นกบินหนี มันจะได้ลองขยับๆๆๆ แล้วมันจะหาสมดุลแห่งธรรมได้

จากธรรมบรรยายโดย อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
คอร์สปฏิบัติธรรม มัคคานุคาเบื้องต้น (18-22 ม.ค. 2555)

สามารถดาวโหลดฟังคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ
http://www.suanyindee.net/index.php?option=media&task=view&id=2
และเรียนธรรมะอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่นี่ด้วยค่ะ
http://www.suanyindee.net
http://www.youtube.com/results?search_query=ประเสริฐ+อุทัยเฉลิม

เรื่อง เป็ดหรือไก่ จริงๆแล้วอะไรคือสิ่งสำคัญ

Couple-3-2

มีผู้หญิงผู้ชายคู่หนึ่ง ไปเดินเที่ยวกันในป่า
เดินเที่ยวชมนกชมไม้ ชมธรรมชาติกันในป่า
เดินจูงมือกันไป กระหนุงกระหนิงน่ารัก
หลังจากเดินเข้าไปในป่าลึกไปเรื่อยๆ ก็มีเสียงร้อง

‘..เอ้กอี๊เอ้กเอ๊ก เอ้กอี๊เอ้กเอ๊ก..’

ผู้หญิงพอได้ยินเสียงร้องก็ยิ้มอย่างมีความสุข

“โอ้..ป่านี้มันธรรมชาติจริงๆ คุณลองฟังดูสิ
เป็ดที่นี่ร้องเพราะจริงๆเลย”

ผู้ชายหันมามองหน้า “..ไก่!..”

แล้วก็เดินกันต่อไป
เดินจูงมือกันไปกระหนุงกระหนิงต่อไป
เสียงก็ดังขึ้นมาอีกในป่านั้น

‘..เอ้กอี๊เอ้กเอ๊ก เอ้กอี๊เอ้กเอ๊ก..’

ผู้หญิงก็ยิ้มอย่างมีความสุข

“โอ…ในป่านี้คงมีอาหารเหมาะสมจริงๆ
เสียงมันได้สดใสจริงๆนะเป็ดที่นี่”

ผู้ชายหันไปมองหน้าอีกครั้งนึง
มองหน้าแบบเหยียดหยามแบบโง่ๆ

“นี่แยกไม่ออกหรือไงว่าอะไรเป็ดอะไรไก่ หืม! บ้าจริงๆ!”

แล้วก็เดินกันต่อไป

ผู้หญิงเริ่มซึม

‘..เอ้กอี๊เอ้กเอ๊ก เอ้กอี๊เอ้กเอ๊ก..’ ก็ดังต่อไป

ครั้งนี้ผู้หญิงกำลังจะพูดอะไร
แต่ผู้ชายหันมามองหน้า แล้วก็เงียบ

เธอไม่พูดอะไร

แล้วซักพักน้ำตาก็เริ่มไหล

เธอแอบไปเช็ดน้ำตา
ไม่อยากจะให้แฟนเห็นเพราะกลัวแฟนจะไม่สบายใจ

ระหว่างที่เดินต่อไป เอ้กอี๊เอ้กเอ๊ก ก็ยังดังขึ้นมาอีก

ผู้หญิงเงียบกริบ
ไม่แสดงอาการใดใดทั้งสิ้น

ครั้งนี้ผู้ชายหันมายิ้มแล้วก็บอกว่า
“อื้มมม.. เป็ดมันร้องเพราะจริงๆอย่างคุณว่าแฮะ”

ผู้หญิงหันมามองหน้าแล้วก็ยิ้ม

แล้วก็เดินจับมือกัน แล้วก็เดินต่อไป

ผู้ชายเริ่มนึกในใจว่า
จะไปสนใจทำไมว่ามันเป็ดหรือมันไก่
คนที่เราต้องสนใจคือคนที่กำลังเดินอยู่ข้างเราต่างหาก
มันจะเป็ดก็ช่างมัน จะไก่ก็ช่างมัน

แต่วันนี้พวกเราเจ้าเหตุเจ้าผลกันเกินไปรึเปล่า
จะเอาชนะคะคานกันให้ได้เกินไปรึเปล่า

คนที่เราต้องดูแลห่วงใยเอาใจใส่
อาจจะไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นก็ได้

อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
จากคอร์สปฏิบัติธรรม ‘มัคคานุคาเบื้องต้น’
http://www.youtube.com/watch?v=HvdXLIxQP9Q

สามารถติดตามฟังธรรมบรรยาย mp3 และอ่านหนังสือเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ
http://www.suanyindee.net

มีใครรู้จักตัวโอกาสบ้าง!!

opportunity-2-4

มีใครรู้จักตัวโอกาสบ้าง ตัวโอกาสมีลักษณะเฉพาะตัว

1. ด้านหน้ามีขนยาว

2. ด้านหลังผิวเรียบ มัน ลื่น ไม่มีขน

3. เดินหน้าอย่างเดียวไม่มีถอยหลัง
ไปแล้วไปเลย ไม่มีหวนกลับจนกว่าตัวใหม่จะมาใหม่

ดังนั้นหากเราต้องการจะจับตัวโอกาส
มีทางเดียวคือดักจับมัน
ตอนมันเดินเข้ามาใกล้ จนกระทั่งถึงตัวเรา
แต่หากมันพ้นไปแม้นเพียงเล็กน้อย
ก็จะไม่สามารถจับได้อีกเลยเพราะตัวมันลื่นไม่มีขน
และมันจะไม่กลับมาอีก
ที่จะมีมาก็เป็นตัวใหม่
ซึ่งไม่รู้ว่าจะมาอีกครั้งเมื่อไหร่

เพราะเหตุนี้ โอกาสของชีวิต
ไม่ว่าเรื่องใดๆก็ตาม
เราอาจไม่รู้เลยว่าตัวโอกาสกำลังเดินมา
แล้วกำลังจะผ่านไปแล้ว
หากเราไม่คอยสังเกตหรือตัดสินใจให้ดี
เราก็จะพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างเรื่องเล่าในสมัยพุทธกาลเรื่องหนึ่ง
ครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงเสด็จบิณฑบาต
ไปกับพระอานนท์ ได้ทอดพระเนตร
เห็นขอทานแก่ชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ข้างทาง
พระองค์ทรงแย้มพระสรวล

พระอานนท์จึงเดินเข้าไปทูลถามว่า
มีอะไรหรือ พระเจ้าค่ะ
พระองค์จึงเล่าให้พระอานนท์ฟังว่า
ขอทานแก่สามีภรรยาคู่นี้
สมัยก่อนเป็นลูกเศรษฐี
ครั้งพอเศรษฐีตายได้รับมรดกเป็นทรัพย์เป็นอันมาก
หากเขาทำมาหากินตั้งแต่ตอนนั้น
บัดนี้เขาจะเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของอินเดีย
ภรรยาก็จะเป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของอินเดีย

แต่หากเขาออกบวชวันนั้น
เขาจะเป็นพระอรหันต์
ภรรยาจะเป็นพระอนาคามี

แต่เขาทั้งสองกลับไม่ทำอะไรกินใช้ในทรัพย์ที่มีอยู่
ด้วยคิดว่ามันมีมากจนไม่มีวันหมด
ครั้นมาถึงวัยกลางคน
หากทั้งสองเริ่มทำมาหากินในตอนนั้น
สามีจะเป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของอินเดีย
ภรรยาจะเป็นมหาเศรษฐีอันดับสาม

แต่หากทั้งสองตัดสินใจออกบวช
สามีจะเป็นพระอนาคามี
ส่วนภรรยาจะเป็นพระสกทาคามี

ทั้งสองก็มิได้ทำอะไรจนกระทั่งถึงคราวที่อายุมากแล้ว
ถ้าเขาตัดสินใจเริ่มทำงานในตอนนั้น
เขาก็จะเป็นเศรษฐีอันดับสาม
และภรรยาเป็นเศรษฐีอันดับสี่

แต่หากเขาออกบวช
สามีจะเป็นพระสกทาคามี
ภรรรยาเป็นพระโสดาบัน

แต่เขาปล่อยเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้
เขาหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว
แม้นออกบวชก็ไม่ได้แล้ว
เพราะปล่อยตนเองจนแก่ชรา
ไม่สามารถทำความเพียรใดๆ ได้อีก
น่าอนาถยิ่งนักกับเศรษฐีผู้กลายเป็นยาจก

แต่นั่นยังไม่น่าเสียดายเท่าการพลาด
โอกาสในการฟังธรรม ประพฤติปฏิบัติธรรม

เรามามองความจริงที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกว่า
ต่อให้เป็นเศรษฐีอันดับไหนๆก็ตาม
แล้วอย่างไรหรือ? ก็แค่มีกินมีใช้ยังชีพไปเท่านั้นเอง
วันนี้ทุกคนตื่นแต่เช้าฝ่ารถติด
ไปนั่งสร้างอกุศลบ้างกุศลบ้าง
แล้วก็หาอะไรใส่ท้อง แล้วก็ฝ่ารถติดกลับมานอน
เช้ารีบตื่น…แล้วก็ทำซ้ำเหมือนเดิม…

ยิ่งถ้าชีวิตสร้างอกุศลด้วยโลภ โกรธ หลง
สั่งสมไว้มากๆ นั่นคือขาดทุนแล้ว
ในโอกาสที่ได้เกิดเป็นมนุษย์

สุดท้ายที่ว่าเพื่อเงินนั้นแม้นสักบาท
ยังเอาติดไปไม่ได้ ที่ได้ไปด้วยก็มีแต่บุญทาน
การกุศลหรือบาปอกุศลที่จะเอาติดไปได้

ดังนั้นตัวโอกาสที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
คงไม่ใช่โอกาสทางธุรกิจหรอก
เพราะหากเป็นนักธุรกิจตัวจริงคงไม่ประมาท
ลงทุนเฉพาะแต่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น
เขาคงจะต้องหาทางลงทุนใน “บริษัทข้ามชาติ” เอาไว้ด้วย

แต่ที่น่าเสียดายจริงๆ กลับเป็นโอกาส
ในการจะรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ต่างหาก เพราะวันนี้
คนไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของชีวิตกันแน่

จากหนังสือ “เห็นถูก รู้แจ้ง” เล่ม 2
โดย อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ดาวโหลดหนังสือเล่มนี้อ่านได้ที่นี่ค่ะ
https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/02/know-the-truth-see-the-truth-3.pdf

เรื่อง “ผ้าปูที่นอนแสนรัก”

bed-sheet-5-3-600px

ผ้าปูที่นอนเนื้อซาตินแสนสวย
ซื้อจากห้างใหญ่ ในวันที่บังเอิญไม่ลดราคา
คืนหนึ่งขณะทำงานก่อนนอนบนเตียง
พลาดทำหมึกหยดลงไปบนผ้าปูที่นอนแสนรักผืนนั้น

ทุกครั้งที่เดินผ่านหรือคิดถึง
ใจจะทนไม่ได้เลยกับรอยเปื้อนบนผ้าปูที่นอนนั้น
ทั้งๆที่มีพื้นที่ที่ไม่เปื้อนอยู่มากกว่า ๙๙%
อยากกำจัดผ้าปูมันไปให้พ้นๆ
หรือเอาไปทำผ้าเช็ดพื้นซะเลย

ตกลงรอยเปื้อนนั้น
มันเปื้อนที่ผ้าหรือมันเปื้อนที่ใจ
จะลบรอยเปื้อน ควรลบที่ผ้าหรือที่ใจ
หากผ้าลบได้ก็คงลบไปแล้ว
พอลบได้ก็ดีใจลิงโลด

ดีใจทำไม
มันแค่กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ผ้าผืนอื่นๆ ก็ไม่ได้เปื้อน
เมื่อไม่เปื้อนก็ไม่ได้ลบ
วันนี้ผืนอื่นๆไม่เปื้อน ทำไมไม่ดีใจล่ะ
ต้องรอให้เปื้อนแล้วลบได้จึงจะดีใจหรือ?

ทำไมไม่ลบที่ใจก่อน ลบให้สำเร็จ
เมื่อลบสำเร็จ ใจจะไม่ยึดถือสิ่งนั้น
สิ่งนั้นจะไม่ทำให้เป็นทุกข์
ส่วนการลบบนผ้า ค่อยทำต่อมา
ถึงแม้ใจจะไม่ทุกข์แล้วก็ทำต่อไป
คราวนี้ ผลไม่ว่าลบรอยเปื้อน
บนผ้าปูที่นอนนั้นได้หรือลบไม่ได้

จะไม่สามารถทำอะไรให้ใจเป็นทุกข์ได้อีก

จากหนังสือ “เห็นถูก รู้แจ้ง” เล่ม 2
โดย อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ดาวโหลดหนังสือเล่มนี้อ่านได้ที่นี่ค่ะ
https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/02/know-the-truth-see-the-truth-2.pdf

ศึกษาธรรมะอื่นๆเพิ่มเติมจาก อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
- ดูคลิปวีดีโอผ่าน Youtube ที่นี่ค่ะ คลิก
- อ่านเพิ่มเติมที่นี่ค่ะ คลิก
- และดาวโหลด mp3 ฟังคอร์สปฏิบัติธรรมที่นี่ค่ะ
http://www.suanyindee.net/index.php?option=media&menuid=8

พระอมตะวจนาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

right-speech-600

พระอมตะวจนาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

“ตถาคตรู้วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ
ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น

ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง ของแท้
แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ
แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส

อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้
ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ
ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น

ตถาคตรู้วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ
ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น

ตถาคตรู้วาจาใด แม้เป็นของจริง เป็นของแท้
และไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ
แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส

อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด แม้เป็นของจริง เป็นของแท้
ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ
ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น”

พระอมตะวจนาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จาก อภัยราชกุมารสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=13&A=1607&Z=1725&pagebreak=0
เครดิตภาพตารางและเนื้อหาจาก
หนังสือ “กลัวเกิด ไม่กลัวตาย”
http://www.kallayanatham.com/book/GluaGerd.pdf

(การ์ดคำสอน) ระวัง อย่าจมลงไปเป็นอย่างนั้น

animal-1-1-150px

“…

ผมกับทีมงาน เคยไปเปิดคอร์ส นี่เล่าหลายครั้ง
ที่แห่งนึง มีเป็ดว่ายน้ำอยู่ในลำธารน้ำไหล
ดูเป็ดมีความสุขมาก ว่ายเคียงคู่กันแล้วก็ไซ้หอยปูปลา
ผมก็เลยบอกว่า ลองไปถามเป็ดสิ ไปบอกมันว่า
เป็ด แกเป็นเดรัจฉาน แกมาเป็นมนุษย์เอาไหม

ทีมงานก็บอกว่า
ดูท่ามันคงจะไม่มา เพราะมันดูก็มีความสุขดี
บอกไม่มาได้ไง มันเป็นเดรัจฉานเราเป็นมนุษย์เราเหนือกว่ามันตั้งเยอะ

ก็.. คงไม่ล่ะมั้ง..

แล้วถ้าเราไปเจอหนอนที่กำลังอยู่ในถังส้วม
แล้วก็กินขี้กินอาจมกันอยู่
เราไปชวนมันบอกมาเป็นมนุษย์เอาไหมไอ้หนอนสกปรกโสโครก
หนอนก็คงไม่มาเหมือนกัน ถูกไหม
ก็ชั้นมีกินดีอยู่แล้ว จะมาทำไมให้โง่
มนุษย์ต้องนั่งรถไปทำงาน
กว่าจะถึงที่ทำงาน รถก็ติด ฝนก็ตก
นี่หนอนนี่ ยิ่งตก ยิ่งหยำแหยะ ยิ่งอร่อย ดีกว่ามนุษย์ทุกอย่าง

เอาละเรื่องมันชักแปลกแล้ว

ถ้างั้นถ้าไปถามหมา หมามันก็คงไม่อยากมาเหมือนกัน
ถ้าไปถามควายที่กำลังกินหญ้า เคี้ยว เคี้ยว เคี้ยว เคี้ยว
ควายมาเป็นคนไหมล่ะ
แกต้องลากเกวียนต้องไถนา
ลำบากแย่ เดี๋ยวแกก็ถูกฆ่าด้วย

ไปให้โง่น่ะสิ หญ้าอร่อยจะตาย ยืนเคี้ยวทั้งวันยังไม่หยุดเลย..

วันนี้พวกเราบอกว่า เวลาเห็น 31 ภพภูมิฟังเรื่องนั้นเรื่องนี้
โห..ไม่เอาล่ะ กลัว กฏแห่งกรรมบ้างอะไรบ้าง
กลังจะเกิดเป็นเดรัจฉาน
แต่ขอให้ได้โปรดทราบไว้ด้วย
ถ้าวันไหนไปเกิดเป็นเดรัจฉานจริงๆ
จะเป็นเหมือนกับพวกเค้านี่แหละ
ไม่ได้คิดจะกลับมาเป็นมนุษย์หรอกจะบอกให้

ความน่ากลัวของสังสารวัฏ
อาจจะไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด

ผมจะบอกเลย

ความน่ากลัวของสังสารวัฏนี้เนี่ย
เมื่อใครเข้าไปเป็นอะไร มันจะจมลงไปเป็นอย่างนั้น
เพราะสัตว์โลกไม่รู้อริยสัจสี่
จึงไม่รู้ว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์
จึงคิดว่า กูดี กูเด่น กูดีกว่าใครๆอยู่แล้ว
สัตว์โลกจึงเป็นเหมือนกันหมดเลยทุกภพภูมิ

นึกดูดีๆว่าถ้าท่านไปเป็นเปรต
โห..ฉันไม่เอาล่ะเปรตคงลำบาก
แต่เชื่อเถอะว่าถ้าท่านเป็นเปรต
ท่านจะพิสมัยความเป็นเปรตของท่าน

วันนี้ที่ท่านเข้ามาปฏิบัติภาวนา
มีความมุ่งหวังสู่ความพ้นทุกข์คือพระนิพพาน
ผมว่าถ้าท่านเจอพระอรหันต์ แล้วท่านชวน
มาอยู่กับหลวงพ่อมา กางกลดอย่างนี้แหละ
เนกขัมมะ ปฏิบัติภาวนากัน เนสัชชิก ฉันมื้อเดียว
รับรองถึงแน่นอน ผมว่าในนี้ไม่มีคนไป

.. ฉันเป็นของฉันอย่างนี้ก็ดีแล้ว
พอกลับบ้านก็ยังพอได้กินตั้งหลายมื้อ
ถ้าไปอย่างท่านไม่มีได้กินล่ะ
มื้อเดียวแล้วไม่รู้จะได้รึเปล่า ออกไปบิณ
แล้วไม่รู้ใครใส่อะไรบ้าง ไม่ไหวล่ะ ..

ท่านยังไม่ไปเป็นพระอรหันต์เลย

ขอเป็นแค่เนี้ย หนอนก็ขอเป็นแค่ของมัน
เป็ดก็ขอเป็นแค่ของมัน
หมาก็ขอกินเพ็ดดีกรี เพราะสุขดีแล้ว

ทุกคนจมอยู่ในสิ่งที่ตัวเองสร้างภพขึ้นมายึดถือ
มีตัวมีตน มีอุปาทาน
มีอัตวาทุปาทาน เข้าไปยึดถือตัวตน
ทิฏฐุปาทาน มีทิฐิของตน
ที่คิดว่าสิ่งนี้ดีอยู่แล้ว

จึงไม่เกิดเป็นสัมมาทิฐิ
มาฝึกกันเนี่ยเพื่อเป็นสัมมาทิฐิ

ผมถึงบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะทำให้ดู
ว่าต่อให้ท่านไปถึงสิ่งที่ท่านปราถนา แต่ท่านกลับไม่เอา
ท่านจะเดินกลับมาอยู่ที่เดิม แล้วขอเดินไปช้าๆอย่างมั่นคง
ถึงตรงนั้นฉันคงยอมรับได้เอง..

เพราะเราหลงไปอยู่อีกฝั่งนึง
ที่เรียกว่าหลงสมมุติเข้าไปเต็มรักเลย

…”

อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
จากธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรม พังประตูคุก
เมื่อวันที่ ๒๕-๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๖

สามาาถดูคลิปวีดโอฉบับเต็มได้ที่นี่ค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=vNhve7-2_zo&list=PLg335evdAUbb3P1bhLSUSORvLhBF-oASe
หรือในรูปแบบแผ่นดีวีดี ที่นี่ค่ะ
http://goo.gl/Zo6ZGP

ฟัง mp3 ธรรมบรรยาย อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เพิ่มเติมที่เว็บไซต์สวนยินดีธรรมค่ะ
http://www.suanyindee.net/index.php?option=media&menuid=8

พระอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ไม่ดี ?

bad-good-monk-2
เหรอ… ทำไมท่านไม่ดีล่ะ   ฉันว่าท่าน…ไม่น่าทำอย่างนั้นเลย

ผมว่าจะบอกว่าองค์ไหนเป็นอย่างไร ให้เอาธรรมวินัยมาวัดดีกว่า อย่าเอาความรู้สึกของเราเป็นตัววัดเลยว่าองค์ไหนดีหรือไม่ดี เพราะแม้ธรรมวินัยเองก็ยังยากที่จะบอกได้ว่าท่านดีหรือไม่ดี หากเอาธรรมวินัยข้อที่เล็กๆ น้อยๆ มันเสี่ยง ผิดพลาดไปก็จะสร้างเวรเปล่าๆ เพราะเท่าที่ฟัง มันเกิดขึ้นมาจากความคิดเห็นของ “กู ทั้งนั้นเลย ซึ่งอย่างนั้นเราสร้างมโนกรรมไปแล้ว
องค์นั้นดีถูกจริต เอาให้แน่นะว่าจริต ที่พูดนั้นไม่ใช่กิเลสย้อมใจให้พูดล่ะ จริตที่ว่ามักจะมาจากปฏิบัติสบายๆ หรือสนุกดีอย่างที่คนทั่วๆ ไปชอบ ระวังดีๆ นะ ที่ว่าชอบนั่นมันเป็นแบบที่พาไปสู่หนทางพ้นทุกข์หรือเปล่า หรือให้ย้อมจิตยึดติดในเรื่องนั้นเพิ่มขึ้นไปอีก ไปสวนสนุกก็ชอบ ไปทำจิตอาสาก็ชอบ ไปแค้มป์ปิ้งก็ชอบ เอาชอบเป็นเครื่องวัดหรือ? เพราะการบำเพ็ญภาวนานั่่นฝืนกิเลส เผากิเลส มันอาจไม่ใช่อย่างที่ใครๆ ชอบ แต่เพราะเห็นโทษภัยจึงเกิดความพอใจที่จะมุ่งมั่นกระทำให้ถึงที่สุด
คำว่าจริต หมายความอย่างที่เราเข้าใจหรือเปล่า จะยกตัวอย่างสักตัวอย่างหนึ่ง
สมัยพุทธกาล ภิกษุหนุ่มลูกศิษย์พระสารีบุตร เพิ่งบวชใหม่ พระสารีบุตรจึงแนะนำให้เจริญอสุภกรรมฐานเป็นฐานแห่งการปฏิบัติ แต่ผ่านไป ๔ เดือนกลับไม่มีอะไรดีขึ้น เข้าไม่ถึงแม้ปฐมฌาน พระสารีบุตรจึงพาไปกราบพระพุทธเจ้า
พระองค์จึงทรงแนะนำให้ภิกษุหนุ่มนั้นไปนั่งเพ่งดอกบัวด้วยกสิณสีแดง โดยให้ท่อง “โลหิตัง..โลหิตัง..” จากนั้นไม่นาน ก็เริ่มเข้าสู่ปฐมฌานจนถึงฌานที่ ๔ ช่วงนั้นเองดอกบัวที่เพ่งเหี่ยวลง จิตใจของภิกษุหนุ่มก็เริ่มเหี่ยวลงตามดอกบัว ภิกษุนั้นเกิดปัญญาเห็นว่าเพราะเราเริ่มยึดติดผูกพันกับดอกบัว (เกิดอุปาทาน) ใจจึงเหี่ยวทุกข์เศร้าหมองไปด้วย เพราะขณะนั้นอำนาจของความตั่งมั่นในฌานจึงเกิดเป็นปัญญาถอดถอน เมื่อถอนอุปาทานในขันธ์ได้เพราะเกิดความเห็นถูก จึงบรรลุพระอรหันต์
มาดูประเด็นเรื่องนี้กัน ที่เราชอบพูดว่าองค์นั้นองค์นี้ไม่ดีตกลงเรื่องเป็นอย่างไร
๑. พระสารีบุตร ไม่ดีหรือที่สอนศิษย์ไม่ตรงจริต? นี่ท่านเมตตามากนะ ยังว่าไม่ดีอีกหรือ? ย้อนกลับมาดูดีๆ ใครจะบรรลุนั้นต้องทำเอาเอง แม้นพระพุทธเจ้ายังบอกว่า “ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทาง..” ไม่มีใครรับผิดชอบใครได้จริงๆ หรอก มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนภายใต้วิบากกรรมอีก
๒. พระพุทธเจ้า ท่านให้กรรมฐานตรงกับจริต เพราะท่านบอกว่าภิกษุนี้เป็นพุทธเวไนยยะ ซึ่งต้องรู้ธรรมจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น สาวกชี้ไม่ได้ ถ้าอย่างนี้จะพระสารีบุตรหรือสาวกองค์ใดๆ ก็ไม่มีทาง
๓. จริตของภิกษุหนุ่มนั้น แม้ระดับพระสารีบุตรยังอาจให้กรรมฐานไม่ตรง เพราะท่านไม่ใช่สัพพัญญู ทั้งๆ ที่ท่านเองเป็นอัครสาวกเบื้องขวาผู้เป็นเลิศด้านปัญญา ลูกศิษย์เองต้องทำเอง รับผิดชอบตนเอง ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็สอนรวมๆ ตามที่ท่านเข้าใจและสั่งสมมา นั่นไม่ได้แปลว่าลูกศิษย์จะทำได้อย่างที่ท่านสอน และคำว่าลูกศิษย์จริงๆ แปลว่าอะไร? เราฟังคำสอนท่าน ไปปฏิบัติในสำนักท่านก็เลยเรียกตัวเองว่าลูกศิษย์ท่านหรือ? ความเป็นจริงนั้นคืออะไร ศิษย์เลือกอาจารย์หรืออาจารย์เลือกศิษย์
๔. จริตคือความชอบของฉันหรือ? ฉันว่าฉันชอบการปฏิบัตแบบอาจารย์องค์นี้นะ…เหรอ
ถ้าวันไหนรู้สึกศรัทธาเปลี่ยนไปเพราะไม่ได้ดั่งใจเรา เราก็รู้สึกว่าคนนั้นคนนี้ไม่ดี ไม่จัดการตัวเอง ดีแต่โยนความผิดไปที่ผู้อื่น คนมี “กู” จะโยนความผิดให้คนอื่นไว้ก่อน ทั้งๆ ที่ตนเองไม่พยามพัฒนาจิตใจ สติปัญญา ลดละเลิกกามคุณอย่างจริงจังเลย นอกจากความก้าวหน้าไม่มี ก็ยังสร้างอกุศลกรรมไม่หยุดหย่อน คนที่เราว่าเขาดีไม่ดีนั้น จะดีไม่ดี ดูดีๆ ว่าท่านนั้น ที่เราว่า อาจดีกว่าเราร้อยเท่าพันเท่าทั้งการปฏิบัติตน ความเห็นแก่ตัวก็ยังน้อยกว่าคนที่ว่าท่านตั้งมากมาย นั่นก็ยังไม่ดีเพราะ กูเห็นแต่ตัว “กู” เอง กูน่ะดีหมด
หันกลับมาชำระตนเองน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด หากจริตตัวเองเป็นอย่างไรไม่รู้ ก็เพียรฝึกสติสัมปชัญญะในแต่ละขณะให้มาก มีศีลเพียรระวัง ทุจริต ๓ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตไว้
ตอนนี้รู้ลมหายใจไว้   หลับตาลงสักพักก่อนอ่านต่อ…
อารมณ์ต่างไปไหม? อ่านข้อความที่เป็นธรรมะใจเป็นกุศลหรืออกุศล
นี่ล่ะที่เรียกว่าทำความเพียร มันยากตรงไหน? มาดูเนื้อเรื่องพวกที่ชอบเพ่งโทษว่าผู้อื่นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ย้อนดูตนกัน
ครั้นนั้นพระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารถพระเถระรูปหนึ่ง ชื่ออุชฌานสัญญี
คุณวิเศษไม่เกิดแก่ผู้เพ่งโทษผู้อื่น
ได้ยินว่า พระเถระรูปนั้นเที่ยวแส่หาความผิดของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นว่า “ภิกษุนี้ก็นุ่งผิดอย่างนี้ ภิกษุนี้ก็ห่มผิดอย่างนี้.” พวกภิกษุกราบทูลแด่พระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถระชื่อโน้นชอบทำแบบนี้.”
พระศาสดาตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในข้อปฏิบัติแล้วกล่าวสอนอยู่อย่างนี้ใครๆ ก็ไม่ควรติดเตียน, ส่วนภิกษุใดแสวงหาโทษของชนเหล่าอื่น เพราะความมุ่งหมายที่จะจับผิด พูดแบบนี้ไปอยู่, บรรดาคุณวิเศษมีฌานเป็นต้น คุณวิเศษแม้อย่างหนึ่ง ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น, อาสวะทั้งหลายเท่านั้น ย่อมเจริญอย่างเดียว”

ดังนี้แล้วจึงตรัสพระคาถานี้ว่า

“อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ผู้คอยดูความผิดของบุคคลอื่น ผู้มีความมุ่งหมายในอันจับผิดเป็นนิตย์ บุคคลนั้น เป็นผู้ไกลจากความสิ้นไปแห่งอาสวะ”

ระวัง! ยิ่งเดินทางยิ่งห่างไกลออกไปจากปลายทาง
๒๕ กันยายน ๒๕๕๕
จากหนังสือ “เห็นถูก รู้แจ้ง” เล่ม 4 (หน้า 11-17)
โดย อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ดาวโหลดหนังสือเล่มนี้อ่านได้ที่นี่ค่ะ
(ด้านในมีรูปภาพประกอบน่ารักสวยงาม น่าอ่านมากค่ะ)
https://dhammaway.files.wordpress.com/2013/12/know-the-truth-see-the-truth-4.pdf

ศึกษาธรรมะอื่นๆเพิ่มเติมจาก อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
- ดูคลิปวีดีโอผ่าน Youtube ที่นี่ค่ะ คลิก
- อ่านเพิ่มเติมที่นี่ค่ะ คลิก
- และดาวโหลด mp3 ฟังคอร์สปฏิบัติธรรมที่นี่ค่ะ
http://www.suanyindee.net/index.php?option=media&menuid=8