(การ์ดคำสอน) โลกนี้มีแค่ขณะเดียว ตอนนี้

คลิกฟังธรรมบรรยายนี้ ได้ที่คลิปนี้
https://www.youtube.com/watch?v=1Wmomc0Du2U
โลกนี้สำหรับทุกคนมีอยู่แค่ขณะตรงหน้าเท่านั้นเอง อดีตอยู่ที่ไหนครับ อยู่ในใจ ที่สร้างขึ้นมาเอง แล้วก็ทุกข์เอง อนาคตก็อยู่ในใจ แล้วก็ทุกข์เอง สร้างเอง กังวลเอง
โลกนี้มีอยู่แค่นี้วินาทีตรงหน้า วินาทีอื่นไม่เคยมี ไม่เคยมีอยู่จริง ท่านจะมีทีละขณะ ทีละขณะ
ถ้าผมบอกว่าเราจะบรรยายกันจนถึงห้าโมงเย็น ตอนนี้ห้าโมงเย็นอยู่ไหน ดูเหมือนกับว่าอยู่ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ถ้าห้าโมงเย็นมาถึงจริงๆ มันจะคือตอนไหน
ตอนนี้
ตอนที่ผมปล่อย(พัก)เมื่อซักครู่ประมาณบ่ายสามโมงยี่สิบนาที แล้วก็บอกว่าให้ทุกคนเข้ามาเจอกันอีกครั้งตอนสี่โมง เหมือนกับสี่โมงอยู่ในอนาคต แต่พอสี่โมงมาถึงจริงๆ ทุกคนเข้ามานั่ง
ผมอยู่ตรงนี้
สี่โมงคือตอนไหนครับ
ตอนนั้น
ก็คือตอนนี้ของตอนนั้น
ตอนนี้ ก็คือตอนนี้
ถ้าห้าโมงเย็นมาถึงมันก็จะคือตอนนี้ ของตอนนั้น
ทุกขณะในชีวิตของเรามีอยู่แค่ตรงหน้า ทุกข์ที่เกิดขึ้นมาได้เพราะเราคิดเอาเอง อดีตที่ไม่ยอมลืมเพราะมันอยู่ในใจ แล้วเราก็ปรุงแต่งสร้างมันขึ้นมา มันไม่เคยมีอยู่จริง เราเอาซากของที่ไม่มีจริงมานั่งปรุงแต่งกันเอง
ถ้าผมบอกว่า ความจริงอยู่ที่โน่น ความคิดอยู่ที่นี่ ความทุกข์อยู่ที่นี่
ความจริงกับความทุกข์อยู่กันคนละที่
แต่เราเลือกที่จะอยู่ในความทุกข์ คือความคิดปรุงแต่ง มันเหมือนเราอยู่ในห้องมืด ห้องสี่เหลี่ยม มืดๆ พอเราออกไปเจอความจริง เราหยุดคิด เราออกมาพบกับความจริง แต่เดี๋ยวแป๊ปเดียวเราก็จะเปิดประตูแล้วเข้าไปอยู่ในห้องมืด แล้วก็ปิด แล้วก็เข้ามาอยู่ในความคิดของตัวเอง
เห็นภาพไหมครับ
พอท่านรู้ลมหายใจ การกระทบมีอยู่จริงๆ ท่านเปิดประตูออกจากห้องมืด มานั่งอยู่ในห้องจริงได้แป๊ปหนึ่ง ท่านไม่คุ้น ท่านเปิดประตูแล้วก็กลับไปอยู่ในห้องมืด ไปอยู่ในความคิดใหม่
ถ้าท่านไปเห็นผู้ชายคนหนึ่ง หัวกระเซอะกระเซิง กำลังคุ้ยเขี่ยขยะกิน ท่านมองดู “..อืม..คนบ้า..”
เขาก็นั่งกินของที่อยู่ในถังขยะ แล้วเขาก็ยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุข กินอยู่ดีๆ เดี๋ยวเขาก็ค่อยๆ เศร้า น้ำตาไหลออกมา แล้วก็ร้องไห้ เดี๋ยวๆ ก็หัวเราะเอ๊กอ๊ากๆ เดินยิ้มแย้มแจ่มใส เดี๋ยวก็หน้าเศร้าทุกข์ลงไป เราบอกว่า เขาบ้า
ช่วยนิยามคำว่าบ้า หรือคนบ้าหน่อย พวกนี้มันหลงอยู่ในคิด ไม่สามารถออกมาอยู่โลกความจริงได้ เราเรียกเขาว่า คนบ้า
แล้วเราบ้าหรือดี
เราเคยออกจากคิดเราบ้างหรือเปล่า เดี๋ยวเราก็หัวเราะ ถ้าขายอะไรได้เยอะหน่อย เดี๋ยวก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว ขายได้กำไร นั่งบ้าอยู่คนเดียว นั่งยิ้มบ้าอยู่คนเดียว วันไหนขายไม่ดีวันไหนโดนโกง นั่งเศร้า มีคนมาชวนกินข้าว “…ไม่เอาล่ะ กินไม่ลง ถูกโกง…”
นั่งจมอยู่ในคิด หลงเข้าไปในโลกมืด สร้างภพของอสุรกาย ของอะไรต่ออะไร ปิดประตูขังตัวเองเอาไว้ข้างใน มืดๆ
พระอรหันต์เป็นผู้มีสติสมบูรณ์ แสดงว่าท่านอยู่บนความจริง ส่วนคนในโลกอยู่ในห้องมืด ทีนี้พอค่อยๆ ให้ขยับออกมาจากห้องมืด ไม่คุ้น เหมือนนางอาย ออกมาได้แป๊ปหนึ่งต้องวิ่งกลับเข้าไปในห้องมืดใหม่ แล้วก็หลงอยู่ในคิด ในโลกมืดของตัวเอง ที่สร้างกรอบความคิดเอาไว้
ค่อยๆ เห็นความจริงอย่างนี้นะครับ ออกมาจากคิด เพราะทันทีที่ท่านคิด ท่านก็จะหลง
กี่โมงแล้วล่ะ?
เวลาที่เราพูดถึงผ่านกันไปเรื่อยๆ แล้วเชื่อไหมว่าเมื่อท่านตัดเวลาที่เป็นอดีตที่ผ่านไปแล้วเพราะไม่มีอยู่จริง ตัดอนาคตที่ยังมาไม่ถึงซึ่งก็ไม่มีอยู่จริง มันจะเหลือขณะเดียวตอนนี้
ที่บ้านใครมีลูก ใครมีพ่อแม่ ใครมีคนรัก สามี ภรรยาอยู่ที่บ้าน อยู่ที่บ้านหรืออยู่ในใจ ลองถามตัวเอง
ถ้าอยู่ที่บ้านคงไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาแต่ละคนก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง กำลังใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ปัญหาคือเราเอาพวกเขามาไว้ในใจนี่แหละ แล้วก็ปรุงแต่งปั้นแต่งมันขึ้นมา เป็นสุขเป็นทุกข์เข้าไปเรื่อยๆ
โลกนี้มีอยู่วินาทีเดียว เอาเป็นวินาทีก่อน ให้เข้าใจตรงนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นจะได้เข้าใจว่า ที่หลงไปสุขหลงไปทุกข์กับอดีตกับอนาคต คือของที่ไม่ได้มีอยู่จริง
ถ้าใครสูญเสียคนรักน่ะ จบไปแล้ว ใครเคยสูญเสียของที่ตัวเองทุกข์เศร้า มันผ่านไปหมดแล้ว
แต่ทำไมมันยังทุกข์อยู่ เพราะไปดึงเรื่องนั้นกลับเข้ามา แล้วก็โลมเลียอยู่ในห้องมืด ออกมาพบความจริงก็เห็นหมดแล้ว มันมีอยู่แค่นี้
ตอนนี้กำลังนั่งอยู่ตรงนี้มีอะไรที่ไหนล่ะ
มีอยู่แค่นี้
แล้วก็จะมีอยู่อย่างนี้ มีอยู่แค่นี้
ถ้า Trim (ตัด) สิ่งที่ไม่มีอยู่ออกจริง มันจะเหลืออยู่แค่นี้ อดีตเอาออก อนาคตเอาออก มันจะเหลือแค่นี้ ท่านจะมีอย่างนี้ไปจนกายแตกทำลาย จนถึงวินาทีที่เราตาย ความตายจะคือตอนนี้ของทุกคน
ตอนนี้พร้อมจะตายหรือยังครับ ไม่?
เพราะฉะนั้น เมื่อความตายมาถึง มันคือตอนนี้
ไม่ใช่อนาคต
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ธรรมบรรยายในหลักสูตร มัคคานุคา ก-ฮ
จัดโดยโรงพยาบาลสมุทรปราการ ร่วมกับชมรมกัลยาณธรร­ม
วันที่ 18-20 กรกฎาคม 2558

ชมธรรมบรรยายคอร์สปฏิบัติธรรม ฉบับ­เต็มได้ที่
https://youtu.be/l3o2tYne1W8?list=PLobJzcCFw1TyNIG5TPKSahY9axzkJWaKv

ศึกษาธรรมะ ข้อคิด ข้อธรรมต่างๆ เพิ่มเติมจาก อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
https://makkanuka.wordpress.com/

ความน่ากลัวของสังสารวัฏ

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าออกเสด็จบิณฑบาตร
แล้วพอเห็นสุนัขข้างถนนท่านก็แย้มพระสรวร
ก็คือท่านยิ้ม พระอานนท์จึงเดินเข้ามาแล้วถามว่า
มีอะไรหรือพระเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าบอก
“อานนท์ สุนัขตัวนี้ชาติที่แล้วเป็นลูกกษัตริย์
ก่อนหน้าเป็นลูกกษัตริย์เป็นหมูในเล้า
ก่อนหน้าหมูในเล้าเป็นเทวดา”
พระอานนท์พอได้ยินเท่านี้เอง
โอโหสังสารวัฏนี้น่ากลัวยิ่ง
ผมถามว่าตอนเป็นมนุษย์จะรู้ไหมครับ
รู้ไหมครับว่าชาติหน้าจะเป็นหมา
มีใครรู้ไหมครับที่นั่งอยู่นี่
ชาติหน้าสมมุติว่าท่านต้องเป็นอย่างนี้
อย่างที่พระพุทธเจ้าพูดนี้
ไม่รู้
ชาตินี้ที่ว่าร่ำรวยยิ่งใหญ่นักหนา
ชาติที่แล้วเป็นหมูในเล้า
มีใครรู้ไหม
ก่อนหน้านั้นเป็นเทวดา
ตอนเป็นหมูรู้ไหมครับว่าคราวก่อนเป็นเทวดา
ไม่รู้
มีคนทูลถามท่านว่าแล้วโอกาสที่มนุษย์
จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีแค่ไหน
โอโหถ้าได้ยินท่านอุปมายิ่งหนักเลย
แปลว่าชาติที่ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว
กว่าจะได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้นนานลิบ
ถ้าเห็นความจริงอย่างนี้
จะไม่กล้าประมาทเลยกับชีวิต
เพราะอะไรครับ
ในพระไตรปิฏกท่านบอกเลยว่า
อุปมาเสมือนเต่าตาบอดตัวหนึ่ง
อยู่กลางทะเลที่กว้างใหญ่
ร้อยปีจะขึ้นมาหายใจหนหนึ่ง
ทะเลนั้นมีเรืออยู่ลำเดียว
ซึ่งอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้
เผอิญว่าคนบนเรือเอากระบอกไม้ตักลงไปในน้ำ
โอกาสที่เต่าตาบอกตัวนั้นร้อยปี
โผล่หัวขึ้นมาหายใจ
จะหัวเสียบเข้าไปในกระบอก
ที่ผู้ชายคนนั้นตักลงไปพอดี
นั่นคือโอกาสที่มนุษย์จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
จากธรรมบรรยายเรื่อง “สติ(ตัวจริง) ความอัศจรรย์ ที่เราไม่เคยรู้จัก”

ท่านสามารถดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายฉบับเต็มได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=D7JS5iVd2jg

และสามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

ลูกเจี๊ยบผู้หลงโลก

ลูกเจี๊ยบผู้หลงโลก
ลูกเจี๊ยบ เกิดมาในโรงเลี้ยง โรงเลี้ยงไก่มีไก่เต็มเลย ลูกเจี๊ยบค่อยๆ ถูกฟักออกมาจากไข่ แล้วก็ค่อยๆ โตขึ้นมา ได้อาหารที่อยู่ในรางแล้วก็กินอาหารกัน ค่อยๆ โตขึ้นทุกวัน
เมื่อโตขึ้นก็เริ่มรู้จักที่จะแย่ง เริ่มรู้จักที่จะต้องการที่จะมีพื้นที่ ก็เริ่มมีการทะเลาะเบาะแว้ง เพื่อจะให้ได้พื้นที่ของตัวเอง เริ่มมีการขัดแย้งกันเพื่อจะให้ได้ตัวเมีย อยากจะได้ตัวเมียมาเป็นเจ้าของ อยากจะได้พื้นที่มาเป็นเจ้าของก็เริ่มมีการจิกตีกัน ทะเลาะกันไม่ได้หยุด
ทุกวันก็กินอาหารในรางแล้วก็โตขึ้น โตขึ้น โตขึ้น การทะเลาะเบาะแว้งแย่งพื้นที่ แย่งตัวเมียก็เกิดขึ้นในทุกๆ วัน ทุกๆ วัน ทุกๆ วัน อยากที่จะเป็นใหญ่ อยากที่จะเป็นผู้นำ ไก่เหล่านั้นล้วนจิกตีกันไม่ได้หยุด ทะเลาะกันไม่ได้หยุด
จนกระทั่งถึงวันที่โตเต็มวัยพร้อมที่เขาจะเอาไป เขาก็จับมันต้อนเข้าสุ่ม ต้อนเข้าสุ่ม มันก็แย่งกันทะเลาะกันเพื่อจะเดินนำหน้าบ้าง เพื่อจะเอาตัวเมียบ้าง อันนี้ของฉัน ตัวเมียของฉัน อันนี้พื้นที่ของฉัน ฉันต้องเดินตรงนี้ จนกระทั่งเข้าไปอยู่ในสุ่มในกล่องที่ท่านอาจจะเคยเห็นในรถบรรทุก เป็นลังใหญ่ๆ หน่อย ไก่ก็ถูกจับเข้าไปอยู่ในนั้นมันก็จิกตีกัน ทะเลาะกันเพื่อจะบอกว่าตรงนี้ของฉัน พื้นที่ตรงนี้ของฉันนะ เธออย่ามาเอาตรงนี้ของฉัน ของฉัน รถก็วิ่งผ่านไฟแดงไปอยู่บนทางมันก็ทะเลาะกัน รถเบรกก็หัวทิ่ม หัวทิ่มมันก็ทะเลาะกัน แกอย่ามาชนฉัน แกอย่ามาโดนฉัน ทะเลาะกันไม่ได้หยุด แย่งตัวเมียกันไม่ได้หยุด
มันหารู้ไม่ว่าตั้งแต่วินาทีที่มันเกิด จนกระทั่งตอนนี้กำลังจะถูกส่งเข้าโรงเชือด มันมีชีวิตที่จำกัดมากๆ แต่มันยังทะเลาะกัน มันยังตีกันทั้งๆ ที่รู้ว่าปลายทางคือความตาย แต่มันไม่รู้ถึงแม้ว่ามันจะรู้ก็ตาม แต่ไม่น่าเชื่อว่าตลอดทางของการมีชีวิตมันประมาทเหลือเกิน มันไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่กำลังก่อ กำลังทำ กำลังสร้างกรรม กำลังสร้างอกุศล ล้วนแต่พาให้ชีวิตตกต่ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงอาจจะเป็นภพชาติหน้าก็ตาม
จนกระทั่งรถวิ่งไปถึงโรงเชือด เขาเปิดสุ่ม มันก็ยังทะเลาะกัน แย่งที่จะเดินข้างหน้า ฉันต้องเดินข้างหน้า แกต้องเดินข้างหลัง รู้รึเปล่าว่าฉันเป็นใคร อันนี้ตัวเมียของฉัน แล้วมันก็เดินเข้าไปในราง จนขณะที่มันกำลังทะเลาะ กำลังแย่ง กำลังจิกตี มีดก็ปาดคอ ฟึด! อย่างรวดเร็ว แล้วก็สิ้นใจ ล้มลง ท่ามกลางเลือดของตัวเอง แล้วก็จบชีวิตไปอีกหนึ่งชาติ
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เราจะเห็นเลยว่าไก่ประมาทเหลือเกิน มันจะตีกันไปทำไมนักหนา อยู่ในสุ่มก็จะตายกันอยู่แล้ว
ถ้าเราย้อนกลับมา ความจริงชีวิตของมันถูกล็อกไว้ด้วยความตายตั้งแต่วันที่มันเกิดแล้วล่ะ
เราอาจจะบอกว่า “ใช่ มันถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นอาหารของเรา ยังไงมันก็ตาย” จะไก่สี่สิบแปดวัน ไก่สี่สิบหกวัน มันก็ตาย
แล้วไก่อย่างพวกเราล่ะ แปดสิบปี เจ็ดสิบปี หรือจะหกสิบปี หรือจะกี่ปีก็ตาม ไม่ตายหรือ?
แล้ววันนี้ระหว่างตั้งแต่คลอดออกมา จนกระทั่งถึงตอนนี้ ไม่ได้จิกตีกันเพื่อเรื่องแย่งพื้นที่แย่งตัวเมีย แย่งอาหาร แย่งทรัพย์สินแย่งทุกอย่างกันหรือ?
แล้วปลายทางของพวกท่านคืออะไร?
วันนี้ชีวิตอาจจะกำลังอยู่ในสุ่มที่เขากำลังขนไปใกล้ๆ โรงเชือดแล้ว ยังจิกตีกันไม่เลิก ยังทะเลาะกันไม่เลิก ทะเลาะกันไปจนกระทั่งถึงว่าข้าจะต้องเดินข้างหน้าเพื่อจะเข้าสู่แดนประหารหรือเปล่า?
เราไม่ประมาทแน่นะ หรือว่าตอนนี้เรากำลังประมาท ถ้าเราไม่ประมาทผมก็อนุโมทนาสาธุด้วย แต่ถ้าท่านประมาท น่าจะหยุด แล้วหันกลับมาดูตัวเอง ชีวิตของเราใกล้จะถูกเชือดเต็มที ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน อีกไม่นาน
ความตายเป็นสิ่งที่มาถึงแน่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเตือนเอาไว้ตลอด ที่ให้ทำมรณสติก็ดี ให้อยู่ด้วยความไม่ประมาทก็ดี เพราะวันนั้นมาถึงแน่ ไม่ได้ขึ้นกับอยากหรือไม่อยากของใคร
ตอนนี้เวลาที่ท่านกำลังฟังผมอยู่อาจจะเป็นเวลาประมาณซักตีห้าสี่สิบ หรือตีห้าสี่สิบห้าก็ตาม หกโมงเช้ามาถึงแน่ หกโมงเช้ามาถึงแน่ไม่ขึ้นกับอยากหรือไม่อยากของใคร ต่อให้ตอนนี้ท่านอยากให้มันถึงหกโมงเช้าเร็วๆ หกโมงเช้าก็มาถึงแน่โดยไม่ขึ้นกับความอยากของท่าน ต่อให้ท่านกำลังมีความสุขกับการฟังธรรมท่านไม่อยากจะให้ถึงหกโมงเช้าเลย หกโมงเช้าก็มาถึงแน่ ไม่ขึ้นกับความไม่อยากของใคร
อยากหรือไม่อยากของใคร ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความจริงนั้นเลย
แล้วผมอยากจะบอกว่าถ้าหกโมงเช้ามาถึงจริงๆ ผมอาจจะไม่มีเวลาพูดจนถึงตอนนั้น แต่ผมอยากจะให้ท่านหันไปดูนาฬิกาแล้วบอกตัวเองว่าเมื่อหกโมงเช้ามาถึง มันคือตอนไหน?
ท่านจะบอกว่าตอนที่หกโมงเช้ามาถึง มันคือ “ตอนนี้”
เหมือนกันครับ เมื่อความตายมาถึงจริงๆ มันจะคือ “ตอนนี้” มันจะคือตอนนี้ของทุกๆ คน มันจะคือปัจจุบันของทุกคน ถ้าตอนนี้เรายังไม่พร้อม ตอนนั้นก็คือตอนนี้ เช่นกันท่านจะไม่พร้อมเลย
เพราะฉะนั้นอย่าเป็นไก่ในสุ่มที่เอาแต่จิกตีกัน
กลับมาดูแลตัวเอง กลับมาหันมาสนใจที่จะปฏิบัติภาวนา อยู่ในศีล อยู่ในธรรม วันนี้เรายังมีชีวิตอยู่ ให้บอกตัวเองว่าเช้านี้เรามีโอกาสดีจริงๆ ที่มีโอกาสได้ออกไปจากบ้าน ออกไปปฏิบัติธรรม ออกไปช่วยเหลือผู้คน ไม่ว่าท่านจะทำงานอะไร ท่านจะต้องปฏิสัมพันธ์กับใคร ท่านสามารถหาความสุขในชีวิตได้ด้วยการปฏิบัติธรรม ด้วยการดีกับทุกๆ คน ยิ้มแย้มกับทุกคน ช่วยเหลือทุกคนที่กำลังลำบาก ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ใช้สิ่งที่ท่านมีช่วยเหลือทุกคน แล้วสังคมจะเป็นสุข แล้ววันนี้ท่านจะได้ปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องไปที่ไหน เพราะปฏิบัติธรรมจริงๆ อยู่ที่กายกับใจของท่านเอง
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

จากธรรมบรรยายในรายการ “สุขทุกวัน ๗ วัน ๗ กูรู”
AMARIN TV HD (๒๓ มกราคม ๒๕๕๘)
https://www.youtube.com/watch?v=5LiHXTRHP1o

หรือดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายฉบับเต็มได้ที่นี่
https://youtu.be/xkZmKtrHH5Q?list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5

ศึกษาธรรมะข้อธรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

หมายเหตุ: บทความนี้ประกอบด้วยเรื่องเล่า
ที่ไม่ทราบท่านใดได้เป็นผู้ประพันธ์ไว้ เป็นเรื่องราวที่มีเนื้อหาที่ดีมาก
ขอขอบคุณผู้ประพันธ์ไว้ ณ ที่นี้ที่ได้รังสรรค์ผลงานนี้ไว้
ขออนุญาตนำเรื่องนี้มาเล่า เพื่อเป็นอุทาหรณ์ และใช้ในการเรียนการสอนต่อไป
(ทั้งนี้อาจมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนไปบ้าง เพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหาในการสอนขณะนั้น)

(การ์ดคำสอน) มีความสุขที่ทำเข็มวินาทีให้เดิน

(การ์ดคำสอน) มีความสุขที่ทำเข็มวินาทีให้เดิน
คลิกดาวโหลดดูภาพขนาดใหญ่ได้ที่นี่

เพราะเข็มวินาทีเป็นปัจจัย
เข็มสั้นเดินถึงเลข ๑๒ จึงเกิดขึ้น
ทุกๆ การเคลื่อนของเข็มวินาที
แม้เพียงติ๊กเดียว
ส่งผลต่อการเคลื่อนของเข็มสั้น
เราดูไม่ออกว่าเข็มสั้นเคลื่อนที่
แต่เรารู้ดีว่าทุกการเคลื่อนของเข็มวินาที
เป็นเหตุปัจจัยให้เข็มสั้นเคลื่อนที่แน่นอน
เราเองใจร้อนเสมอ
ที่อยากเห็นเข็มสั้นเดินให้ได้เร็วดั่งใจ
ทำไมไม่เปลี่ยนเป็นมีความสุข
ที่ทำเข็มวินาทีให้เดินล่ะ

ถ้าทำอย่างนั้นไม่ต้องไปสนใจให้เข็มสั้น
เดินไปจนถึงเลข ๑๒ ด้วยซ้ำ
เผลอแป๊บเดียวก็จะได้ยินเสียงนาฬิกา
ตีที่เลข ๑๒ อย่างแน่นอน
นี่ล่ะคือการปฏิบัติธรรม
เพื่อหลุดพ้นที่แท้จริง
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
(๔ ก.ย. ๕๗)

ศึกษาธรรมะข้อธรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

สามารถสมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่
http://www.suanyindee.net/

รวมคลิปเสียง MP3 คอร์สปฏิบัติธรรม

dhamma-mp3

quote-2-2  ฟังคลิปเสียง MP3 จากคอร์สปฏิบัติต่างๆ
และการบรรยายธรรมต่างๆ ที่น่าฟัง
  quote-2

–  คอร์สปฏิบัติธรรม “มัคคานุคาเบื้องต้น” (สำหรับผู้เริ่มต้น หรือต้องการปูพื้นฐานต่างๆ)
https://dhammaway.wordpress.com/2014/07/25/ajprasert-mukkanuka-basic/
–  คอร์สปฏิบัติธรรม “คอร์สเข้ม-คอร์สนี้ไม่มีในโลก”
https://dhammaway.wordpress.com/2015/02/19/hardcore-course/
–  คอร์สปฏิบัติธรรม “คอร์สนี้ไม่รู้เรื่อง”
https://dhammaway.wordpress.com/2014/11/28/mukkanuka-understand-course/
–  คอร์สปฏิบัติธรรม “ทุบเปลือกทำลายเม็ด”
https://dhammaway.wordpress.com/2014/09/16/destroy-seed-ajprasert/
–  คอร์สปฏิบัติธรรม “ไฟลุกกลางหอธรรม”
https://dhammaway.wordpress.com/2015/02/28/on-fire-course/
–  คอร์สปฏิบัติธรรม “มัคาคานุคา ก-ฮ”
https://dhammaway.wordpress.com/2014/12/12/makkanuka-a-z/
–  ธรรมบรรยายเรื่อง “พ้นทุกข์ด้วย มรรค ๘”
https://dhammaway.files.wordpress.com/2015/02/freedom-by-mak8.mp3
–  ธรรมบรรยายเรื่อง “ความเชื่อมโยงอริยมรรค กับ การปฏิบัติธรรม”
https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/01/dhamma-practice-on-mak-aj-prasert.mp3
–  ธรรมบรรยายเรื่อง “อิสระจากอวิชชา”
https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/01/free_from_ignorance-aj_prasert.mp3
–  ธรรมบรรยายเรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท…เราเข้าใจได้นะ”
https://dhammaway.files.wordpress.com/2013/09/dependent_origination.mp3
–  สอนนั่งสมาธิ นำนั่งสมาธิ และแผ่เมตตา
https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/08/ajprasert-teaching-meditation-1.mp3
–  นำแผ่เมตตา แผ่ส่วนบุญอุทิศส่วนกุศล
https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/08/ajprasert-metta-1.mp3
–  อริยมรรคมีองค์ 8 (เสียงอ่านประกอบดนตรี)
https://dhammaway.files.wordpress.com/2013/08/muk8_edit-aj_prasert.mp3
ท่านสามารถสมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่เว็บไซต์ “สวนยินดี”
http://suanyindee.net/

คลิปเสียง MP3 คอร์สปฏิบัติธรรม “คอร์สเข้ม-คอร์สนี้ไม่มีในโลก”

World-2

quote-2-2   ฟังคลิปเสียง   mp3   จากคอร์สปฏิบัติธรรม quote-2

ในคอร์สปฏิบัติธรรม “คอร์สเข้ม-คอร์สนี้ไม่มีในโลก
ธรรมบรรยายโดยท่านอาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

เป็นคอร์สปฏิบัติธรรมที่ดีมากๆ คอร์สหนึ่ง แนะนำให้ฟังให้ได้

ท่านสามารถดาวโหลดฟังได้ที่นี่

ตอนที่ 1 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-1.mp3

ตอนที่ 2 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-2.mp3

ตอนที่ 3 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-3.mp3

ตอนที่ 4 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-4.mp3

ตอนที่ 5 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-5-6.mp3

ตอนที่ 7 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-7.mp3

ตอนที่ 8 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-8.mp3

ตอนที่ 9 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-9.mp3

ตอนที่ 10 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-10.mp3

ตอนที่ 11 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-11.mp3

ตอนที่ 12 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-12.mp3

ตอนที่ 13 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-13.mp3

ตอนที่ 14 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-14.mp3

ตอนที่ 15 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-15.mp3

ตอนที่ 16 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-16.mp3

ตอนที่ 17 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-17.mp3

ตอนที่ 18 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-18.mp3

ตอนที่ 19 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-19.mp3

ตอนที่ 20 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-20.mp3

ตอนที่ 21 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-21.mp3

ตอนที่ 22 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-22.mp3

ตอนที่ 23 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-23.mp3

ตอนที่ 24 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-24.mp3

ตอนที่ 25 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-25.mp3

ตอนที่ 26 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-26.mp3

ตอนที่ 27 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-27.mp3

ตอนที่ 28 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-28.mp3

ตอนที่ 29 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-29.mp3

ตอนที่ 30 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-30.mp3

ตอนที่ 31 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-31.mp3

ตอนที่ 32 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-32.mp3

ตอนที่ 33 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-33.mp3

ตอนที่ 34 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-34.mp3

ตอนที่ 35 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-35.mp3

ตอนที่ 36 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-36.mp3

ตอนที่ 37 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-37.mp3

ตอนที่ 38 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-38.mp3

ตอนที่ 39 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-39.mp3

ตอนที่ 41 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-41.mp3

ตอนที่ 42 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-42.mp3

ตอนที่ 43 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-43.mp3

ตอนที่ 44 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-44.mp3

ตอนที่ 45 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-45.mp3

ตอนที่ 46 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-46.mp3

ตอนที่ 47 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-47.mp3

ตอนที่ 48 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-48.mp3

ตอนที่ 49 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-49.mp3

ตอนที่ 50 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-50.mp3

ตอนที่ 51 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-51.mp3

ตอนที่ 52 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-52.mp3

ตอนที่ 53 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-53.mp3

ตอนที่ 54 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-54.mp3

ตอนที่ 55 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-55.mp3

ตอนที่ 56 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-56.mp3

ตอนที่ 57 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-57.mp3

ตอนที่ 58 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-58.mp3

ตอนที่ 59 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-59.mp3

ตอนที่ 60 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-60.mp3

ตอนที่ 61 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-61.mp3

ตอนที่ 62 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-62.mp3

ตอนที่ 63 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-63.mp3

ตอนที่ 64 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-64.mp3

ตอนที่ 65 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-65.mp3

ตอนที่ 66 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-66.mp3

ตอนที่ 67 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-67.mp3

ตอนที่ 68 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-68.mp3

ตอนที่ 69 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-69.mp3

ตอนที่ 70 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-70.mp3

ตอนที่ 71 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-71.mp3

ตอนที่ 72 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/mukkanuka-unseen-course-72.mp3

สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่เว็บไซต์ “สวนยินดี”
http://www.suanyindee.net/

(การ์ดคำสอน) เพราะคือความรักที่แท้จริง ความรักที่บริสุทธิ์

ทำไมวันนี้ความรักถึงนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หลายคนก็จะเถียงในใจว่า “..ไม่ใช่ ความรักทำให้โลกแจ่มใส ทำให้โลกกลายเป็นสีชมพู ทำให้โลกมีพลัง..”
ผมไม่เถียงถ้าใช้ได้ถูกต้อง แต่วันนี้เอาเข้าจริงๆ วันที่ท่านรักแล้วคนรักจากไป ยังไงก็ทุกข์ แล้ววันนี้มันมีอะไรที่ไม่พลัดพรากจากกันบ้าง เราจะย้อนกลับมาดูก่อนว่ารากเหง้าหรือต้นตอของความรักที่เราเข้าใจผิดมันจึงนำมาซึ่งทุกข์ มีเพลงๆ หนึ่งที่บอกว่าด้วยรักและผูกพัน อันนี้แหละคือความจริง เพราะทุกครั้งที่ต้นรักของเราก่อขึ้นไปมันจะมีสายใยของความผูกพันเข้าไปเกาะเกี่ยวไว้ตลอดเวลา นี่จึงทำให้ความรักทั้งหลายมีพื้นฐานที่เตรียมจะทุกข์อยู่แล้วเพราะความผูกพัน วันนี้เราจึงสงสัยว่าแล้วรักแบบไหนหรอที่มันจะไม่ทุกข์ ถ้ารักแล้วไม่ผูกพันเลยนี่แปลว่าอะไร
ผมจะเริ่มอธิบายอย่างง่ายๆ ก่อน ถ้าสมมุติต่อหน้าท่านมีเด็กสองคน คนแรกอ้วนจ้ำม่ำ น่ารัก ผิวขาว อีกคนหนึ่งที่ยืนข้างๆ ตัวดำมาจากซูดาน ผมเกร็ง ตัวผอม ลีบ เอาแบบไม่ต้องใช้จริตอะไรมาก เดินเข้าไปอย่างที่ท่านปรารถนาเลยใช้ความน่ารักเดินเข้าไปหา ท่านจะเดินเข้าไปหาเด็กคนไหน แน่นอนเราจะเดินเข้าไปหาเด็กขาว ตัวอ้วน น่ารัก จ้ำม่ำ ทำไมเราไม่เข้าไปหาเด็กดำ “..มันไม่น่ารักเลย..”
อันนี้คือความจริง เอาล่ะ วางเด็กคนนั้นลงแล้วถอยหลังมาใหม่ แล้วเปลี่ยนใหม่เที่ยวนี้ให้เข้าไปอุ้มด้วยความเมตตา คำตอบอยู่ที่ท่าน ท่านจะเดินเข้าไปอุ้มเด็กคนไหน หรือท่านอาจจะเดินเข้าไปหาเด็กซูดานผอมเกร็งทันทีเลยก็ได้เพราะรู้สึกว่าน่าสงสาร มีเมตตา
เห็นหรือยังครับว่าคำว่ารักกับเมตตามีความต่างกันอยู่ในตัว ถ้าเราเปลี่ยนความรักที่มีต่อลูกเป็นความเมตตา เราจะทำทุกอย่างที่เราทำอยู่เหมือนเดิมแต่มีสิ่งหนึ่งที่หายไป
คำว่าผูกพันมันนำมาซึ่งความคาดหวังแล้วก็ปรารถนาที่จะได้อะไรตอบแทนมาบ้าง อย่างน้อยที่สุดคือรอยยิ้มหรือความรักตอบก็ยังดี นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนให้กับลูกแล้วเราก็บอกว่า “..เราไม่ได้มีความคาดหวังอะไรกับลูกนะ เราไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทน..” แต่ทุกครั้งจริงๆ แล้ว ในความปรารถนาดีของท่าน มันแอบแฝงลึกๆ เอาไว้ ซึ่งเราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่นั่นนำมาซึ่งทุกข์
ในการเลี้ยงลูกแล้วก็ปรารถนาดี ดีทั้งทั้งนั้นหละ ดีทั้งนั้นแต่ถ้าเราอยากรู้ว่าต้นเหตุจริงๆ ของมันคืออะไรที่ทำให้เกิดความทุกข์กันทั้งหมด มันมาจากสิ่งนี้ล่ะ แล้วถ้าเข้าสู่การปฏิบัติธรรมจนกระทั่งถอนแล้วก็ชำระสิ่งนี้ลงได้ แล้วตกลงเราต้องทำยังไง ก็ไม่ต้องรักลูกกันหรอ เปล่าหรอก
ความรักมันมีความรักที่บริสุทธิ์ ความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ เป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ว่าจะใครๆ ก็ตาม
เวลาฟังดูง่ายแล้วเราก็รู้สึกว่าเราจะเป็นคนนั้นด้วย
ในครั้งหนึ่งที่สวนโมกข์ มีการบรรยายของภิกษุณีท่านหนึ่ง อายุท่านตอนนั้นในวันที่ท่านบรรยายน่าจะประมาณ 85 ผมก็ไปนั่งฟังอยู่ด้วย ในตอนแรกที่ผมไปผมอยากจะดูว่าคนจากที่อื่นๆ เขาปฏิบัติธรรมกันยังไงนั่นคือจุดมุ่งหมายที่ผมไป แต่หลังจากผมฟังท่านปฏิบัติแล้วผมกลับไม่ได้สนใจเรื่องปฏิบัติมากนักมีเรื่องหนึ่งที่โดนผมมากๆ คือเรื่องที่ท่านเล่า
ท่านบอกว่าตอนที่ท่านอยู่ที่อังกฤษ ท่านเป็นคนอังกฤษ ตอนนั้นท่านอายุ 19 ท่านบอกว่าท่านมีความปรารถนามากๆ เลยที่อยากจะไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศอินเดีย ท่านบอกว่าไม่รู้ทำไม ท่านก็จึงไปทำเรื่องที่สถานฑูตอินเดียในประเทศอังกฤษเพื่อจะขอไปปฏิบัติธรรมโดยไม่บอกคุณแม่ เพราะว่ากลัวคุณแม่จะห้าม หลังจากที่ทำเรื่องแล้วก็สถานฑูตอนุมัติวีซ่าเรียบร้อย ก็จึงกลับมาบอกคุณแม่ บอกว่าหนูอยากจะไปปฏิบัติธรรมที่อินเดีย จะเป็นการไปแล้วไม่กลับมาอีก
เราเป็นพ่อเป็นแม่ถ้ามีลูกอายุ 19 มาบอกเราอย่างนี้ ท่านจะตอบลูกว่ายังไงครับ ผมไม่ทราบหรอกว่าท่านจะคิดยังไงก็ตาม แต่สิ่งที่เราจะฟังคือเราจะฟังจากคุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้
คุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้ตอบว่า “เอาสิลูก ถ้ามันเป็นความปรารถนาของลูก ถ้ามันเป็นความสุขของลูก แม่พร้อมจะช่วยเหลือ ลูกต้องการอะไรบอกแม่มาเลย ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบินหรืออะไรก็ได้” เพียงแต่แม่บอกว่าเขียนจดหมายมาหาแม่บ้าง หรือถ้ามีเวลาว่างก็แวะกลับมาเยี่ยมที่บ้านบ้าง
จากนั้นเธอก็ไป เธอหายไปหลายสิบปีไปอยู่ที่อินเดียแล้วก็ติดต่อทางบ้านมาเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณแม่เขียนจดหมายไปหาเธอว่า ซื้อตั๋วเครื่องบินให้กลับมาบ้าน แต่เป็นตั๋วไปกลับไม่ต้องห่วง เธอก็จึงบินกลับมาเยี่ยมบ้าน เธอได้พบกับน้าสาวซึ่งเป็นน้องของคุณแม่ น้าสาวบอกเธอว่าหลังจากที่เธอไปแล้วก็ได้คุยกับคุณแม่ คุณแม่ของเธอคุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้ คุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้เล่าให้น้าสาวฟังว่า ถ้าได้เกิดชาติหน้าฉันใดแล้วมีโอกาสได้เกิดอีกแล้วเลือกเกิดได้ ขอให้ได้เกิดเป็นแม่ของภิกษุณีท่านนี้อีก เพราะหากภิกษุณีท่านนี้ไปเกิดอยู่ในท้องของคนอื่นที่ไม่เข้าใจ เชื่อว่าเธอจะต้องถูกขัดขวางจากคุณแม่คนนั้นแน่ๆ
ภิกษุณีท่านนี้เธอบอกว่าหลังจากเธอได้ยินน้าสาวพูดอย่างนี้ เธอรู้เลยว่าเธอมีแม่ที่ประเสริฐมากๆ แม่ไม่เคยพูดว่าแล้วเธอไม่รักแม่แล้วหรออยู่ๆ เธอก็ทิ้งแม่ไป ไม่เคยมีคำพูดเหล่านี้ออกจากปากแม่เลย แต่แม่กลับช่วยเหลือแล้วก็ดูแลทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นความปรารถนาของลูกแล้วสิ่งที่ลูกทำก็เป็นสิ่งถูกต้อง ไม่ใช่ว่าต้องเป็นไปดั่งใจของแม่หรือว่าต้องเป็นไปตามที่คุณแม่คาดหวัง แต่ว่านี่เป็นความสุขและเป็นความปรารถนาดีของลูก แล้ววันนี้ภิกษุณีท่านนี้ก็เป็นภิกษุณีที่ดังไปแล้วทั่วโลก แล้วการปฏิบัติของเธอก็เป็นที่น่ายกย่อง แล้วก็เชิดชู แล้วก็สรรเสริญ น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าในวันนั้นคุณแม่ขัดขวาง วันนี้จะไม่มีภิกษุณีดีๆ ที่อยู่ในโลกนี้เลย
ตัวอย่างนี้จึงทำให้เราได้เริ่มกลับมาสะท้อนแล้วก็ย้อนกลับมาที่ตัวเรา แน่นอนที่สุดผมว่าคุณแม่ทางบ้านกำลังมีเสียงคัดค้านในหัวเต็มไปหมด แต่เอาเถอะท่านจะคิดยังไงก็ตามแต่นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงๆ หากท่านไม่สามารถทำได้ขนาดนี้ ผมว่าลองหาสมดุลกันหน่อยดีไหม สมดุลระหว่างความรักความห่วงใยที่มีต่อคนที่เราบอกว่าเรารัก ตัวอย่างพวกนี้มีกันอยู่มากมาย ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จก็ดีไม่ประสบความสำเร็จก็ดี แต่ความสำเร็จในชีวิตทุกคนมองไปที่ทรัพย์สินเงินทองแล้วก็ตำแหน่งหน้าที่
สิ่งหนึ่งที่เราลืมไปสำหรับคนที่เรารักก็คือ ความสุข
สิ่งที่ลูกพยามทำให้เราเป็นเพียงต้องการให้แม่มีความสุขหรือเปล่า ที่ให้ได้แม่ปรารถนาแล้วก็ทำให้ได้ดั่งใจแม่ แต่ลูกไม่เคยมีความสุขในสิ่งนั้นเลย ลูกยินยอมที่จะทิ้งความสุขของตัวเองทั้งหมด เพื่อให้แม่ได้มีความสุขตามที่แม่ปรารถนา แต่แม่เองกลับไม่เคยให้สิ่งนี้กับลูกเลย การเลี้ยงลูกวันนี้ เราจึงต้องกลับมาหาสมดุลจริงๆ ที่มีทั้งผสานประโยชน์ของผู้รับ แล้วก็ผู้ให้
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ “สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู”
AMARIN TV (5 ธันวาคม 57)
https://www.youtube.com/watch?v=g0fAdXnCBg0

สามารถดูคลิปวีดีโอ อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ในรายการนี้ทั้งหมดฉบับเต็มได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=2WDvhhrm7-8&index=8&list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5

สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่
http://suanyindee.net/

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์ดคำสอน) แค่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด

ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องจริงอาจจะทำให้พวกเราได้เห็นความจริงว่าการหลงไปในคิดมันนำมาซึ่งทุกข์ฟรีจริงๆ ชีวิตของเราทุกข์ฟรีกันมโหฬารมหาศาลเลย การบรรบายครั้งหนึ่งที่ผมไปบรรยาย หลังจากบรรยายจบมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาพูดคุยกับผม แล้วก็เหมือนกับจะขอความเห็น
เธอบอกผมว่าเธอเป็นแม่แล้วก็มีลูก ทุกวันนี้เธอกังวลมากๆ เลย ลูกเธอไปทำงานทุกวัน แล้วก็ถ้าวันไหนลูกกลับประมาณซักทุ่มหนึ่งเธอก็รู้สึกสบายใจไม่มีปัญหาอะไร แต่วันไหนที่ลูกทำงานดึกลูกกลับมาประมาณเที่ยงคืน โอ้โหวันนั้นนี่คืนนั้นเธอจะนอนไม่หลับเลย
ผมก็เลยถามว่า เอาล่ะ ถ้างั้นเราลองมาคุยความจริงกันดู คุณบอกว่าถ้าลูกกลับตอนทุ่มหนึ่งคุณไม่ทุกข์เลย แต่ถ้าลูกกลับตอนเที่ยงคืนคุณก็จะอดรนทนทุรนทุรายกว่าจะถึงเที่ยงคืน ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานพูดจริงๆ ท่านก็รู้ว่าทุกข์ทรมาน เอ้ลูกเป็นอะไรไหม จะเกิดอุบัติเหตุไหมทำไมป่านนี้ยังไม่กลับ ก็วนคิดอยู่อย่างนี้จนกระทั่งเที่ยงคืน เป๊ง! ลูกเปิดประตูแกร๊กเข้าบ้าน เฮ้อ… ค่อยยังชั่วหน่อย แล้วก็ขึ้นนอนได้
แปลว่าทุ่มหนึ่งที่คุณเริ่มไม่สบายใจจนถึงเที่ยงคืนลูกเปิดประตูแกร๊กเข้ามาคุณสบายใจ จากทุ่มหนึ่งถึงเที่ยงคืน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นถูกไหมครับ ไม่มี
แสดงว่าคุณทุกข์ฟรีสิงั้น
คุณแม่คนนั้นก็เริ่มงงๆ ทุกข์ฟรียังไงก็ฉันเป็นห่วงลูก ผมบอกว่าผมไม่ได้พูดเรื่องห่วง ผมพูดเรื่องทุกข์ มองเฉพาะมุมของทุกข์ก่อน พ่อแม่เป็นห่วงลูกทุกคนแหละผมรู้
เอาล่ะทุ่มหนึ่งถึงเที่ยงคืนคุณทุกข์ฟรีเพราะมันไม่เกิดอะไรขึ้น
แม่คนนั้นก็ยอมรับ “..เอาล่ะแล้วเกิดมันเกิดอะไรขึ้นกับลูกฉันล่ะ..”
เอาล่ะเราลองยกตัวอย่างดู สมมุติว่าคืนวันหนึ่ง จากหนึ่งทุ่ม สองทุ่ม สามทุ่ม คุณก็กระวนกระวายอยู่นั่นแหละลูกยังไม่กลับบ้าน พอถึงสี่ทุ่มมีโทรศัทพ์มาจากโรงพยาบาล บอกว่าลูกของคุณประสบอุบัติเหตุ ตายแล้วตอนนั้นคุณทุกข์มากเลย
ผมหยุดภาพไว้แค่นี้ก่อน นั่นแสดงว่าจากหนึ่งทุ่ม สองทุ่ม สามทุ่ม ก่อนที่จะสี่ทุ่มก่อนโรงพยาบาลโทรมามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นถูกไหม
“..ใช่..”
เพราะคุณยังไม่รู้เลย
“..ใช่..”
แสดงว่าคุณทุกข์ฟรีสิอย่างงั้น
“..ทุกข์ฟรีได้ไงสี่ทุ่มลูกฉันประสบอุบัติเหตุแล้วก็หมอโทรมาบอกโรงพยาบาลโทรมาบอกแล้ว..”
ไม่ แต่คุณรู้ตอนสี่ทุ่ม แสดงว่าหนึ่งทุ่มถึงก่อนสี่ทุ่มคุณทุกข์ฟรี คุณไม่ทุกข์ก็ได้ คุณค่อยทุกข์ตอนสี่ทุ่มถ้าอย่างงั้น
“..ใช่..”
งั้นคุณทุกข์ฟรี
“..งั้นฉันทุกข์ฟรี แต่ฉันเป็นห่วงลูกนี่..”
เอาล่ะเราไม่ได้พูดเรื่องห่วง จากนั้นคุณก็เดินทางไปโรงพยาบาล จากสี่ทุ่มถึงห้าทุ่มคุณอยู่บนรถแท็กซี่แล้วกัน ก็เดินทางไป ผมถามว่าขณะที่อยู่บนรถแท็กซี่สี่ทุ่มถึงห้าทุ่ม รถติดไฟแดงบ้างอะไรบ้างวิ่งไปบนถนน คุณทุกข์ไหม?
“..ทุกข์สิ ก็ลูกฉันนอนอยู่ในโรงพยาบาลแล้วจะเป็นตายยังไม่รู้เลยจะไม่ทุกข์ได้ยังไง..”
ผมถามว่าแล้วคุณทำอะไรได้ไหม
“..ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ฉันเป็นห่วงลูก..”
เอาล่ะพอห้าทุ่มคุณถึงโรงพยาบาลไปที่เคาน์เตอร์ พยาบาลบอกอยู่ห้องนั้นห้องนี่คุณก็รีบไปถึงหน้าห้อง อาจจะเป็นห้องผ่าตัดลูกคุณอยู่ในห้องผ่าตัด คุณก็เดินกระสับกะส่ายตั้งแต่ห้าทุ่ม เที่ยงคืน ตีหนึ่ง
ตีหนึ่งหมอเปิดประตูห้องผ่าตัดแกร็กออกมา เอาล่ะผมหยุดภาพไว้แค่นี้ก่อน จากห้าทุ่มถึงตีหนึ่งหมอกำลังผ่าตัดหรือว่ากำลังรักษาลูกของคุณอยู่ แต่จากห้าทุ่มถึงตีหนึ่งคุณทุกข์ไหม?
“..ทุกข์ เพราะฉันกระสับกระส่ายเดินไปตลอดเวลา..”
คุณทุกข์ฟรี เพราะมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย หรือว่าไม่เปลี่ยนอะไรเลย
คุณแม่คนนั้นก็เริ่มรู้สึก “..อืมใช่ ฉันทุกข์ฟรี..”
พอตีหนึ่งหมอเดินออกมาจากห้องแล้วก็บอกว่า ขอโทษนะ ลูกคุณเสียชีวิตแล้วเขามาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป แสดงว่าจากห้าทุ่มถึงตีหนึ่งก่อนที่หมอจะพูดว่าลูกคุณตายแล้ว คุณทุกข์ฟรี ซึ่งคุณไม่ทุกข์ก็ได้มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลเลย
ใช่ เพราะทุกข์ของคุณไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ไม่ทำอะไรให้เปลี่ยนแปลงหรือดีขึ้นเลย
ตลอดตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ ทุกคนอยู่บนความคิด อยู่บนความกังวล อยู่บนการปรุงแต่งตลอดเวลา เราทุกข์กับทุกเรื่องทั้งที่เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย
สิ่งที่คุณพยามจะทำ คุณสามารถทำได้โดยไม่ต้องทุกข์ก็ได้ แต่คุณลืมไป คุณคิดว่าความทุกข์เป็นของคู่เป็นของที่จะต้องคู่แล้วก็ติดตัวเราอยู่เสมอเราถึงจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ดี ถ้าเราเป็นห่วงใครเราต้องทุกข์ด้วยบวกกับความเป็นห่วงท่านสามารถเป็นห่วงโดยไม่ต้องทุกข์ก็ได้
สิ่งนี้แหละที่มนุษย์ไม่เข้าใจ เมื่อปฏิบัติธรรมไปแล้วสองสิ่งนี้มันจะแยกออกจากกัน ท่านสามารถดุใครโดยที่ไม่ต้องโกรธก็ได้ วันนี้เรานึกว่าถ้าใครดุคนนั้นต้องโกรธ เมื่อเราโกรธเราต้องด่า ไม่ใช่ เราสามารถดุ ด่า โดยไม่ต้องมีโกรธก็ได้ เพราะเราไม่ได้แสดงความปราถนาร้าย เราอาจจะดุว่าเพราะเขาทำงานผิด อาจจะดุว่าลูกๆ เพราะว่าเขาทำผิดเพื่อให้เขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การดุแบบนี้ไม่ใช่ดุเพราะว่าใช้อารมณ์ แต่เป็นการดุเพื่อเป้าหมายที่จะให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นในทางที่ถูกต้องเท่านั้นเอง
วันนี้เราใช้ชีวิตกันแบบทุกข์ฟรีมามหาศาล
เพราะเราไปคิดเอาเองว่า
อย่างนั้นจะเป็นอย่างนั้น แบบนี้จะเป็นแบบนี้

เราทำได้แค่ดีที่สุด ชีวิตของเราทำได้แค่นี้แหละ
ความกังวลเป็นสิ่งที่เราไปรอเอาไว้ข้างหน้าเอง
เพราะฉะนั้นต่อให้ท่านจะกังวลแค่ไหน

ท่านก็ทำได้แค่ทำเหตุให้ดีเท่านั้นเอง

ดังนั้นถ้าทำเหตุให้ดีอย่างมีปัญญา
ไม่ต้องเป็นทุกข์ก็ได้
ทำเหตุให้ดีทุกขณะ ผลจะดีเอง
แต่ต่อให้ผลไม่ดีก็ทำเหตุให้ดีต่อไป
เรื่องมีแค่นี้ แล้วก็จะมีความสุขในทุกๆ วัน

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ “สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู”
AMARIN TV (26 ธันวาคม 57)
https://www.youtube.com/watch?v=9GRb1fSrXQY

สามารถดูคลิปวีดีโอ อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ในรายการนี้ทั้งหมดฉบับเต็มได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=zoCWqbLPQxw&list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5&index=14

สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่
http://suanyindee.net/

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

ช่วยด้วยใจจริงๆ ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

prasert-utaichalerm-7guru
จิตอาสา
จิตอาสานี่ชัดเจนเรื่องกิจหรืองานที่ควรทำ ก็คือทำให้กับผู้อื่น ทำให้กับสังคม ทำให้กับสังคมที่กำลังเดือดร้อนอันนี้ชัดเจน อันนี้มีประโยชน์แน่ๆ แต่ปัญหามันคืออะไร ที่ผมยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อจะมาพูดคุยเล่าสู่กันฟังเพราะว่าวันนี้สังเกตไหมครับว่าเวลาเราทำจิตอาสาหรือบริษัทเราทำจิตอาสาหรือบริษัทไหนทำ CSR เพื่อจะออกไปทำกิจกรรมกิจการอะไรให้กับสังคมหรือว่าองค์กรหรือหน่วยงานใกล้ๆ เราจะพูดถึงความสุข เราจะบอกว่าทำจิตอาสาแล้วมีความสุข เราจะเห็นโฆษณาทางทีวีเยอะแยะเลยแสดงออกถึงความสุข ทำจิตอาสาแล้วมีความสุข มันจึงทำให้คนออกไปทำจิตอาสาเพราะคาดหวังความสุข
แล้วผิดยังไง ? ก็ความสุขก็ถูกแล้ว ก็ทำให้คนอื่นเขามีความสุข
เอาล่ะถ้าวันนี้สังเกตดูดีๆ คนที่ออกไปทำจิตอาสาอย่างเช่น ช่วงน้ำท่วมมีคนออกไปแล้วก็มีทหารพายเรือ หรือทหารก็จูงเรือออกไป แล้วพวกท่านก็เอาของไปแจกชาวบ้านที่กำลังน้ำท่วม ถ่ายรูปกันช๊อกแช๊กๆ ลงเฟสบ้างลงอะไรบ้างเพื่อให้ตัวเองดูดีแล้วก็แชร์ไปในหมู่ของเพื่อนฝูง
สังเกตไหมว่าท่านทำอยู่ไม่กี่บ้านแล้วท่านก็รีบกลับเพราะกลัวร้อนกลัวดำ ท่านไม่ได้คิดจะออกไปเพื่อให้จริงๆ หรอก ไม่ได้คิดจะออกไปเพื่อจะทำให้กับสังคมจริงๆ หรอก มันกลายเป็นท่านออกไปเอาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในใจ แล้วก็เอาไปโชว์ให้คนอื่นดู วันนี้มันจึงนำมาซึ่งมันไม่ใช่ว่ามันเกิดเป็นบุญที่เกิดขึ้นในบุญที่สละออกของตัวตน หรือช่วยเหลือผู้อื่นจริงๆ แต่มันเป็นการกำลังจะดึงหาความสุขเข้ามาใส่ตัว
ลองดูดีๆ ว่าทหารที่กำลังลากเรือไปให้พวกเราหรือว่า อปพร. ทั้งหลายที่ออกมาช่วยแล้วเขาย่ำอยู่ในน้ำคลำ พวกเขาต่างหากคนเหล่านี้ต่างหากที่กำลังขวนขวายในงานที่ควรทำ แล้วพวกเราใช่จริงๆ หรือ ?
ตรงนี้ที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นเท่านั้นแหละนะครับ
การทำ การช่วยเหลือสังคมดีทั้งนั้น เเต่ขอให้ช่วยจริงๆ ด้วยหัวใจ ช่วยจริงๆ เพราะการช่วยเหลือคนมันเหนื่อย ทุกคนรู้ว่าการช่วยเหลือคนเนี่ยเหนื่อย เหนื่อยไม่ได้นำมาซึ่งทุกข์ เเต่เหนื่อยเพราะว่าการช่วยคนให้พ้นทุกข์บางครั้งมันต้องอาศัยกำลังกาย กำลังทรัพย์มันต้องเหนื่อย อย่ามองว่าเหนื่อยเเล้วเป็นทุกข์ เเต่มองว่าเหนื่อยเพื่อช่วยคนให้เขาพ้นทุกข์เเล้ววันที่เขาพ้นทุกข์ขึ้นมาได้หรืออาจจะไม่ได้พ้นขึ้นมามาก ได้อาหารสักมื้อหนึ่งที่ยาไส้พวกเขา มันจะเกิดเป็นความรู้สึกดีๆ เล็กๆ ในหัวใจของทุกคนที่ไปช่วยเขา ที่ช่วยด้วยใจจริงๆ ตรงนี้ถึงจะเป็นบุญ
บุญมาจากการชำระตัวตนออก ชำระโลภะออก ความอยากของพวกเราที่จะอยากมีความสุขมันจะหายไป เเต่อยากจะให้หรือปรารถนาจะให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ตรงนั้นเป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ตรงนั้นใจถึงจะเกิดเป็นบุญจริงๆ
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ “สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู”
AMARIN TV (16 มกราคม 58)
https://www.youtube.com/watch?v=ewXf_BQkI28

สามารถดูคลิปวีดีโอ อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ในรายการนี้ทั้งหมดฉบับเต็มได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=7LB3kfRTL8k&list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5&index=16

สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่
http://suanyindee.net/

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

เพราะอะไรจึงนั่งสมาธิแล้วไม่สงบ

ถ้าเราจะจัดการต้องจัดการที่เหตุ
แล้วผลจะดับ
ถ้ารถของท่านมีกลิ่นอับ
สิ่งแรกที่พวกเราชาวโลกคิดถึง
คือไปซื้อน้ำหอมปรับอากาศแล้วก็วางในรถ
ทุกคนทุกคันทำเหมือนกันหมด
ถ้าเราไปย้อนถามตัวเองแบบตรงไปตรงมาว่า
นั่นคือการแก้ปัญหาจริงๆ หรอ
คำตอบก็จะตอบได้เองว่า ไม่ใช่
เป็นการหลอกตัวเองไปวันๆ
เพราะสาเหตุที่ทำให้กลิ่นอับจากไปลุยน้ำมา
กลิ่นอับ ซื้อกับข้าวทิ้งไว้หลังรถอะไรก็แล้วแต่
แต่ท่านไม่เคยไปแก้ที่เหตุนั้น
แต่ท่านเอาน้ำหอมปรับอากาศไปใส่
เวลาท่านทุกข์อยู่ข้างนอกหรือว่าท่านเกิดอะไรขึ้น
ท่านเข้ามามานั่งสมาธิจะให้ใจสงบ
เหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นไม่มีทางจัดการกับมันได้
ถ้าความทุกข์ที่เกิดขึ้นมา เราอุปมาเป็นควันไฟ
ถ้าท่านจะดับควัน ท่านต้องดับไฟ
ไม่ใช่พยามไปหากลิ่นใหม่มาทำให้ควันนั้นหายเหม็น
หากท่านฟุ้งซ่านในชีวิตแล้วเข้ามานั่งสมาธิ
แล้วเข้ามานั่งพูดกันว่าทำไมนั่งสมาธิไม่สงบ
อาจารย์สอนผิดหรือเปล่า ผมบอกว่า
เหตุเกิดของความไม่สงบความฟุ้งซ่านในใจ
มีอยู่คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้
การทำผิดทางกาย ทางวาจา ทางใจ
มันจะส่งผลเขาเรียกว่าอาหารของนิวรณ์
นิวรณ์ ๕ จะเข้ารบกวนจิตใจตลอดเวลา
นิวรณ์ ๕ คือเครื่องกางกั้นไม่ให้ปัญญาเกิด
ถ้านิวรณ์ ๕ ยังมีอยู่แม้แต่เพียงตัวเดียวในจิตใจ
ปัญญาจะเกิดไม่ได้ เพราะนิวรณ์ ๕ จะคล้ายๆ
เป็นตัวชอนไชทำให้การก่อกำลังขึ้นมา ทรุดลงไป
เหมือนกับท่านกำลังจะก่อกองทรายขึ้นมา
เป็นปราสาทเป็นอะไรขึ้นมา แล้วน้ำมันก็เซาะๆ
พังไปเรื่อยๆ ท่านก็ก่อ ก็ซ่อมฐาน
พระพุทธเจ้าอุปมาเหมือนกับว่า
น้ำพุ่งลงมาจากภูเขาซึ่งมีกำลังมาก
ถ้าเกิดเป็นลำธารตรงๆ
แต่มีคนเอาเครื่องขุดไปขุดข้างๆ ของลำธาร
น้ำที่พุ่งออกมาแตกกระสานซ่านเซ็น
ออกไปตามร่องน้ำออกหมด งั้นน้ำจะไม่มีกำลังเลย
นิวรณ์ ๕ เป็นตัวเซาะชอนไชแบบเดียวกัน
ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ วิจิกิจฉา ลังเล สงสัย
ง่วงเหงา หาวนอน ซึมเซา พวกนี้ ๕ ข้อ
จะเป็นเครื่องกางกั้นทั้งหมดเลย
พยาปาทะ ความหงุดหงิด พยาบาทในผู้คนทั้งหลาย
นั่งก็คิดถึงคนนั้นแค้นคนนี้
เพราะฉะนั้นกำลังของท่านแตกกระสานซ่านเซ็นหมด
รวมไม่ติดที่จะเข้าไปเห็นความจริง
ต่อให้ผมบอกนะการนั่งนะเข้าไปสัมผัสตรงๆ นะ
แป๊ปเดียวเท่านั้นล่ะท่านก็ฟุ้งไปเรื่องอื่นแล้ว
เพราะงั้นท่านรวมกำลังไม่ติด
มันจึงต้องไปดับเหตุก่อน
เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่ามันไม่ใช่มาเล่นเกมส์
ไม่ใช่มาเล่นเกมส์วิปัสสนาในคอร์สกรรมฐานนี่
ถ้าท่านทำเหตุมาดีเจริญอริยมรรคมีองค์ 8
ในชีวิตประจำวันมาตลอด แล้วตรงนี้เข้ามา
เต็มไปด้วยพลัง แล้วก็ได้ยินได้ฟังสิ่งที่ถูกต้อง
ใจก็น้อมไปๆ เปรี้ยงขึ้นมา อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย
แต่ข้างนอกไม่ทัน แล้ววันนี้ทุกคนที่เข้าคอร์สปฏิบัติธรรม
มีนิสัยเดียวกันหมด 360 วันกินสูบดื่มเสพ
มา 5 วันตะบี้ตะบันทำเป็นนักปฏิบัติ
แล้วออกไปอีก 360 วัน ทำเหมือนเดิมทุกอย่าง
แล้วเข้ามาเปลี่ยน 5 วันคือมันจะเป็นไปได้ยังไงผมก็งงๆ
ถ้าใครฟังซีดีผม ผมไม่สอบอารมณ์ล่ะ
เหนื่อย สอบอะไร
“..อาจารย์นั่งสมาธิไม่สงบต้องทำยังไง?..”
โอโหไฟโหมโรงเข้ามา
แล้วมานั่งถามว่าทำยังไงถึงจะไม่มีควัน ไฟเต็มหมดเลย
โอ๊ย ออกไปดับไฟก่อนเหอะ
เอามรรคมีองค์ 8 ออกไปดับไฟในชีวิตประจำวัน
แล้วกลับมาค่อยมาถาม
เอออย่างนี้มันจะได้ไม่เหนื่อยกันทั้งสองฝ่าย
ไม่ใช่ว่าผมดีเด่อะไรหรอกนะ
ทำแล้วมันไม่เกิดประโยชน์ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร
เพราะก็เห็นทำกันอยู่อย่างนี้
เออแต่ถ้าเป็นพระที่ท่านอยู่ในวัด
อยู่มา 360 วัน
แล้วมาสอบอารมณ์ 1 วัน
แล้วก็กลับไปอยู่เป็นพระ
เอออย่างนี้ได้ประโยชน์
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยาย ในคอร์สปฏิบัติธรรม “มัคคาคานุคา ก-ฮ”
สามารถดาวโหลดคลิปเสียงคอร์สนี้ฟังได้ที่นี่
https://dhammaway.wordpress.com/2014/12/12/makkanuka-a-z/

ฟังคลิปเสียงท่อนนี้ทาง Youtube ได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=VhpiGf_A_Es

ศึกษาธรรมะอื่นๆจาก อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม เพิ่มเติมได้
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/