อำนาจในมิติทางจิตวิญญาณ (ศรัทธา) – ติช นัท ฮันห์

76029_496469887107672_1622186454_n-2-2
ติช นัท ฮันห์
จากหนังสือ “ศิลปะแห่งอำนาจ” “The Art Of Power” (หน้า 37-38)
ท่านติช นัท ฮันห์ พระอาจารย์นิกายเซนคนสำคัญของโลก ผู้นำด้านจิตวิญญาณ
“…ที่มาของพลังแรกนั้นคือศรัทธา เมื่อเธอมีพลังแห่งศรัทธาอยู่ในตัว เธอจะเข้มแข็ง ในคัมภีร์ไบเบิ้ล พระเยซูได้กล่าวว่า คนที่มีศรัทธาสามารถเคลื่อนภูเขาได้ คำว่า ศรัทธาน่าจะแปลว่า “ความมั่นใจ” และ “ความไว้ใจ” มากกว่า เพราะนี่คือสิ่งที่มีอยู่ภายในตัวเธอเอง โดยมิได้มุ่งหมายถึงสิ่งที่อยู่ภายนอก ท่านหลินจี้ สังฆปริณายกนิกายเซน เคยกล่าวกับลูกศิษย์ของท่านไว้ว่า “เจ้าไม่มีความมั่นใจในตัวเองพอ จึงต้องเที่ยวตามหาสิ่งนี้เอาจากภายนอก เจ้าต้องมีความมั่นใจว่าตัวเองมีความสามารถที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ความสามารถในการแปรเปลี่ยนและเยียวยา”

ศรัทธาคือหนทางที่จะนำเธอไปสู่ความเป็นอิสระ ความหลุดพ้น และการแปรเปลี่ยนกิเลสต่างๆ ถ้าเธอรู้จักหนทาง ถ้าเธอมีหนทางที่จะดำเนินต่อไป เธอย่อมมีอำนาจ คนที่ไร้หนทางย่อมเร่ร่อนไปอย่างไร้จุดหมายย่อมเป็นทุกข์ เพราะไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี เธอเคยแสวงหาหนทาง และได้พบหนทางแล้ว เธอย่อมรู้จักหนทาง

เมื่อประสบการณ์บอกเธอว่าหนทางนี้นำไปสู่ทิศทางอันดีงาม เธอย่อมมีศรัทธาในหนทางของเธอ เธอย่อมดีใจที่ได้มีหนทาง เพียงเท่านี้เธอก็เริ่มมีอำนาจแล้ว อำนาจเช่นนี้จะไม่ทำลายเธอหรือคนรอบข้าง ในทางตรงกันข้าม อำนาจเช่นนี้จะทำให้เธอเข้มแข็ง มีพลังอย่างที่คนรอบตัวเธอรู้สึกได้ เมื่อเธอศรัทธา ดวงตาเธอจะเป็นประกายและทุกย่างก้าวของเธอจะเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น นี่คืออำนาจ เธอสามารถสร้างอำนาจประเภทนี้ได้ทุกขณะในชีวิตประจำวัน การฝึกเช่นนี้จะนำความสุขมาให้เธออย่างมาก

ถ้าเธอฝึกปฏิบัติเช่นนี้และได้รับผลลัพทธ์ที่ดี จนเกิดพลังแห่งสติ สมาธิและปิติเบิกบาน ศรัทธาและความเชื่อมั่นก็จะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องให้ใครมาบอก ศรัทธาและความเชื่อมั่นแบบนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความคิด แต่เป็นผลที่หนักแน่นชัดเจนจากการปฏิบัติ เมื่อเธอฝึกการหายใจอย่างมีสติจนได้ผล เธอจะรู้สึกเบา มั่นคง เป็นอิสระ แล้วความเชื่อมั่นก็จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์เช่นนี้ (ดูคำอธิบายเพิ่มในบทที่ 3 และ บทเสริมท้ายเล่ม (1)) นี่ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น พลังแห่งศรัธาสามารถนำความสุขมาให้เธอได้อย่างมาก หากเธอขาดศรัทธา หากเธอไม่มีพลังแห่งความมั่นใจเช่นนี้ เธอจะเป็นทุกข์

หากเรามองอย่างใคร่ครวญ เราจะเห็นว่าพลังงานแห่งความตื่นรู้พลังงานแห่งความกรุณาและความเข้าใจนั้นมีอยู่แล้วในตัวเรา การตระหนักรู้ว่าเรามีพลังงานเหล่านี้อยู่แล้วตามธรรมชาตินั้นทำให้เธอเกิดความเชื่อมั่น เมื่อเธอรู้วิธีปฏิบัติ เธอสามารถสร้างพลังเหล่านี้เพื่อคุ้มครองตัวเองและประสบความสำเร็จในสิ่งที่เธอต้องการจะทำ…”

ติช นัท ฮันห์
จากหนังสือ “ศิลปะแห่งอำนาจ” “The Art Of Power” (หน้า 37-38)
ท่านติช นัท ฮันห์ คือพระอาจารย์นิกายเซนคนสำคัญของโลก ผู้นำด้านจิตวิญญาณ
Advertisements

บทความนิกายเซ็น – อ่านแลัวสัมผัสบางอย่างได้เลยค่ะ

นี้เป็นบทความในนิกายเซ็นนะคะ
แต่ว่าพออ่านแล้วรู้สึกสามารถสัมผัสบางอย่างได้ในบทความนี้เลย

เป็นธรรมบรรยายโดยท่านติช นัท ฮันห์
“ประตู ๓ บาน เพื่อการหลุดพ้น”

newland22ss-4

ความว่าง/สุญญตา(emptiness)

เมื่อเธอมองเข้าไปในดอกไม้นี้ เธอเห็นว่าจักรวาลทั้งหมดรวมกันอยู่ในดอกไม้นี้ และเธอจะสัมผัสกับจักรวาลในดอกไม้นี้ได้ ดอกไม้เต็มไปด้วยจักรวาล เต็มไปด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง มีความว่างจากสิ่งเดียวเท่านั้น คือว่างจากการที่มีตัวตนแยกออกมาเป็นอิสระ นั่นคือความหมายของคำว่าความว่างหรือสุญตา ความว่างในที่นี้หมายถึงเป็นความว่างที่เป็นอิสระจากการแยกตัวตนออกมาอย่างโดดเดี่ยว เป็นความว่างที่ไม่มีตัวตน ไร้อัตตา เมื่อเราชี้ให้เด็กๆ เห็นต้นข้าวโพด เราก็ชี้ให้เด็กๆเห็นเมล็ดข้าวโพดด้วย ให้เด็กๆเห็นว่าต้นข้าวโพดประกอบขึ้นมาได้ก็เพราะมีเมล็ดข้าวโพด ต้นข้าวโพดก็คือการสืบเนื่องจากเมล็ดข้าวโพด ถ้าลูกชายมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในร่างกายของเขา เขาจะตระหนักรู้ได้ว่าคุณพ่อก็อยู่ในตัวเขาด้วย ข้างซ้ายไม่อาจที่จะอยู่ตรงนั้นโดยปราศจากข้างขวา ดอกบัวไม่อาจที่จะอยู่ตรงนั้นโดยปราศจากโคลนตม ลูกชายก็ไม่อาจที่จะอยู่ตรงนั้นถ้าปราศจากคุณพ่อ และนั่นก็คือเหตุผลที่ว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ลูกชายทำเพื่อลดความทุกข์ให้น้อยลง ลูกชายไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ลูกชายกำลังทำเพื่อคุณพ่อด้วย
เรามักจะคิดอยู่เสมอว่าคุณพ่อเป็นสิ่งหนึ่ง ลูกก็เป็นสิ่งหนึ่ง ทั้งตัวคุณพ่อและลูกชายไม่มีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เราบอกเด็กๆว่าเมื่อเธอมองไปที่ต้นข้าวโพดน้อยๆ เธอจะเห็นเมล็ดข้าวโพดอยู่ในต้นข้าวโพด ต้นข้าวโพดไม่สามารถที่จะอยู่แยกออกมาจากเมล็ดข้าวโพด และเมล็ดข้าวโพดก็ไม่ได้แยกส่วนออกมาจากต้นข้าวโพด เพราะฉะนั้นเมื่อลูกชายมีความทุกข์ คุณพ่อที่อยู่ในตัวลูกชายก็มีความทุกข์ด้วยในเวลาเดียวกัน และเมื่อคุณพ่อมีความทุกข์ ลูกชายที่อยู่ในตัวคุณพ่อก็มีความทุกข์ด้วยในเวลาเดียวกัน เธอไม่สามารถที่จะถอดถอนคุณพ่อที่อยู่ในตัวเธอออกไป ความสุขของเธอก็คือความสุขของคุณพ่อ ความทุกข์ของเธอก็คือความทุกข์ของคุณพ่อ เพราะฉะนั้นคุณพ่อและลูกชายเป็นดั่งกันและกัน เชื่อมโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน อยู่ในกันและกัน
เมื่อหลวงปู่อายุ ๑๖ ปี ยังเป็นสามเณรอยู่ พระอาจารย์สอนการกราบพระพุทธเจ้าและสอนให้หลวงปู่ท่องจำกลอนคาถาบทหนึ่ง เมื่อกราบพระพุทธรูปจะต้องหายใจเข้า หายใจออก และกล่าวบทคาถานั้น การกล่าวบทกลอนนั้นก็จะนำมาซึ่งปัญญาแห่งการรู้แจ้งแห่งการเป็นดั่งกันและ ถ้าเราไม่มีปัญญารู้แจ้งแห่งการเป็นดั่งกันและกันนั้น เราก็ไม่สามารถที่จะสัมผัสกับพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริง

ผู้กราบและผู้รับกราบ มีธรรมชาติแห่งความว่างอย่างแท้จริง

ดังนั้นการสื่อสารระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงเป็นไปอย่างลึกซึ้ง หมายความว่าเรากล่าวกับพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธองค์ที่รัก ลูกรู้ดีว่าลูกประกอบขึ้นด้วยสิ่งที่ไม่ใช่เป็นตัวลูกเอง ธรรมชาติของลูกก็คือความว่าง พระพุทธเจ้าที่รัก พระองค์ก็ประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบที่ไม่ใช่พระองค์ เราทั้งสองไม่ได้มีตัวตนที่แยกออกมาจากกันเลยทั้งผู้กราบและผู้รับกราบ ท่านอยู่ที่นั่นแต่ท่านก็อยู่ในตัวลูกด้วย ลูกอยู่ที่นี่แต่ลูกก็อยู่ในตัวท่านด้วย ลูกก็เป็นองค์ประกอบที่ไม่ใช่พระพุทธองค์ ลูกจึงอยู่ในตัวพระพุทธองค์ด้วย ด้วยการพิจารณาทำสมาธิเช่นนี้จะทำให้เราเห็นความว่างของทั้งสองฝ่าย เธอจะเห็นตัวเธออยู่ในพระพุทธองค์ พระพุทธองค์อยู่ในตัวเธอ ปัญญารู้แจ้งเช่นนี้จะทำให้เราสามารถสื่อสารต่อกันได้ มิฉะนั้นแล้วพระพุทธเจ้าก็คงเป็นเพียงพระพุทธเจ้า ฉันก็เป็นฉัน ทั้งสองฝ่ายไม่มีการสื่อสารกันอย่างแท้จริง ด้วยปัญญารู้แจ้งของความว่างหรือสุญตา สามารถที่จะถอดถอนเครื่องกีดขวางต่างๆที่มีอยู่ในตัวเราและทำให้เราเป็นอิสระ ในพุทธศาสนามหายาน มีคำสอนออกมามากมายที่สอนเกี่ยวกับเรื่องของความว่างหรือสุญตา สอนเกี่ยวกับการทำสมาธิกับความว่าง

การไร้เครื่องหมาย ไร้สัญลักษณ์ (signlessness)

จะช่วยให้เราถอดถอนความกลัว ความโกรธ ความสิ้นหวังต่างๆ คำสอนนี้จะช่วยให้เราถอดถอนความเศร้าโศกของการสูญเสีย ถ้าเรามีคนที่เรารักที่เพิ่งสูญเสียไป ไร้เครื่องหมาย ไร้สัญลักษณ์คืออนิมิต ไม่มีเครื่องหมาย เราทราบว่าก้อนเมฆไม่อาจตายได้ ก้อนเมฆเพียงแต่แปรเปลี่ยนกลายเป็นสายฝน กลายเป็นหิมะ ฉะนั้นเมื่อเธอไม่เห็นก้อนเมฆอยู่บนท้องฟ้า โปรดอย่าร้องไห้ อย่าคิดว่าก้อนเมฆนั้นสูญหายไป ก้อนเมฆนั้นแปรเปลี่ยนกลายเป็นสายฝน เธอจะเห็นการปรากฏขึ้นใหม่ของก้อนเมฆในสายฝนนั้นได้ ในระหว่างที่เธอกำลังร้องไห้ที่ก้อนเมฆหายไปจากท้องฟ้า ก้อนเมฆก็กำลังเรียกเธอ ทักทายเธอว่า “ที่รัก ที่รัก เธอไม่เห็นฉันหรือ ฉันแปรเปลี่ยนไปเป็นสิ่งใหม่แล้ว ฉันเป็นสายฝนแล้ว” ก้อนเมฆอยู่ในสายฝน เมื่อเธอดื่มน้ำชาอย่างมีสติ เธอก็จะเห็นว่าก้อนเมฆนั้นอยู่ใกล้เธอมาก ก้อนเมฆอยู่ในน้ำชา เราจึงควรทำสมาธิเพื่อที่จะไม่ยึดติดในรูปร่าง ในเครื่องหมาย ในสัญลักษณ์ ในรูปลักษณ์ภายนอก เมื่อเราฝึกปฏิบัติทำสมาธิกับการไม่ยึดติดอยู่ในรูปร่าง รูปลักษณ์เหล่านี้ เราจะไม่กลัวต่อการสูญเสีย ต่อความตาย เพราะเราเป็นอิสระจากการยึดติดอยู่ในรูปลักษณ์ต่างๆ
การทำสมาธิกับการไร้เครื่องหมาย รูปลักษณ์ เมื่อเราทำสมาธิ มองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในตัวลูกชายลูกสาวของเรา เราจะเห็นว่าเราก็อยู่ในตัวลูกชายลูกสาวของเรา เราเห็นบรรพบุรุษที่ยังอยู่ในตัวลูกชายลูกสาวของเรา บรรพบุรุษของเราไม่เคยตายจากไปไหนเลย ท่านสืบเนื่องอยู่เสมอในตัวเราและในรูปแบบอื่นๆ เพราะฉะนั้นการทำสมาธิกับการไร้รูปหมายสัญลักษณ์นี้จะทำให้เราเป็นอิสระจากกิเลสที่เกี่ยวข้องกับความสิ้นหวัง การสูญเสีย ความกลัว และการฝึกทำสมาธิกับการไร้จุดมุ่งหวัง จะช่วยทำให้เรามีความสุขได้ในทันทีทันใด เราไม่ต้องวิ่งหาความสุขในอดีต เราจะมีความสุขอยู่กับปัจจุบันขณะ

การไร้จุดมุ่งหวัง(aimlessness)

ดอกกุหลาบนั้นสวยอยู่แล้ว เป็นสุขอยู่แล้ว กุหลาบไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้กลายเป็นดอกบัวหรือดอกเบญจมาศ เพื่อจะสวยยิ่งขึ้น เธอไม่จำเป็นต้องเป็นใครอีกคนเพื่อจะมีความสุข เธอไม่จำเป็นที่จะต้องกลายเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะเป็นอิสระและมีความสุข เธอมีเมล็ดพันธุ์แห่งการตรัสรู้ การตื่นรู้ ความรัก ความเมตตากรุณาอยู่ในตัว ถ้าเธอหมั่นรดน้ำเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ยอมให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นได้รับการรดน้ำ เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็จะเบ่งบาน เธอจะตื่นรู้และมีความสุขได้ในทันทีทันใด ณ ที่นี่และในขณะนี้ เมื่อเรามีปัญญารู้แจ้งกับการทำสมาธิโดยไร้จุดมุ่งหวังเช่นนี้ เราก็จะหยุดวิ่งตามความอยาก เราจะกลับมามีความสุขอย่างเต็มเปี่ยมในปัจจุบันขณะ
ติช นัท ฮันห์

จากธรรมบรรยาย ภาวนาครอบครัว: เราคือหนึ่งเดียว
๑๗ เมษายน ๒๕๕๖
http://www.thaiplumvillage.org/index.php?option=com_content&view=article&id=256:2013-07-25-06-44-19&catid=8:2011-01-18-05-20-02&Itemid=13