เล่าเรื่อง อันตรายจากการดื่มกาแฟ

20160229_101246-2
ถ้าจะดูว่ากินกาแฟมีผลเสียไหม
ให้ดูตอนที่ไม่ได้กิน อย่าดูตอนกิน
เพราะตอนกินไปแล้วมันไปกระตุ้นร่างกาย
ดูตอนนั้นเราจะเห็นแต่สิ่งดี ๆ
อะไร ๆ ก็ดีไปหมด ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า ฯลฯ
แต่สิ่งที่ไม่ดี
มันแสดงอาการตอนหลังจากนั้น
ตอนที่ไม่ได้กินนี่ล่ะ
ส่งผลยังไงกับร่างกายบ้าง
สิ่งที่เจอกับตัวเองนะคะ ไม่ต้องอาศัยงานวิจัยที่ไหนเลย
ตัวเราเองนี่แหละ งานวิจัยที่ดีที่สุด
เราว่าหลายคนที่ดื่มกาแฟ มีอาการคล้าย ๆ กับเรานี่เลย
ถ้าเราไม่เอาแต่หลอกตัวเองกันนะคะ
เราก็รู้ได้เองว่าอาการเหล่านี้คือความผิดปกติของร่างกาย
ช่วงที่กินกาแฟ ตัวแห้ง ผิวแห้ง คอแห้งผากบ่อย ๆ
ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
ดื่มน้ำไปก็ไม่เคยรู้สึกชุ่มชื่นร่างกาย ไม่เคยอิ่ม
พอไม่ได้กินกาแฟ จะง่วง ซึม เซื่อง
สมองเฉื่อยชา
ปวดหัว
พอกินไปนาน ๆ เข้า
กาแฟแบบธรรมดากินแล้วเอาไม่อยู่
ง่วงซึม เซื่อง สมองเฉื่อยชา ปวดหัว
ต้องเปลี่ยนมากินกาแฟแบบเข้มขึ้น
แล้วมันต้องกินบ่อยมากขึ้น
จากแค่วันละแก้ว เริ่มกลายเป็นวันละ 2-3 แก้ว
ไม่งั้นซึมเซื่องลงไป
นานวันอาการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเริ่มหนักข้อขึ้น
ที่สำคัญมันกลายเป็นว่าไม่กินไม่ได้
แทบจะต้องกินทุก 2-3 ชั่วโมง
ไม่งั้นปวดหัว สมองไปหมด ง่วง ซึม
เบลอไปเลย
ลองถามตัวเราเอง
คนร่างกายปกติที่ไหนหรอ นั่ง ๆ อยู่ดี ๆ
จะมีอาการมึน ซึม เซื่อง ปวดหัว สมองเฉื่อยชาลงไป
นี่คืออาการของคนที่กินกาแฟแล้วร่างกายแข็งแรงปกติดีงั้นหรือ ???
ถ้าเราไม่เอาแต่หลอกตัวเองกันนะคะ
เราก็รู้ได้เองว่าอาการเหล่านี้คือความผิดปกติของร่างกาย

——————-

เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราเลิกแล้วค่ะ
เรากลับมาดูแลสุขภาพด้วยวิธีที่ดีกว่านั้นดีกว่า
ที่ได้ผลแน่นอนกว่า
ทำโยคะ
กินอาหารให้หลากหลาย มีประโยชน์
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินนอนตามเวลาของร่างกาย
ตอนเลิกกาแฟใหม่ ๆ อาการง่วง ซึม เซื่อง ปวดหัว หนักมาก
แต่พอเลิกนานไป อาการก็ค่อย ๆ หายค่ะ
สุภาพค่อย ๆ กลับมาฟื้นฟู
ไม่ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยผิดปกติ
ผิว เริ่มกลับมาชุ่มชื้น
อาการผิดปกติเริ่มหายไป
อาการเจ็บไข้ได้ป่วยหลายอย่างเริ่มหายไปเอง
ตอนนี้มาทำโยคะทุกวันแล้ว ร่างกายดีขึ้นมาก ๆๆๆ ค่ะ
ถ้าง่วงก็ลุกไปทำอย่างอื่น ล้างหน้า ออกไปเดิน ๆ สูดอากาศ
ล้างจาน ถูกบ้าน เช็ดโต๊ะ ทำอย่างอื่นที่ร่างกายโดนน้ำ
หรือออกไปวิ่ง ๆ ขี่จักรยาน เดี๋ยวก็หายง่วงค่ะ
ถ้าไม่ใช่อาการง่วงซึมเซื่องที่เกิดจากผลข้างเคียงของกาแฟล่ะก็
ปกติทำอะไรอย่างอื่นซักหน่อยก็หายง่วงแล้วค่ะ
ถึงมีคนชอบเอางานวิจัยมาโชว์ว่ากินกาแฟแล้วอายุยืนโน่นนี่นั่น
เราว่านะ ไม่ต้องอายุยืนด้วยการเสี่ยงกินกาแฟหรอกค่ะ
ในเมื่อผลเสียมันเห็นผลในปัจจุบันต่อหน้าต่อตาขนาดนี้แล้ว
ไม่ต้องเสี่ยงรออีก 50 ปีว่าจะอายุยืนไหมหรอก
ถ้าอยากอายุยืนจริง ๆ อายุยืนแบบสุขภาพดีด้วย

ไปทำอย่างอื่นดีกว่า

เรากลับมาดูแลสุขภาพด้วยวิธีที่ดีกว่านั้นดีกว่า

วิธีที่ดีจริง ๆ และตัวเราเองแน่ใจได้ว่านี่คือการดูแลสุขภาพจริง ๆ

กินอาหารให้หลากหลาย มีประโยชน์

ออกกำลังกาย ทำโยคะ

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินนอนตามเวลาของร่างกาย

นี่ต่างหากคือสิ่งที่เราต้องทำ

Advertisements

วิธีรักษาอาการต่าง ๆ ดูแลสุขภาพสมดุลองค์รวม จัดโครงสร้างร่างกายให้เข้าที่

คลิปวีดีโอที่เราจะแนะนำนี้เป็นเรื่อง การดูแลสุขภาพแบบสมดุลองค์รวม การจัดโครงสร้างร่างกาย การจัดกระดูกด้วยตัวเอง ให้ผลดีมาก ๆ ค่ะ จากเดิมเราปกติมีปัญหา ปวดหลัง ปวดเอว นั่งหลังตรงแทบไม่ได้ (คือปกติเกร็งแทบจะทั้งตัวเลยอ่ะ) เราทำท่าต่าง ๆ ที่คุณหมอสอนในคลิป เราทำก่อนนอนกับตอนตื่นนอน (แล้วก็ระหว่างวันนิดหน่อยที่เป็นท่ายืดเหยียด)

ตอนนี้เราสามารถกลับมานั่งหลังตรงได้แล้วค่ะ ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่าหลังยืดตรงขึ้นเลยค่ะ หายใจคล่องขึ้นมาก โล่งขึ้นมาก แล้วพอตอนนี้สามารถนั่งหลังตรงได้จริง ๆ อาการปวดหลังก็ค่อย ๆ หายไป เป็นแบบที่คุณหมอบอกในคลิป มันเป็นการจัดกระดูกจัดโครงสร้างร่างกายให้เข้าที่ด้วยตัวเอง ดีมาก ๆ เลยค่ะ ที่สำคัญช่วยให้ การนั่งสมาธิดีขึ้นมากๆๆๆๆ

วิทยากรที่ให้ความรู้ในคลิปวีดีโอคือ นพ.วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์

เนื้อหาในนี้จะมีเรื่องของ…
– แพทย์แผนไทย การแพทย์ผสมผสาน
– เรื่องอาการไม่สมดุล อาการปวดขา ฯลฯ
– เรื่องของโรคเครียด
– ท่านอนแบบต่าง ๆ ท่าทางการลุกจากที่นอน
– สภาวะของจิตใจที่มีผลต่อร่างกาย
– ท่ายืดเหยียด
– วิชามณีเวช (ท่างูเต่า)
– การจัดกระดูกด้วยตัวเอง การเรียงกระดูกด้วยตัวเอง
– การนั่งที่ถูกวิธี
– การหายใจ การยืดเหยียด
– วิธีเดินที่สมดุล
– วิธีขึ้นลงบันไดที่สมดุล
– การนั่งพับเพียง การนั่งยอง ๆ (แบบถูกท่า ที่จะไม่ปวดขาไม่ปวดหลัง)
– วิธีการลุกนั่งแบบสมดุล (แบบถูกท่า ที่จะไม่ปวดขาไม่ปวดหลัง)
– การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

(การจัดกระดูกทำด้วยตัวเองให้ผลที่ถาวรกว่าเพราะทำด้วยตัวเองเลย ถ้าไปให้เขาจัดกระดูกมาแต่ว่ากลับมาใช้ชีวิตแบบเดิม ทำเหมือนเดิมแบบผิดสรีระเหมือนเดิม เดี๋ยวสุดท้ายก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกค่ะ อาการหนักกว่าเดิมด้วย (เราเคยเป็นมาแล้ว) เพราะงั้นถ้าทำด้วยตัวเองได้ ทำด้วยตัวเองดีกว่า ได้ผลสุด ๆ )
หมายเหตุ: เนื่องจากคลิปนี้เขาเน้นพูดเรื่องสุขภาพ แต่ก็จะมีการพูดถึงเรื่องธรรมะศาสนาบ้าง ซึ่งอาจมีลักษณะของความหมายคำศัพท์หรืออะไร ๆ ที่แตกต่างจากที่เราใช้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นกันบ้างก็อย่าไปเพ่งมองตรงนั้นเลยนะคะ (เพราะเป็นเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ) เราพยามรับในส่วนที่เป็นความรู้เรื่องสุขภาพ เราก็จะได้รับความรู้ในการดูแลสุขภาพ การรักษาตัวเอง ดีมากเลย
แนะนำเพิ่มเติม (จากประสบการ์เราเอง ผู้เขียน blog) ตอนทำท่างูเต่ากบ ทำแบบที่คุณหมอบอกนะคะ คือให้น้ำหนักอยู่ที่มือ ตอนหายใจเข้ามันจะหายใจเข้าได้ถึงท้องเลยค่ะ คลายส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งตัวผ่อนปล่อยหมด แบบที่คุณหมอบอกทำแค่ 3 ครั้งก็พอ ท่านใดมีปัญหาเรื่องหลังปวดหรือนั่งหลังงอ นั่งหลังตรงไม่ได้ หลังจากทำไปซักประมาณซักอาทิตย์นึง จะเห็นผลดีขึ้นชัดเจนเลยค่ะ หลังจากนั้นจะแทบไม่อยากนั่งพิงพนักอะไรเลยล่ะ เพราะรู้สึกได้เลยว่าการพิงพนักเก้าอี้ ร่างกายมันผิดสรีระ น้ำหนักร่างกายมันไปลงผิดที่มันไปลงที่หลัง(แถวๆก้นกบ)ทำให้หลังคดได้ง่าย ไม่รู้นะเรารู้สึกได้เองเลย ตอนนี้เราเลยหลีกเลี่ยงที่จะพิงพนักเก้าอี้ เมื่อยหน่อยแต่ไม่มาก ถ้านั่งหลังตรงได้จะไม่ค่อยเมื่อยอ่ะค่ะ แปลกไหม การนั่งหลังตรงโดยไม่พิงพนักข้อดีคือมันทำให้ไม่ต้องไปปวดหลังแบบคนอื่นเขา คนที่นั่งพิงพนักเก้าอี้บ่อย ๆ แบบน้ำหนักลงผิดที่ เดาได้เลยอ่ะ จะมีอาการปวดหลังตามมา (ตอนนี้เราก็รอดแล้ว ^ ^)

แนะนำเพิ่มเติมอีกที ท่านที่ทำเห็นผลชัดเจนแล้ว เราแนะนำเพิ่มว่าให้ทำโยคะท่าอื่น ๆ เสริมด้วยเลยค่ะ ถ้าทำโยคะท่าอื่น ๆ ด้วย จะทำให้ร่างกายยืดหยุ่นขึ้นค่ะ อาการเจ็บปวดโรคภัยต่าง ๆ หายไปเองเลย สุขภาพดีขึ้นมาก ๆ ทำโยคะท่าอื่น ๆ เสริมด้วยเลยค่ะ ดีมาก ๆ (^____^)

จงเป็นผู้กำหนดทิศการเดินเรือ บนกระแสลมแห่งโชคชะตา

ความรู้เสริมจากทางโลก ที่จะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม
จากศาสตร์สาขาวิชาอื่น หรือจากศาสนาอื่นๆ ข้อคิด คำคม วิถีการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจ
นาวาหนึ่ง ล่องไป บูรพา
อีกนาวา ล่องไป ทิศประจิม
กางใบเรือ ล่องลม ได้ทุกทิศ
แต่มิใช่ ปล่อยล่อย ตามกระแส

กระแสลม เหมือนดั่ง โชคชะตา
พัดนำพา การเดินทาง ของชีวิต
แต่หนทาง เดินเรือ เราลิขิต
ลมสงบ หรือพายุ พัดทุกทิศ

กางใบเรือ ดูทิศทาง เราลิขิต

สู่จุดหมาย ของชีวิต ที่เราตั้งใจ

One ship drives east and another drives west
With the selfsame winds that blow.
‘Tis the set of the sails,
And Not the gales,
That tell us the way to go.

Like the winds of the sea are the ways of fate;
As we voyage along through life,
‘Tis the set of a soul
That decides its goal,
And not the calm or the strife.

จากบทกวี “The Winds of Fate”
Ella Wheeler Wilcox

นิทานเรื่อง “โรงเรียนสัตว์” นิทานสะท้อนมุมชีวิต

ความรู้เสริมจากทางโลก ที่จะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม
จากศาสตร์สาขาวิชาอื่น หรือจากศาสนาอื่นๆ ข้อคิด คำคม วิถีการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… ฝูงสัตว์ลงมติว่าพวกเขาจะต้องทำอะไรสักอย่างเยี่ยงวีรบุรุษเพื่อสะสางปัญหาของ “โลกใหม่”
พวกเขาจึงจัดตั้งโรงเรียน กำหนดหลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาเรื่องการวิ่ง การปีนไต่ การว่ายน้ำ และการบิน
เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารงาน สัตว์ทุกประเภทต้องสอบผ่านทุกวิชา
เป็ดทำได้ยอดเยี่ยมในวิชาว่ายน้ำ อันที่จริงเก่งกว่าครูผู้ฝึกสอนเสียอีก แต่กลับได้คะแนนแค่พอผ่านในวิชาการบิน คะแนนแย่มากในวิชาวิ่ง ในเมื่อทำวิชาวิ่งได้ไม่ดี ก็ต้องเลิกฝึกการว่ายน้ำไปก่อนเพื่อมาซ้อมการวิ่งต่อหลังโรงเรียนเลิก
การติวเข้มดำเนินไปนานจนพังผืดตีนเป็ดบาดเจ็บ คะแนนว่ายน้ำจึงตกมาอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย
ในเมื่อคะแนนเฉลี่ยเป็นเกณฑ์วัดที่ยอมรับได้ในโรงเรียน ก็ไม่มีใครเป็นห่วงกังวลอะไรอีก ยกเว้นแต่เป็ด
กระต่ายเป็นที่หนึ่งในชั้นในวิชาวิ่ง แต่ถึงขั้นสติแตกเมื่อต้องลงวิชาว่ายน้ำ
กระรอกทำได้ยอดเยี่ยมวิชาปีนไต่ จนกระทั่งถึงวิชาการบิน ในยามที่ครูบังคับให้ร่อนขึ้นจากพื้นดิน แทนที่จะยอมให้กระรอกร่อนลงจากยอดไม้
กระรอกเป็นตะคริวจากการฝึกสาหัส จนคะแนนเหลือเพียง C ในวิชาปีนไต่ และได้ D ในวิชาวิ่ง
นกอินทรีย์เป็นเด็กมีปัญหา ถูกลงโทษกำกับวินัยรุนแรงที่สุด ในวิชาปีนไต่นกอินทรีย์เอาชนะเพื่อนได้ทุกตัวในการขึ้นไปถึงยอดไม้ แต่กลับใช้วิธีการของตัวเองขึ้นไปอยู่บนนั้น
เมื่อถึงสิ้นปีการศึกษา ปลาไหลที่ผ่านโรงเรียนสัตว์มาแล้ว ว่ายน้ำได้ยอดเยี่ยม วิ่งก็ได้ด้วย ปีนไต่ต้นไม้และบินได้นิดหน่อย รวมแล้วได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้เป็นตัวแทนของชั้นเรียนกล่าวคำอำลาสถาบัน
หมาจิ้งจอกทุ่งหญ้าเลิกเรียนกลางคัน ต้องแบกภาระภาษีอุดหนุนการศึกษาไว้เอง เพราะว่าฝ่ายบริหารของโรงเรียนยืนกรานไม่ยอมบรรจุวิชาขุดหลุมไว้ในหลักสูตร
หมาจิ้งจอกส่งลูกไปเป็นเด็กฝึกงานกับตัวแบดเจอร์
และต่อมาได้ร่วมกับตัวตุ่นและกระรอกดิน จัดตั้งโรงเรียนเอกชนขึ้นมาจนประสบความสำเร็จได้
นิทานเรื่อง “โรงเรียนสัตว์”
ดร. อาร์ เอช. รีฟส์ (George Reavis)

จึงสำคัญอยู่ที่จิตใจผู้ใช้เครื่องมือนั้น

ความรู้เสริมจากทางโลก ที่จะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม
จากศาสตร์สาขาวิชาอื่น หรือจากศาสนาอื่นๆ ข้อคิด คำคม วิถีการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจ
มนุษย์เรามักจะฆ่าด้วยสองสาเหตุ คือเพื่ออาหารหรือเพื่อป้องกันตัวเองจากอันตราย อย่างไรก็ตาม การที่คนๆ หนึ่งถือมังสวิรัติ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีนิสัยไม่ใช้ความรุนแรงหรือเป็นโยคี ถึงแม้ว่าอาหารมังสวิรัติจะมีความจำเป็นสำหรับการฝึกโยคะ แต่ทรราชที่กระหายเลือดก็อาจเป็นนักมังสวิรัติได้เช่นกัน ความรุนแรงเป็นสภาวะของจิตใจไม่ใช่สภาวะอาหาร ความรุนแรงอยู่ในจิตใจ หาใช่อยู่ในเครื่องมือที่ถืออยู่ในมือ คนอาจใช้มีดเพื่อปอกผลไม้หรือทิ่มแทงศัตรูก็ได้ ความผิดจึงไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ หากแต่อยู่ที่ผู้ใช้เครื่องมือนั้น

จากหนังสือ Light on Yoga : ประทีปแห่งโยคะ

เลิกการใช้ความเงียบเป็นอาวุธ เรียนรู้ที่จะให้อภัย

ความรู้เสริมจากทางโลก ที่จะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม
จากศาสตร์สาขาวิชาอื่น หรือจากศาสนาอื่นๆ ข้อคิด คำคม วิถีการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจ
ปัญหา
คนสองคนที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักกันกลับไม่พูดจากันเป็นชั่วโมงๆหรือเป็นวันๆได้อย่างไร? พวกเขาอาจบอกตัวเองว่า ‘ก็ยังดีกว่าทะเลาะกัน.’ แต่วิธีนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาและทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สบายใจ.
สาเหตุของปัญหา
ต้องการแก้เผ็ด. บางคนใช้การนิ่งเงียบเป็นวิธีแก้เผ็ดคู่สมรส. ตัวอย่างเช่น สามีอาจวางแผนทำอะไรบางอย่างในช่วงสุดสัปดาห์โดยไม่ถามความเห็นของภรรยา. พอภรรยารู้เข้า เธอก็โกรธและบอกว่าเขาไม่คำนึงถึงความรู้สึกของเธอ. ส่วนสามีก็ตอบกลับมาว่าเธอคิดมากเกินไป. ภรรยาผลุนผลันออกไปแล้วไม่พูดกับเขาเป็นวันๆ. การทำเช่นนี้เหมือนกับเธอกำลังบอกว่า “คุณทำให้ฉันเจ็บ ฉันก็จะทำให้คุณเจ็บบ้าง.”

ต้องการเอาชนะ. บางคนใช้ความเงียบเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ. ตัวอย่างเช่น ลองนึกภาพว่าสามีกับภรรยากำลังวางแผนจะไปเที่ยวด้วยกันและภรรยาอยากพาพ่อแม่ของเธอไปด้วย. แต่สามีค้านว่า “ผมแต่งงานกับคุณนะ ไม่ใช่กับพ่อแม่ของคุณ.” แล้วเขาก็ไม่ยอมพูดกับเธออีกเพราะคิดว่าถ้าทำอย่างนี้ภรรยาจะเปลี่ยนใจและเลิกเซ้าซี้เขา.

แน่ล่ะ บางครั้งการไม่พูดจากันสักพักหนึ่งอาจช่วยให้สามีและภรรยาได้สงบสติอารมณ์ก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามจนถึงขั้นทะเลาะกัน. การนิ่งเงียบแบบนี้ อาจเป็นประโยชน์. คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า มี “เวลานิ่งเงียบ.” (ท่านผู้ประกาศ 3:7, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย ) แต่การใช้ความเงียบเพื่อแก้เผ็ดหรือเอาชนะ นอกจากจะทำให้ปัญหายืดเยื้อแล้วยังบั่นทอนความนับถือที่คู่สมรสมีต่อกันด้วย. คุณจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันปัญหานี้?

สิ่งที่คุณทำได้
ขั้นตอนแรกที่คุณอาจทำได้เพื่อเลิกพฤติกรรมนี้คือ คุณต้องยอมรับว่าการนิ่งเงียบไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง. การไม่พูดไม่จาอาจทำให้คุณสะใจที่ได้แก้เผ็ดหรือกดดันให้คู่สมรสยอมตามใจคุณ. แต่คุณอยากปฏิบัติต่อคนที่คุณสัญญาว่าจะรักและดูแลด้วยวิธีนี้จริงๆหรือ? มีวิธีที่ดีกว่านี้ซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้.

พยายามเข้าใจกัน. คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่าความรัก “ไม่โกรธง่าย.” (1 โครินท์ 13:4, 5) ดังนั้น อย่าเพิ่งโมโหเมื่อคู่ของคุณพูดอย่างฉุนเฉียวว่า “คุณไม่เคยฟังฉันเลย” หรือ “เธอนี่สายประจำเลย.” แทนที่จะโกรธ คุณน่าจะพยายามเข้าใจว่าทำไมเขาจึงพูดออกมาอย่างนั้น. ตัวอย่างเช่น เมื่อคู่สมรสพูดว่า “คุณไม่เคยฟังฉันเลย” จริงๆแล้วเธออาจหมายความว่า “ฉันรู้สึกว่าคุณไม่สนใจความคิดเห็นของฉัน.”—คำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิล: สุภาษิต 14:29

พูดให้เบาลง. ตามปกติแล้ว ยิ่งคุณทะเลาะกันนานขึ้น เสียงของคุณก็จะยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ. แต่คุณสามารถ ลดความเดือดดาลลงได้. อย่างไรล่ะ? หนังสือสู้เพื่อยืดชีวิตรัก (ภาษาอังกฤษ) กล่าวว่า “การพูดเสียงเบาลงและยอมฟังความเห็นของคู่สมรสเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลเพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้เรื่องลุกลามใหญ่โต. บ่อยครั้งเพียงเท่านี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว.”—คำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิล: สุภาษิต 26:20

คิดว่าเป็นเรื่องของ “เรา” ไม่ใช่ของ “ฉัน.” คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “อย่าให้ใครทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตนเองเท่านั้น แต่ให้ทำเพื่อประโยชน์ของคนอื่นด้วย.” (1 โครินท์ 10:24) ถ้าคุณมองว่าคู่สมรสเป็นเพื่อนร่วมทีมของคุณแทนที่จะเป็นศัตรูคู่อริ คุณก็จะไม่โกรธหรือขุ่นเคืองง่ายจนถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งหรือไม่พูดจากัน.—คำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิล: ท่านผู้ประกาศ 7:9

การนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจากับคู่สมรสเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ขัดกับคำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า “ให้พวกท่านแต่ละคนรักภรรยาเหมือนรักตัวเอง ส่วนภรรยาก็ควรนับถือสามีอย่างสุดซึ้ง.” (เอเฟโซส์ 5:33) ลองตกลงกับคู่ของคุณดูสิว่าจะเลิกใช้วิธีนิ่งเงียบได้ไหมเมื่อมีปัญหากัน?

มองว่าคู่สมรสเป็นเพื่อนร่วมทีมของคุณแทนที่จะเป็นศัตรูคู่อริ
โยนลูกบอลเบาๆ

คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “ให้คำพูดของท่านทั้งหลายเป็นคำพูดที่แสดงความกรุณาเสมอเหมือนอาหารที่ปรุงด้วยเกลือ ท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่าควรจะตอบแต่ละคนอย่างไร.” (โกโลซาย 4:6) ข้อนี้ใช้กับชีวิตสมรสได้อย่างแน่นอน! เพื่อเป็นตัวอย่าง: ในการเล่นโยนลูกบอลนั้น คุณจะต้องโยนลูกบอลให้อีกคนหนึ่งรับได้ง่ายๆ. คุณคงไม่ขว้างลูกบอลแรงถึงขนาดทำให้ผู้ที่เล่นกับคุณเจ็บตัว. จงใช้หลักการเดียวกันนี้เมื่อพูดกับคู่สมรสของคุณ. การพูดแรงๆรังแต่จะทำให้เจ็บ. แทนที่จะใช้คำพูดแบบนั้น จงพูดอย่างนุ่มนวลด้วยความสุภาพอ่อนโยน เพื่อที่คู่สมรสของคุณจะเข้าใจคุณ.—จากตื่นเถิด! 8 มกราคม 2001

วิธีลุกนั่งแบบสบายขา และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

คลิปที่เราจะแนะนำนี้ การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ความสมดุล เรื่องของธรรมชาติ การลุกนั่งที่ถูกวิธี ลดอาการปวดขา เป็นผลดีกับขาและร่างกาย และจะมีการพูดถึงเรื่องการกดจุดฝ่ามือ แพทย์แผนจีน แพทย์ทางเลือก (ผู้ให้ความรู้ในคลิปนี้คือ นพ.วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์)
เรื่องที่จะขอแนะนำเป็นพิเศษมีดังนี้ค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ หรือท่านที่ตั้งครรภ์หรือสนใจการมีบุตร เราแนะนำดูคลิปตอนที่ 2 ค่ะ เขาพูดเรื่องสุขภาพ เรื่องพัฒนาการต่างๆ ของเด็ก

นักปฏิบัติธรรม ที่ต้องลุกนั่ง หรือท่านที่มีปัญหาในการลุกนั่ง ปวดขา ปวดแข้ง ปวดน่อง ปวดเข่า เราแนะนำดูคลิปตอนที่ 4 ค่ะ เขาจะสอนวิธีลุกนั่งแบบที่ทำให้สุขภาพขาดีขึ้น ร่างกายเกิดสมดุล เราลองทำตามดูแล้ว ดีขึ้นมากของจริงค่ะ ขาแข้งน่องเข่าจะรู้สึกดีขึ้นด้วยค่ะ เหมาะสำหรับการลงนั่งสมาธิ นั่งสวดมนต์ การลงนั่งท่าเทพบุตร ท่าเทพธิดา การลุก วิธีการยืน วิธีการเดินต่างๆ ช่วยได้มากๆ

หมายเหตุ: เนื่องจากคลิปนี้เขาเน้นพูดเรื่องสุขภาพ แต่ก็จะมีการพูดถึงเรื่องธรรมะศาสนาบ้าง ซึ่งอาจมีลักษณะของความหมายคำศัพท์หรืออะไรๆ ที่แตกต่างจากที่เราใช้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นกันบ้างก็อย่าไปเพ่งมองตรงนั้นเลยนะคะ (เพราะเป็นเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ) เราพยามรับในส่วนที่เป็นความรู้เรื่องสุขภาพ ก็จะเป็นความรู้ที่ดีมากทีเดียว

https://youtu.be/F4FHoFIQpGA?list=PLDzf9cyBwgxBtxtZ-DZq_KSUUOyxMrWzG

ตอนที่ 1

– อธิบายการกดจุดที่ฝ่ามือด้านใน
– การรักษาแบบองค์รวม
– ภาพแผนผังฝ่ามือด้านใน
– วิธีการกดจุดที่ฝ่ามือด้านใน
– อธิบายเรื่องสุขภาพองค์รวม

https://youtu.be/jtJ1u6G5vvU?list=PLDzf9cyBwgxBtxtZ-DZq_KSUUOyxMrWzG

ตอนที่ 2

– การรักษาแบบองค์รวม ความสมดุลของร่างกายโครงสร้าง การรักษาที่เหมาะสม
– เรื่องเด็กๆ ที่แบกเป้ แบกกระเป๋า กับปัญหาสุขภาพ ที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก
– การคลอดลูก แบบผ่าตัด แบบธรรมชาติ ความแตกต่างและผลที่ตามมา ผลต่อเด็ก
– พัฒนาการของเด็ก การคลาน การเดิน ธรรมชาติของการสร้างกล้ามเนื้อการสร้างสมดุล
– ผลของการขาดสมดุล โครงสร้างที่ผิดปกติ การรักษาที่ไม่ถูก
– วิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ที่ส่งผลเป็นลูกโซ่

https://youtu.be/Oqae1jFe06Q?list=PLDzf9cyBwgxBtxtZ-DZq_KSUUOyxMrWzG

ตอนที่ 3

– การดูแลร่างกาย กับสมดุลโครงสร้างร่างกาย
– การใช้อิริยาบทในชีวิต อิริยาบทการนั่ง การปรับสมดุลองค์รวม

https://youtu.be/KWpx3Agz2hM?list=PLDzf9cyBwgxBtxtZ-DZq_KSUUOyxMrWzG

ตอนที่ 4

– การลุก การนั่ง การเปลี่ยนท่า ที่ถูกวิธีให้ร่างกายเกิดสมดุล
– การเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นลุก การเปลี่ยนท่าจากลุกเป็นนั่ง ที่เป็นผลดีต่อสุขภาพขา

เราขอแนะนำเพิ่มเติมให้นะคะ จุดที่สะท้อนร่างกายที่สำคัญมีที่อื่นด้วยนะคะเช่น ที่เท้า ที่มือ ที่หู ถ้าสนใจการกดจุดเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ รักษาร่างกาย รักษาสุขภาพ เราแนะนำเพิ่มเติมคือการกดจุดฝ่าเท้า การนวดเท้าค่ะ เพราะค่อนข้างเป็นที่นิยม ศึกษาเพิ่มเติมได้ตาม Youtube หรือหนังสือต่างๆ จะหาอ่านหาศึกษาด้วยตัวเองได้ง่าย ทำเองได้ง่าย สะดวกและมีประโยชน์มาก ๆ

คือคุณค่าของวันเวลา และการดำรงอยู่

the-time-keeper-600px

เรื่องนี้ค่ะ “บุรุษผู้นับเวลา (The Time Keeper)”

ชอบรูปแบบวิธีการเดินเรื่องมากๆ
แปลกดี ไม่ค่อยได้เห็นวิธีเดินเรื่องแบบนี้
มีการเล่นกับช่วงเวลา (Timeline)
ของแต่ละบุคคลที่ห่างกันมากๆ
แล้วมาลงไคลแม็กที่จุดเดียวกันช่วงเสี้ยววินาทีสำคัญ

เรื่องราวของผู้ที่คิดค้นเวลา สร้างเวลาขึ้นมา
และสิ่งนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงโลกทั้งโลก
รวมทั้งเปลี่ยนแปลงผู้คนบนโลกไปตลอดกาล

ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกมีชีวิตอยู่กับการนับเวลา
แต่ไม่เคยพอใจกับเวลาที่ตัวเองมี
เรื่องราวนี้จะทำให้ได้เห็นรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริง ที่ไม่ใช่เวลา
ไม่ใช่เรื่องของเวลา เป็นเรื่องของคุณค่าบางอย่าง

ไม่ค่อยชอบคำโปรยที่เขียนไว้ที่หน้าปกที่บอกว่า
‘หนังสือที่จะทำให้คุณรู้จักคุณค่าที่แท้จริงของเวลา’
คำโปรยนี้แทบจะทำให้หนังสือดูหมองไปเลยในความรู้สึก
เพราะมันเป็นการกล่าวถึงคุณค่าเพียงแค่
เศษเสี้ยวเล็กๆของเนื้อเรื่องทั้งหมด

เพราะว่าพออ่านจริงๆแล้ว
มันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่านั้นเยอะมากๆ
มันเป็นเรื่องที่ทำให้ได้เห็นถึงคุณค่าที่ไม่ใช่การมีเวลา
ได้เห็นถึงคุณค่าของการมีชีวิต พลัง ความหวัง ฯลฯ

อ่านจบแล้วรู้สึกอิ่มมากๆ
นั่งซึมซาบกับสิ่งที่อ่านอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว

ไม่ค่อยได้อ่านเล่มไหนที่อ่านจบแล้วรู้สึกอิ่มแบบนี้มานานแล้ว

ชอบมากๆๆๆ

ต้องลองอ่านด้วยตัวเองค่ะ

(^____^)

การนั่งสมาธิเพชร ทำให้ทำสมาธิได้ดีขึ้นนะ

พอดีเราไปนวดแบบผ่อนคลายกล้ามเนื้อเส้นเอ็นมาค่ะ

เมื่อก่อนก็ยังไม่เคยนั่งสมาธิเพชรได้
เวลาพยามนั่งแล้วมีความรู้สึกเหมือนมันเจ็บกระดูกตรงขามันขัดกัน
แล้วเจ็บ เลยไม่ได้นั่ง

มาช่วงหลังพอดีเรามีปัญหาเรื่องอาการเกร็งตามร่างกายนิดหน่อย
บวกกับตอนนั้นมีอาการปวดขา สะโพก
เพราะใช้งานเยอะเกินไป จนเดินกระเพลกๆ
วันก่อนเลยไปเข้าร้านนวดแผนไทย ให้เค้าช่วยนวดให้
เรานวดไปสองชั่วโมง พี่เค้านวดๆคลายเส้นเอ็นกล้ามเนื้อต่างๆให้

กลับมาบ้าน พอจะนั่งสมาธิ อยู่ๆก็รู้สึกอยากนั่งสมาธิเพชรขึ้นมา
เลยงัดขาขึ้นมา ปรากฏว่านั่งได้ ?? เฉยเลย ??
มีเจ็บๆดันๆอยู่บ้าง แต่นั่งได้ ทรงตัวได้นิ่ง

เลยลองนั่งหลับตาทำสมาธิ

สมาธิดีขึ้นมากเลยค่ะ
ไม่ค่อยมีอาการเหน็บชาด้วย
คือนั่งได้นานกว่าปกติมาก
แล้วนานกว่าอาการเหน็บชาจะเริ่มค่อยๆปรากฏ
แล้วก็มีอาการแค่นิดเดียวด้วย ถ้าเทียบกับตอนนั่งสมาธิแบบเมื่อก่อน

เลยนำมาเล่าให้ฟังค่ะ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านใดที่ปฏิบัติธรรม
ถ้ามีโอกาสลองดูค่ะ น่าจะช่วยให้ทำสมาธิได้ดีขึ้น
เผื่อจะช่วยให้ท่านใดก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมได้ด้วยนะคะ

—— บันทึกเพิ่มเติม วันที่ 31 มี.ค. 2557 ——

เทคนิคนึงที่เราพบตอนนี้ก็คือ ก่อนนั่งสมาธิเพชร
เอามือนวดๆเท้า ข้อเท้า ข้อต่อ หัวเข่า
กดๆ บีบๆ ให้เส้นเอ็นกล้ามเนื้อต่างๆ คลายลงมาเยอะๆก่อนค่ะ
จะช่วยได้มากๆเลย

จากประสบการณ์เราที่เริ่มนั่งสมาธิเพชรเป็นท่าประจำ
เราพบว่าถ้าอยู่ๆไปนั่งเลยน่ะ จะเจ็บค่ะ เผลอๆนั่งไม่ได้ด้วย
ต้องจับๆ กดๆ บีบๆ ยืดๆ ตรงช่วงขากับข้อต่ออะไรต่างๆให้มากๆ
ให้มันผ่อนคลายเยอะๆหน่อย

แล้วพอจับนั่ง จะนั่งได้เลยค่ะ แทบไม่เจ็บเลย

(^_____^)

สุดท้ายนี้ขอแนบลิงค์โพสวีดีโอนี้ให้ค่ะ เราเคยนำมาลงไว้เมื่อนานมาแล้ว
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านใดบ้าง ที่อาจต้องการฝึกฝนแบบเต็มที่จริงๆ
https://dhammaway.wordpress.com/2013/01/16/to-breathing-and-meditation/

จึงทำให้ไพเราะ ไม่หย่อนเกินไป ไม่ตึงเกินไป

กีตาร์จะเล่นให้ไพเราะเพราะพริ้ง
สายกีตาร์ ต้องขึ้นกำลังดี
ไม่หย่อนเกินไป ไม่ตึงเกินไป
กำลังดีๆ จะไพเราะและน่าฟังมากทีเดียว