(การ์ดคำสอน) ให้มองไปที่ประโยชน์สุขของผู้รับ

คนเรานี่นะ ไม่ว่าทำอะไรก็จะเอาเเต่ความสุขใส่ตัว
เเม้เเต่การให้ เเทนที่จะมองไปยังผู้รับว่ามีความสุข
หรือได้ประโยชน์จากสิ่งของที่เราให้
กลับย้อนมามองความสุขของตัวเองเป็นที่ตั้ง

คุณเคยให้ใครจริงๆ บ้างไหมในชีวิตนี้
ให้เเบบไม่เเอบเอาหรือเเอบเสพอะไรจากการให้
ถึงมันจะมีปิติหรือไม่มีนั่นต้องไม่ใช่เป้าหมาย

เเต่เป้าหมายต้องอยู่ที่ประโยชน์สุขของผู้รับ
ไม่อย่างนั้น พอมีอุปสรรคขัดขวางในการทำให้ผู้อื่น
เกิดขึ้นเมื่อไหร่คุณก็เลิก ก็ท้อแท้
“การช่วยคนอื่นเพื่อความสุขของตนเอง
ที่จริงเเล้วเราไม่ได้ให้ใครเเต่เราจะเอาต่างหาก”

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม หนังสือ “นิพพานชั่วพริบตา”

นิพพานชั่วพริบตา

ท่านสามารถหาอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ที่
– ร้านนายอินทร์ : http://goo.gl/oSFjEP
– ร้านซีเอ็ด : https://se-ed.com/s/bXrE
– ร้านสวนยินดี : http://suanyindee.lnwshop.com/p/11
– ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
– หรืออ่านได้ที่ห้องสมุดทั่วไป

ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจาก อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
http://www.suanyindee.net
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

Advertisements

(การ์ดคำสอน) เพราะทำสิ่งที่ดีงาม จึงทำให้ดีที่สุด

คนที่ “อุตส่าห์” ทำอะไรๆ นั้น แท้จริงแล้วเขาไม่ได้เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีจริง
แต่เขาทำเพื่อตอบสนองความต้องการ ทำไปด้วยความอยากมีตัวตนต่างหาก
สุดท้ายเมื่อไม่ได้ดังหวัง จึงเกิดแรงสะท้อนกลับไปชนตัวตนที่สร้างขึ้นมาเอง
จนเปลี่ยนเป็นความท้อแท้ ผิดหวัง แล้วก็ตามมาด้วย “อาการคร่ำครวญ” ในที่สุด

คนทั้งหลายมักจะพูดว่า “ฉันรักโดยไม่เคยหวังสิ่งตอบแทน”
หรือ “ฉันเป็นคนดีขนาดนี้แล้ว ยังไม่เห็นใจกันอีกเหรอ”
ลองทบทวนดูดีๆ สิ ว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า

แต่ถ้าหากใครก็ตามได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไป
เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องดีเป็นเรื่องควรทำ
คนๆ นั้นก็จะทำสิ่งนั้นอย่างไม่ย่อท้อ ไม่ลดละ
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะไม่มีวันสะทกสะท้านกับเรื่องใดๆ
เขาจะยึดมั่นทำสิ่งนั้นต่อไป อย่างสร้างสรรค์

และหากมีการติชมมาก็พร้อมจะพัฒนาให้ดีขึ้นเสมอ
ที่สำคัญก็คือ เขาจะไม่หลงใหลได้ปลื้มจนมัวเมาไปกับคำสรรเสริญเยินยอ

อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “นิพพานชั่วพริบตา”

นิพพานชั่วพริบตา

ท่านสามารถหาอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ที่
– ร้านนายอินทร์ : http://goo.gl/oSFjEP
– ร้านซีเอ็ด : https://se-ed.com/s/bXrE
– ร้านสวนยินดี : http://suanyindee.lnwshop.com/p/11
– ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
– หรืออ่านได้ที่ห้องสมุดทั่วไป

ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจาก อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
http://www.suanyindee.net
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์ดคำสอน) เพราะได้เกิดเป็นมนุษย์ แล้วได้พบพระพุทธศาสนา

ของหายากในโลกที่พระพุทธเจ้าตรัส

‘ภิกษุทั้งหลาย ถ้าสมมุติว่า มหาปฐพีอันใหญ่หลวงนี้
มีน้ำท่วมถึงเป็นอันเดียวกันทั้งหมด
บุรุษคนหนึ่งทิ้งแอก’ (คือไม้ไผ่)

‘ซึ่งมีรูเจาะได้เพียงรูเดียวลงไปในน้ำนั้น
ลมตะวันออกพัดให้ลอยไปทางทิศตะวันตก
ลมตะวันตกพัดให้ลอยไปทางทิศตะวันออก
ลมทิศเหนือพัดให้ลอยไปทางทิศใต้
ลมทิศใต้พัดให้ลอยไปทางทิศเหนืออยู่ดังนี้

ในน้ำนั้นมีเต่าตาบอดตัวหนึ่ง
ล่วงไปร้อยปีร้อยปี มันจะผุดขึ้นมาครั้งหนึ่ง’

เอาล่ะ เราลองมาสังเกตอุปมาที่พระพุทธเจ้าตรัส
ท่านบอกว่าโลกใบนี้มีแต่น้ำอย่างเดียวไม่มีดินเลย
อุปมา สมมุติ ทำไมท่านต้องพูดอย่างนี้
เพื่อให้เห็นว่าน้ำมันเยอะขนาดไหน
เอาดินออกให้หมด

บุรุษคนหนึ่งทิ้งแอกไม้ไผ่
ยุคเราเอาให้ง่ายหน่อย
กระบอกข้าวหลาม แล้วเจาะรู รูหนึ่ง
ที่กลางกระบอก แล้วโยนลงไป

พระพุทธเจ้าบอกว่า
‘ลมตะวันออกพัดให้ลอยไปทางทิศตะวันตก’

เพื่อทำให้เห็นว่าเมื่อลมพัดมา
กระบอกไม้ไผ่จะลอยไปโดยอิสระ
เพราะฉะนั้นควบคุมกระบอกไม้ไผ่นี้ไม่ได้เลย
มันจะลอยของมันไปเรื่อยๆ

ในน้ำมีเต่าตัวหนึ่ง

เห็นไหมครับว่าท่านเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีก
เต่านั้นตาบอดด้วย เพื่อให้ดูยากขึ้นไปอีก
บอดไม่พอ ร้อยไปถึงจะขึ้นมาหายใจ
ไม่ใช่เหมือนเต่าตัวอื่นขึ้นมาบ่อยๆ
แต่นี่ร้อยปีขึ้นมาทีเดียว
อุปมาของท่าน
ใส่ความยากเข้าไป เงื่อนไขมากที่สุด
หลังจากนั้นท่านถามภิกษุว่า

‘เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร
จะเป็นไปได้ไหมที่เต่าตาบอดร้อยปีจะผุดขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง
จะยื่นคอเข้าไปในรูซึ่งมีรูเดียวอยู่ในแอกนั้น’

วันนี้ท่านฟังอุปมา ท่านนึกภาพเต่า
ท่านนึกภาพกระบอกข้าวหลาม ท่านนึกภาพมหาสมุทร
ทุกอย่างมันอยู่รวมกันเป็นก้อนอยู่ในหัวท่าน
ผมจึงต้องเพิ่มใหม่

ผมพาโยคีออกไปปฏิบัติธรรม
อยู่กลางเกาะกลางทะเลครั้งหนึ่ง
ขณะที่เรือวิ่งอยู่กลางทะเล
ซึ่งมีแต่มหาสมุทร ทะเลเว้งว้างไปหมด

ผมถามว่า ถ้ามีกระบอกไม้ไผ่ลอยอยู่ตรงนี้
ท่านคิดว่าเต่าตาบอดร้อยปี
สมมุติว่าครบร้อยปีพอดี มันโผล่ขึ้นมา
หัวมันจะเสียบเข้าไปพอดีไหม

ทุกคนเห็นมันเว้งว้างไปหมด
ตอนนี้เต่าตาบอดมันอาจจะกำลังดำน้ำอยู่ที่อเมริกา
แล้วหัวมันจะเสียบมาเจอกระบอกที่อยู่เมืองไทยได้ยังไง
แล้วพอมันจะว่ายมาเมืองไทย มันก็ตาบอดด้วย
แล้วสมมุติว่ามันพอจะได้กลิ่นกระบอกไม้ไผ่
ลมก็พัดไปทางทิศประเทศจีนแล้ว
เสร็จ ไม่ต้องเจอกัน

เพราะฉะนั้นจะเห็นเลยว่า
อุปมาของพระพุทธเจ้านั้นยากมาก
ภิกษุจึงบอกว่าข้อนี้ยากที่จะเป็นไปได้พระเจ้าข้า
ที่เต่าตาบอดนั้นร้อยปี ผุดขึ้นมาเพียงครั้งเดียว
จะยื่นคอเข้าไปอยู่ในรู ซึ่งมีอยู่รูเดียวในแอกนั้น

‘ภิกษุทั้งหลาย ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกัน
ที่ใครๆ จะพึงได้ความเป็นมนุษย์’

เราเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า
อย่านึกว่าได้อัตภาพนี้มาตลอดนะ
อย่านึกว่าชาติที่แล้วเป็นอย่างนี้นะ
แล้วก็อย่านึกว่าชาติหน้าจะได้อัตภาพนี้ด้วย
เพราะไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าไม่อุปมาขนาดนี้

‘ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกัน
ที่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ จะเกิดขึ้นในโลก’

อันนี้เราพอเขาใจได้

‘ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกัน
ที่ธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว
จะรุ่งเรืองไปทั่วโลก’

สำคัญที่สุดตรงนี้แหละ

‘ภิกษุทั้งหลาย แต่ว่าบัดนี้ ความเป็นมนุษย์ก็ได้แล้ว
ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก็บังเกิดขึ้นแล้วในโลก
และธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว
ก็รุ่งเรืองไปทั่วโลกแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้
พวกเธอพึงกระทำโยคะกรรม เพื่อให้รู้ว่า
นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์
นี้ความดับแห่งทุกข์

นี้คือหนทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์’

จากธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรมคอร์สเข้ม
“ทุบเปลือก ทำลายเมล็ด” ๙-๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ฟังคลิปเสียงท่อนนี้ได้ที่นี่ค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=MbPlQWVDngE

ดาวโหลดฟังคลิปเสียงคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ที่นี่ค่ะ
https://dhammaway.wordpress.com/2014/09/16/destroy-seed-ajprasert/

ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจาก อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
https://makkanuka.wordpress.com/

ติดตามข่าวสารได้ที่ FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์ดคำสอน) อิสระจากสิ่งต่างๆ

เหมือนอะไรรู้ไหม ถ้าผมให้ท่านออกไปยืนกลางแดด กลางแจ้งกลางที่โล่ง ไม่มีหลังคา ร้อน ตอนเที่ยงร้อน ร้อนน่าดูเหงื่อแต่พลั่กๆ ยืนสองชั่วโมง ซักพักก็มีเมฆครึ้มๆ ลอยมา เกิดเป็นเงา แล้วก็บอก “โอย ค่อยยังชั่วหน่อย” ดีใจ ค่อยยังชั่ว …
มองไปใจชักไม่ค่อยดี ลมก็พัด เมฆทำท่าจะลอย เริ่มไปหาธูปมาจุด ไปหาหัวหมูมาตั้ง “เมฆอยู่นานๆ หน่อยเถอะเมฆ ได้โปรดเถอะ ร้อนจะตายอยู่แล้ว ท่านมาท่านก็ช่วยดูแลฉัน เย็นอยู่ได้ห้านาทีจะไปอีกแล้ว ได้โปรดเถอะอยู่นานๆ หน่อย” ไหว้ปลกๆ ซักพักลมก็พัดเมฆไป นั่งเสียใจ
เมฆขึ้นกับธูปขึ้นกับหัวหมูหรอ ?
เมฆเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งนั้น แล้วก็มานั่งทุกข์นั่งสุข นั่งสุขนั่งทุกข์ กับสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ถ้าเห็นว่ามันก็เช่นนั้นเอง ก็ยอมรับความจริงไป อยู่ด้วยความตั้งมั่นเดี๋ยวมันก็หลุด ทุกวันนี้ไม่ยอมรับความจริง ดิ้นไปดิ้นมาจะเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เข้าอย่างเรา …
… ไม่มีล่ะที่เป็นไปดั่งใจ ใจของเราเปลี่ยนทุกวัน พอเปลี่ยนไปอย่างนี้ว่าชอบ พรุ่งนี้บางทีสิ่งแวดล้อมยังไม่เปลี่ยนเลย ใจเราเปลี่ยนก่อนไม่ชอบแล้ว บางทีพอข้างนอกเปลี่ยน อ่าวไอ้นี่ก็ไม่ชอบแล้ว มีแต่ทุกข์อย่างเดียวถ้าอย่างนั้น เอาชีวิตไปฝากไว้กับสิ่งแวดล้อม เป็นไปได้ยังไง
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
(จากธรรมบรรยาย ๑๓-๑๖ ก.ย. ๒๕๕๕)

ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจาก อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่เว็บไซต์ สวนยินดี
http://www.suanyindee.net

(การ์ดคำสอน) ผิดเพราะรู้ VS ผิดเพราะไม่รู้

black-white-1
มีคำถามอยู่คำถามหนึ่ง คนที่ทำผิดทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งนั้นผิด กับคนที่ทำผิดเพราะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นผิด ใครจะผิดมากกว่ากัน ท่านลองตอบคำถามนี้ดู
โดยปกติแล้ว เราจะพบว่าคำตอบตามสามัญสำนึกของทุกคนก็คือ คนที่ทำผิดทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งนั้นผิดนั่นแหละคือคนที่ไม่น่าจะให้อภัยเลย แต่ถ้าหากผู้ตอบปัญหานี้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าอย่างพระสารีบุตร ท่านก็จะตอบว่า
คนที่ทำผิดทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดนั้น ดีกว่าคนที่ทำผิดโดยไม่รู้ว่าผิด เพราะเขาจะทำผิดไปอย่านั้นชั่วนิจนิรันดร์
หากใครสักคนมีนิสัยฉ้อโกง คอร์รัปชั่น โกงแล้ววว่าเขาให้เองบ้าง กินตามน้ำบ้าง ทำโดยไม่มีความรู้สึกว่านั่นเป็นสิ่งผิดเลย เปรียบเทียบกับคนที่ยากจนข้นแค้นไม่มีนมจะให้ลูก เขาแอบไปหยิบฉวยอาหารของคนอื่นมาให้ลูกกิน ในใจก็รู้สึกไม่ดีเลยที่ไปเอาของคนอื่นมา รู้ทั้งรู้ว่าการกระทำนั้นผิด แต่ก็ต้องฝึนใจทำเพราะตอนนั้นหมดทางเลือกแล้วจริงๆ
ผมไม่ได้พูดถึงประเด็นถูก-ผิดนะ เพราะทั้งสองกรณีนี้ก็ทำผิดด้วยกันทั้งคู่ ขึ้นอยู่ว่าจะมากจะน้อย หรือจะต้องรับกรรมแตกต่างกันอย่างไร เราไม่ได้ว่ากันถึงเรื่องนั้น
แต่ประเด็นคำถามที่สืบเนื่องมาคือ ท่านคิดว่าคนไหนมีโอกาสที่จะไม่ทำผิดซ้ำอีกครั้งในอนาคต
หากประเด็นนี้ก็จะตอบได้ง่ายมาก นั่นคือ คนจนที่รู้สึกผิด รู้สึกละอายใจในสิ่งที่ตนเองทำ วันข้างหน้าเขาก็จะไม่ทำผิดอีก แต่สำหรับคนที่โกงเขามาแล้วกลับหลงระเริงเห็นว่านั่นคือความโชคดีของตน คนๆ นี้จะทำผิดไปตลอดจนกว่าจะมองเห็นความจริงได้
พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนพาลเมื่อรู้ว่าตัวเองพาล เขาจะมีโอกาสเป็นบัณฑิต แต่คนพาลที่ไม่รู้ว่าตัวเองพาล คนๆ นั้นจะเป็นคนพาลไปอีกนานแสนนาน เมื่อทำผิดก็จะเป็นเหตุให้เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ อยู่อย่างไรก็ไม่มีความสุข เพราะสร้างไว้แต่เหตุที่เป็นอกุศล
ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “นิพพานชั่วพริบตา”
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

นิพพานชั่วพริบตา

ท่านสามารถหาอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ที่
– ร้านนายอินทร์ : http://goo.gl/oSFjEP
– ร้านซีเอ็ด : https://se-ed.com/s/bXrE
– ร้านสวนยินดี : http://suanyindee.lnwshop.com/p/11
– ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
– หรืออ่านได้ที่ห้องสมุดทั่วไป

หนังสือแบบเป็นเล่มๆสามารถซื้อได้ที่เว็บไซต์ร้านสวนยินดีธรรมนะคะ
http://suanyindee.lnwshop.com/

ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจาก อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่นี่ค่ะ
http://www.suanyindee.net
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์ดคำสอน) ไม่ได้มีสูตรตายตัว

(การ์ดคำสอน) ไม่ได้มีสูตรตายตัว
ดูภาพขนาดใหญ่ คลิกที่นี่เลยค่ะ

จำไว้นะ มันไม่ใช่ศาสตร์ มันเป็นศิลป์
ไม่ใช่ศาสตร์ไม่ได้มีสูตรสำเร็จ
ทุกอย่างที่บอกไปแนะนำไป
หรือท่านได้ยินคนนั้นคนนี้บอกมา เอาไปลองใช้
ถ้าเวิร์กก็เวิร์ก ไม่เวิร์กก็ไม่เวิร์ก
แต่คำว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยวินาทีที่ท่านลองด้วย
วันนี้ท่านลอง ใช้ได้ อีกบัลลังก์หนึ่ง ใช้ไม่ได้
แต่ตอนที่บอกว่าใช้ไม่ได้ อีกบัลลังก์หนึ่งดันใช้ได้ดี
เพราะเหตุปัจจัยมันเยอะมาก
จะได้เห็นถึงความเป็นอนัตตา
ถ้าบังคับได้กันทุกอย่าง ก็อัตตาเต็มไปหมด
จะไปเห็นอนัตตาจากอะไร
อะไรๆก็ควบคุมได้ อะไรๆก็สั่งได้
แน่นอนสมาธิเมื่อฝึกบ่อยๆ เข้าฌานออกฌานได้เป็นวสี
ก็ฝึกได้ ก็สั่งได้ ก็เก่งแล้ว
ก็ยังมีความเป็นอนัตตาอยู่ในนั้นอยู่ดี
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
จากธรรมบรรยายวันที่ ๑๑-๑๔ พ.ย. ๒๕๕๖

สามารถชมคลิปวีดีโอธรรมบรรยายนี้ออนไลน์ได้ที่นี่
http://www.youtube.com/watch?v=3yjsKZG5rmU&list=PLJvMwkyTBefV9C5RzNh0UX322Z122_w0q

หรือดูคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ในรูปแบบแผ่นดีวีดีได้ที่นี่
http://suanyindee.lnwshop.com/product/24/dvd-ชุดโตขึ้นหนูจะเป็นเบนซ์-ซีรีย์ชุดที่-1-5-5

สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่
http://www.suanyindee.net

ติดตามข่าวสารได้ที่ FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์คำสอน) จงทำให้เต็มที่

do-it-best

ให้ท่านเห็นภาพอย่างนี้นะครับ
มีเด็กคนนึงที่วิ่งเล่นขี่จักรยานอยู่นอกบ้านตลอดเวลา
แม่ก็พยามบอกว่าลูก มานั่งนี่ๆ นั่งในบ้านนี่
ในบ้านสบาย เย็น มีขนมกิน
แต่สังเกตไหมว่าเด็กจะวิ่งออกไปข้างนอกเสมอ
เด็กไม่รู้สึกอย่างนั้น
แม่ก็พยามเรียกเข้ามาในบ้าน
เอ้าวันนี้อยู่ในบ้านให้ 50 บาทนะ
ถ้าอยู่สองชั่วโมงให้ 100 บาท
แม่พยามให้อุบายทุกอย่าง
เด็กก็ยอมนั่งเพราะว่าอยากได้ตังค์
จนกระทั่งอาจจะผ่านไปเป็นเดือน
เห็นเด็กนั่งอยู่ในบ้านไม่ออกไปวิ่งเล่น
แม่ก็เลยแปลกใจก็เลยถาม
“อ่าววันนี้ไม่ออกไปวิ่งเล่นข้างนอกหรอ ?”
เด็กก็ตอบว่า
“อยู่ในบ้านสบายกว่าตั้งเยอะ ข้างนอกมันร้อน”
ทำไมล่ะ ทำไมวันนี้ถึงพูดอย่างนี้
เพราะเขาเข้ามาอยู่ในบ้าน เขาเริ่มรู้จักในบ้าน
เขาเริ่มคุ้นเคยกับในบ้าน เขารู้เอง
ถ้าในบ้านมันดีจริง เขาจะรู้เอง
ถ้าสมาธิเป็นความสุขจริงๆ
ที่บอกว่าสุขยิ่งกว่าสมาธิไม่มี
มันต้องพิสูจน์ได้
อย่าเอาแต่พูด
หลักสูตรนี้ผมถึงกล้าพิสูจน์
ธรรมะของพระพุทธเจ้าท้าพิสูจน์
ไม่ว่าจะคนรุ่นใหม่จะคนรุ่นไหนก็ตาม
ถ้าเราจะบอกว่าอะไรดีหรือไม่ดี
ทำให้เต็มที่ก่อน
ถ้าทำเต็มที่แล้วถึงจะมีสิทธิ์พูด
ถ้าทำไม่เต็มที่อย่าพูด
เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้ามาเราจะพิสูจน์
ทำให้เต็มที่
ดูซิคำของพระพุทธเจ้าจริงไหม
เพราะพระพุทธเจ้าบอกแล้ว
ถ้าน้อมเข้ามา เงี่ยโสตลงสดับ
สัจธรรมท้าพิสูจน์อยู่แล้ว
ทนต่อการเพ่งพิสูจน์อยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าสมาธิสงบจริง
แล้วให้ความสุขได้จริง
ทำไมวันนี้ถึงยังไม่สงบ
ผมอธิบายให้ท่านฟังแล้ว
เพราะท่านปล่อยให้มันเคยคุ้น
เหมือนกับเด็กเล่นนอกบ้าน
ค่อยๆดึงเขาเข้ามาสิ
แล้ววันนึงท่านจะเริ่มเข้าใจ
เออใช่ ความสุขจริงๆมันอยู่ตรงนี้นี่
เรากำลังวิ่งออกไปหาอะไร ?
หาอะไรเพื่อมาป้อนให้ใจสุข
แต่เปล่าเลยยิ่งทำเท่าไหร่มันยิ่งร้อนขึ้นเท่านั้น
ยิ่งทำก็ยิ่งร้อน นั่นหรือนึกว่าความสุข
ยิ่งทำกลับยิ่งร้อน ยิ่งทำกลับยิ่งทุกข์
แค่หยุดก็จบแล้ว
ของจริงบางทีมันกลับข้างกัน
สัจธรรมกับโลกมันกลับข้างกัน
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากคอร์สปฏิบัติธรรม ‘มัคคานุคาเบื้องต้น’
(๓๑ ส.ค. – ๒ ก.ย. ๕๕)

สามารถดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายคอร์สนี้ฉบับเต็มได้ที่นี่
http://youtu.be/IsyQp2y-m5U?list=PLg335evdAUbbKXh0LraWoKKGI_P37WVFt

ศึกษาธรรมะอื่นๆจาก อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม เพิ่มเติมได้ที่นี่
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

ติดตามข่าวสารได้ที่ FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์ดคำสอน) ความเห็นที่ถูก

world-fullsize-10-750px
ดาวโหลด ดูภาพขนาดใหญ่ได้ที่นี่เลยค่ะ

“…ทีนี้พอเราเข้าใจความจริงแบบนี้
หรือจะไม่เข้าใจก็ตาม
แต่ความจริงคือความจริง
ไม่ได้ขึ้นกับความอยากหรือไม่อยากของใคร
หลายครั้งในคอร์สปฏิบัติธรรม ผมพูดเรื่องกฏแห่งกรรม
เวลามีคนยกมือหรือว่าถามเขาว่า

“ท่านเชื่อไหมเรื่องกฏแห่งกรรม”
บางคนก็ยกมือบอกว่าเชื่อ
บางคนก็ยกมือบอกว่าไม่เชื่อ
บางคนก็อืมไม่แน่ใจเหมือนกัน ไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่เชื่อดี
ผมก็ถามว่าตกลงความจริงคืออะไร
เพราะมีทั้งเชื่อทั้งไม่เชื่อทั้งไม่รู้จะเอายังไงดี
แสดงว่ามันก็มีคนถูกบ้างผิดบ้าง
แล้วความจริงคืออะไร
วันนี้ความจริงคืออะไรรู้ไหมครับ
วันนี้ความจริงของโลกนี้คือ
พวกมาก เสียงดัง ดูน่าเชื่อถือ ความจริงจะไปทางนั้น
หากโลกใบนี้ เจ็ดพันล้านคน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอยู่คนเดียว
คนเจ็ดพันล้านคนเข้าไปโพสในเว็บบอกว่าไม่เชื่อ
ไม่ได้แปลว่าคนเจ็ดพันล้านคนจะเห็นถูก
ไม่ได้แปลว่าคนน้อยจะเข้าใจผิด
หรือคนน้อยจะไม่มีทางเห็นจริง
วันนี้ความจริงคืออะไร สาระมันอยู่ตรงนั้น
เมื่อพันปีก่อนมนุษย์ทั้งหมดในโลกนี้สมมุติว่ามีพันล้านคน
เชื่อเหลือเกินว่าโลกใบนี้แบน
เมื่อพันปีก่อนทุกคนแม้แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโลกใบนี้แบน
หากใครเห็นผิดจากนั้นศาสนจักรจะตัดหัวด้วย
วันนี้โลกใบนี้ก็เหมือนเดิม
แต่คนเห็นแล้วว่าโลกใบนี้กลม
ผมถามว่าโลกใบนี้เคยเปลี่ยนไปแบนซักวินาทีนึงไหมครับ
ไม่เลย
โลกใบนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปแบนซักวินาทีนึง
ไม่ว่าคนในโลกทั้งพันล้านคนจะเห็นถูกก็ตามหรือเห็นผิดก็ตาม
แต่โลกเป็นของเขาอยู่อย่างนั้น
หากความเข้าใจผิดทั้งหมดเราเรียกว่ามิจฉาทิฐิ
วันนี้เจ็ดพันล้านคนเชื่อแล้วว่าโลกใบนี้กลม
เพราะเห็นไม่ว่าจะด้วยดาวเทียมหรือว่าพิสูจน์ได้แล้วว่าโลกใบนี้กลม
ผมถามคำถามนี้ ฟังดีๆนะครับว่า
“โลกเคยกลับมากลมตามความเชื่อของใครไหม”
ไม่เคย
เขาเป็นของเขาอยู่อย่างนี้แหละ
มนุษย์ทั้งหลายที่เริ่มเข้าไปเห็นแล้วก็บอกว่าตัวเองเห็นถูก
เกิดสัมมาทิฐิ ว่าเข้าใจแล้วว่าโลกนี้กลม
โลกไม่ได้ดีใจหรือไม่ได้หืออือกับความเห็นถูกนั้นเลย
โลกนี้ก็ไม่เคยโกรธที่มนุษย์พันล้านคนในสมัยก่อนเห็นผิด
หากภาษาโลกนี้เปลี่ยนเป็นภาษาธรรม
วันที่เกิดมิจฉาทิฐิหาว่าขันธ์ ๕ หรือว่าร่างกายนี้ใจนี้เป็นของเรา
โลกนี้ไม่เคยหืออือด้วยเลย
ทำไงถึงจะเข้าใจความจริง เริ่มเข้าไปสังเกตทั้งกายและใจ
บนสติปัฏฐาน ๔ เห็นการเกิดๆดับๆ
จึงเข้าใจเลยว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยหมดตามเหตุปัจจัย
สภาพทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาเพราะความเป็นรูปนาม
ไม่ได้มีผู้ทุกข์ แต่เป็นสภาพทุกข์ที่บีบคั้น
เพื่อจะรักษาสถานะของตัวเองให้สมดุลเอาไว้
มนุษย์เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจถูก
หรือว่าผู้ที่ปฏิบัติเริ่มเห็นความจริงว่าฉันเกิดสัมมาทิฐิ
ผมถามว่าโลกนี้ของท่านเคยหืออือด้วยไหม
ไม่เคย
ขณะที่ท่านเห็นถูก
กลายเป็นท่านมีความทุกข์จากความเห็นถูกนั่นแหละ
เมื่อไหร่สลายตรงนี้ออก เมื่อนั้นถึงจะจบ …”
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
วันอาทิตย์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
https://www.youtube.com/watch?v=2q75T1BaAFM
จัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ร่วมกับ ชมรมกัลยาณธรรม

ดูธรรรมบรรยายนี้ฉบับเต็มที่คลิปนี้ค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=9knfDLMyKU4

ศึกษาธรรมะอื่นๆจาก อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม เพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์ดคำสอน) เพราะไม่ได้หวังจะได้อะไรตอบแทน

ไม่ยึดติดในกันเเละกัน ทำดีทุกๆอย่างให้กับทุกคน
เเต่ไม่เคยหวังผลว่าจะต้องได้อะไรตอบเเทน “เเม้เเต่ความรักตอบ”
ถ้าอย่างนี้ก็ไม่มีทางทุกข์ใช่ไหม

เเต่ถ้าคนที่เขาได้รับความรักความปรารถนาดีที่เรามอบให้
เเละเขาสัมผัสได้ถึงความดี เเล้วเขารักตอบหรือตอบเเทนความดีมา
ก็เป็นเรื่องดีที่ตัวผู้นั้นเองเขาจะเกิดกุศลจิตขึ้น
ส่วนเราก็เพียงอนุโมทนาที่เขาได้เข้าใจในความดี ก็เเค่นั้นเอง

ไม่ได้อยากได้อะไรอีกเเล้วเเม้เเต่ความดีหรือบุญ
เพราะนั่นก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อยู่ดี

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ดูจิตหนึ่งพรรษา”
http://suanyindee.lnwshop.com/product/12/ดูจิตหนึ่งพรรษา

ศึกษาข้อธรรมะเพิ่มเติมจาก อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่นี่ค่ะ
http://www.suanyindee.net
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

(การ์ดคำสอน) จงขึ้นไปให้ถึงยอดให้จงได้

นักปีนเขาศึกษาการปีนเขา ปีนเขาลูกนั้นลูกนี้กันมาแต่ก็มีความปรารถนาลึกๆ อยากจะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสให้ได้ในชีวิต

เขาแต่ละลูกที่ตั้งตระหง่านจนเราเห็นเป็นภูเขา หากเราเดินอ้อมไปรอบๆ ภูเขานั้น ก็จะเห็นเหลี่ยมมุมทางขึ้นที่แตกต่างกัน บ้างเป็นหน้าผาหิน บ้างเป็นป่ารกชัฏ บ้างเป็นทางขึ้นที่สะดวกสบาย แต่ล้วนเป็นทางขึ้นสู่ยอดเขาได้ทั้งสิ้น

นักปีนเขาบ้างอาศัยประสบการณ์เป็นหลัก ศึกษาวิธีการหรือการใช้อุปกรณ์บ้างเท่าที่จำเป็น บ้างก็ศึกษาจากในห้องเรียนถึงวิธีการปีนและการใช้อุปกรณ์ในการปีนเขา จากนั้นก็ทดลองปีนเขาจริงๆ แล้วปรับใช้วิธีการจากในห้องเรียนมาใช้ในการปีนจริง

ทักษะวิธีการทั้งในการปีน การศึกษาเส้นทาง การใช้อุปกรณ์ล้วนสำคัญ แต่เมื่อปีนเขาจริงๆจะพบว่าแม้สิ่งที่ศึกษามาในห้องเรียนก็มีประโยชน์เพื่อเป็นแนวทางและใช้แก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤติได้ก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ในห้องเรียนให้ไม่ได้คือ ความอดทน กำลัง ความอึด ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ความไม่ย่นย่อย่อท้อเมื่อต้องใช้ความพยายามจนเต็มศักยภาพของมนุษย์เพื่อจะฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นไปให้ได้ นั่นเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องสร้างกันขึ้นมาเองจากประสบการณ์

วันนี้การศึกษาวิธีการ เปรียบเสมือนการศึกษาอริยมรรคมีองค์๘ ที่จะบอกว่าผู้ที่ต้องการเดินทางสู่ทางหลุดพ้นต้องทำอะไร เพราะเมื่อเกิดสัมมาทิฏฐิในเบื้องต้นจนเห็นโทษภัยในวัฏฏะสงสารแล้ว ความเพียรจะเกิดขึ้น ความมุ่งมั่นอดทนก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นมากขึ้นโดยลำดับ

เมื่อเริ่มต้นปีนเขาจริงๆ แต่ละคนก็จะมีเส้นทางการปีนขึ้นที่แตกต่างกัน จึงเป็นการยากที่จะนำเอาประสบการณ์การปีนของผู้ที่ปีนผ่านไปแล้วมาลอกตามแบบเป๊ะๆ ว่า เมื่อเดินไปเจอต้นไม้นี้ให้เลี้ยวซ้ายเดินไป 2 ก้าว จนพบหินก้อนนั้นฯลฯ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เราต้องเตรียมไม่ใช่ลอกคำเฉลยจากคนที่เดินไปก่อน แต่กลายเป็นการหัดผูกเชือก เตรียมรองเท้าอุปกรณ์ที่เหมาะสม มีเสบียงพอควร ต่างๆ เหล่านี้ ส่วนการฟังผู้ที่มีประสบการณ์ก็เพื่อนำไปใช้เทียบเคียงในสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันเท่านั้น แต่หลักๆ คือการศึกษาวิธีการเพื่อนำพาตนให้ขึ้นไปให้ถึงยอดให้จงได้ นั่นต้องใช้ความสามารถทั้งหมดที่ตนมี

การเดินทางสู่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ก็เช่นกัน อริยมรรคมีองค์๘ นั้นเป็นหลักการที่เป็นสัมมาทั้ง ๘ ข้อ ที่ผู้ใดทำได้ทั้งหมดอย่างพอดีเหมาะสม ทั้ง ๘ ข้อ จนกลายเป็นปรกติแบบไม่ต้องกลับไปตรวจสอบ สอบทานในข้อใดๆ อีก มีความปรกติจนหมดเจตนาที่จะต้องคอยดูแลมรรคอีก เมื่อนั้นจะพบความอิสระว่างจากตัวตนในที่สุด ผู้นั้นจะได้พบความสงบเย็นแบบที่โลกเบื้องล่างไม่มี เป็นความเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง ไม่มีความบีบคั้นเสียดแทงจากกระแสแห่งโลก

“สารีบุตร ที่มีคำกล่าวว่า โสดาบัน นั้น ในที่นี้ใครเป็น โสดาบัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านผู้ใดประกอบพร้อมแล้วด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ ข้าพระองค์เรียกบุคคลผู้นั้นว่าเป็น พระโสดาบัน ผู้มีชื่ออย่างนี้ๆ มีโคตรอย่างนี้ๆ…” จากนั้นพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า “ถูกแล้วๆ..” เราอ่านผ่านใจความสำคัญที่สำคัญอย่างยิ่งไปก็คือ ผู้ที่ประกอบพร้อมแล้วด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านบอกว่า ประกอบพร้อมแล้วนะ ไม่ใช่ยังฝึกเจริญอยู่ เพียงแต่ใน พระโสดาบันนั้น สัมมาทิฏฐิยังไม่แจ่มแจ้งเท่านั้นเอง ประกอบพร้อมแล้วคือถึงความเป็นปรกติหมดแล้วไม่ต้องพยายามไม่ต้องประคับประคองอีก แต่ความพยายามหรือประคับประคองในระหว่างการเดินทางนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรนะอย่าสับสน เพราะนั่นกำลังใช้ความเพียรฝืนให้จิตพ้นจากอำนาจฝ่ายต่ำและฝึกฝืนจนพ้นไปเป็นปรกตินั่นล่ะที่เป็น ทางสายกลาง

ศึกษามรรค ปฏิบัติตามมรรคจนพบความสมดุลย์พอดีในมรรคทุกองค์ จนมรรคที่เคยเพียรทำด้วยความตั้งใจกลับสลายหายไปกลายเป็นธรรมดาแห่งชีวิต ไม่มีการถือ ไม่มีการประคอง เป็นความสบายไร้ความเสียดทาน ไม่มี “ใคร” ต้องไปกังวลถึง “ใคร” อีก เดินตามทางในแบบของแต่ละคนเพราะแต่ละคนมีสิ่งที่สั่งสมมาแตกต่างกัน คำว่าทางสายเดียวและทางสายเอก กลับไม่ใช่วิธีการที่เป็นรูปแบบการเดิน รูปแบบการทำ ที่ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้หรือต้องทำแบบคนนั้นคนนี้ แต่ต้องมีปัญญานำมรรคมาใช้ในแต่ละรูปแบบชีวิตของแต่ละคน แล้วจะพบความจริงในแต่ละชั้นของปัญญาเองว่า เราควรจะทำอย่างไร จนไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ในที่สุด

เมื่อนั้นยอดเขาเอเวอเรสที่เป็นสุดยอดปรารถนาของนักปีน
เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาจริงๆ กลับไม่มีอะไรต่างจากพื้นดิน แต่ก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง
เพราะมันไม่ได้ต่างกันที่ดินที่เหยียบ แต่ต่างกันที่ “ผู้เหยียบดิน”
ดินมันไม่เคยมีปัญหาอะไรอยู่แล้ว

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
26 พ.ค. 2557

http://www.suanyindee.net
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/