(การ์ดคำสอน) ทำจริง ๆ สักครั้งเถอะ

เรากำลังฝึกเพื่อจะเดินไปที่ปลายทาง

ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องการคนจริงเเค่นั้น

ลองบอกตัวเองทำจริง ๆ สักชาติหนึ่งเถอะ

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยายในคอร์สปฏิบัติธรรม
“คอร์สเข้ม คอร์สนี้ไม่มีในโลก”

สามารถดาวโหลดฟังคลิปเสียง mp3 คอร์สปฏิบัติธรรมนี้ได้ที่นี่
https://makkanuka.wordpress.com/2015/02/19/hardcore-course/

ศึกษาธรรมะข้อธรรมข้อคิดจาก อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม เพิ่มเติมได้ที่
http://makkanuka.wordpress.com/

Advertisements

(การ์ดคำสอน) โลกนี้มีแค่ขณะเดียว ตอนนี้

คลิกฟังธรรมบรรยายนี้ ได้ที่คลิปนี้
https://www.youtube.com/watch?v=1Wmomc0Du2U
โลกนี้สำหรับทุกคนมีอยู่แค่ขณะตรงหน้าเท่านั้นเอง อดีตอยู่ที่ไหนครับ อยู่ในใจ ที่สร้างขึ้นมาเอง แล้วก็ทุกข์เอง อนาคตก็อยู่ในใจ แล้วก็ทุกข์เอง สร้างเอง กังวลเอง
โลกนี้มีอยู่แค่นี้วินาทีตรงหน้า วินาทีอื่นไม่เคยมี ไม่เคยมีอยู่จริง ท่านจะมีทีละขณะ ทีละขณะ
ถ้าผมบอกว่าเราจะบรรยายกันจนถึงห้าโมงเย็น ตอนนี้ห้าโมงเย็นอยู่ไหน ดูเหมือนกับว่าอยู่ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ถ้าห้าโมงเย็นมาถึงจริงๆ มันจะคือตอนไหน
ตอนนี้
ตอนที่ผมปล่อย(พัก)เมื่อซักครู่ประมาณบ่ายสามโมงยี่สิบนาที แล้วก็บอกว่าให้ทุกคนเข้ามาเจอกันอีกครั้งตอนสี่โมง เหมือนกับสี่โมงอยู่ในอนาคต แต่พอสี่โมงมาถึงจริงๆ ทุกคนเข้ามานั่ง
ผมอยู่ตรงนี้
สี่โมงคือตอนไหนครับ
ตอนนั้น
ก็คือตอนนี้ของตอนนั้น
ตอนนี้ ก็คือตอนนี้
ถ้าห้าโมงเย็นมาถึงมันก็จะคือตอนนี้ ของตอนนั้น
ทุกขณะในชีวิตของเรามีอยู่แค่ตรงหน้า ทุกข์ที่เกิดขึ้นมาได้เพราะเราคิดเอาเอง อดีตที่ไม่ยอมลืมเพราะมันอยู่ในใจ แล้วเราก็ปรุงแต่งสร้างมันขึ้นมา มันไม่เคยมีอยู่จริง เราเอาซากของที่ไม่มีจริงมานั่งปรุงแต่งกันเอง
ถ้าผมบอกว่า ความจริงอยู่ที่โน่น ความคิดอยู่ที่นี่ ความทุกข์อยู่ที่นี่
ความจริงกับความทุกข์อยู่กันคนละที่
แต่เราเลือกที่จะอยู่ในความทุกข์ คือความคิดปรุงแต่ง มันเหมือนเราอยู่ในห้องมืด ห้องสี่เหลี่ยม มืดๆ พอเราออกไปเจอความจริง เราหยุดคิด เราออกมาพบกับความจริง แต่เดี๋ยวแป๊ปเดียวเราก็จะเปิดประตูแล้วเข้าไปอยู่ในห้องมืด แล้วก็ปิด แล้วก็เข้ามาอยู่ในความคิดของตัวเอง
เห็นภาพไหมครับ
พอท่านรู้ลมหายใจ การกระทบมีอยู่จริงๆ ท่านเปิดประตูออกจากห้องมืด มานั่งอยู่ในห้องจริงได้แป๊ปหนึ่ง ท่านไม่คุ้น ท่านเปิดประตูแล้วก็กลับไปอยู่ในห้องมืด ไปอยู่ในความคิดใหม่
ถ้าท่านไปเห็นผู้ชายคนหนึ่ง หัวกระเซอะกระเซิง กำลังคุ้ยเขี่ยขยะกิน ท่านมองดู “..อืม..คนบ้า..”
เขาก็นั่งกินของที่อยู่ในถังขยะ แล้วเขาก็ยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุข กินอยู่ดีๆ เดี๋ยวเขาก็ค่อยๆ เศร้า น้ำตาไหลออกมา แล้วก็ร้องไห้ เดี๋ยวๆ ก็หัวเราะเอ๊กอ๊ากๆ เดินยิ้มแย้มแจ่มใส เดี๋ยวก็หน้าเศร้าทุกข์ลงไป เราบอกว่า เขาบ้า
ช่วยนิยามคำว่าบ้า หรือคนบ้าหน่อย พวกนี้มันหลงอยู่ในคิด ไม่สามารถออกมาอยู่โลกความจริงได้ เราเรียกเขาว่า คนบ้า
แล้วเราบ้าหรือดี
เราเคยออกจากคิดเราบ้างหรือเปล่า เดี๋ยวเราก็หัวเราะ ถ้าขายอะไรได้เยอะหน่อย เดี๋ยวก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว ขายได้กำไร นั่งบ้าอยู่คนเดียว นั่งยิ้มบ้าอยู่คนเดียว วันไหนขายไม่ดีวันไหนโดนโกง นั่งเศร้า มีคนมาชวนกินข้าว “…ไม่เอาล่ะ กินไม่ลง ถูกโกง…”
นั่งจมอยู่ในคิด หลงเข้าไปในโลกมืด สร้างภพของอสุรกาย ของอะไรต่ออะไร ปิดประตูขังตัวเองเอาไว้ข้างใน มืดๆ
พระอรหันต์เป็นผู้มีสติสมบูรณ์ แสดงว่าท่านอยู่บนความจริง ส่วนคนในโลกอยู่ในห้องมืด ทีนี้พอค่อยๆ ให้ขยับออกมาจากห้องมืด ไม่คุ้น เหมือนนางอาย ออกมาได้แป๊ปหนึ่งต้องวิ่งกลับเข้าไปในห้องมืดใหม่ แล้วก็หลงอยู่ในคิด ในโลกมืดของตัวเอง ที่สร้างกรอบความคิดเอาไว้
ค่อยๆ เห็นความจริงอย่างนี้นะครับ ออกมาจากคิด เพราะทันทีที่ท่านคิด ท่านก็จะหลง
กี่โมงแล้วล่ะ?
เวลาที่เราพูดถึงผ่านกันไปเรื่อยๆ แล้วเชื่อไหมว่าเมื่อท่านตัดเวลาที่เป็นอดีตที่ผ่านไปแล้วเพราะไม่มีอยู่จริง ตัดอนาคตที่ยังมาไม่ถึงซึ่งก็ไม่มีอยู่จริง มันจะเหลือขณะเดียวตอนนี้
ที่บ้านใครมีลูก ใครมีพ่อแม่ ใครมีคนรัก สามี ภรรยาอยู่ที่บ้าน อยู่ที่บ้านหรืออยู่ในใจ ลองถามตัวเอง
ถ้าอยู่ที่บ้านคงไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาแต่ละคนก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง กำลังใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ปัญหาคือเราเอาพวกเขามาไว้ในใจนี่แหละ แล้วก็ปรุงแต่งปั้นแต่งมันขึ้นมา เป็นสุขเป็นทุกข์เข้าไปเรื่อยๆ
โลกนี้มีอยู่วินาทีเดียว เอาเป็นวินาทีก่อน ให้เข้าใจตรงนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นจะได้เข้าใจว่า ที่หลงไปสุขหลงไปทุกข์กับอดีตกับอนาคต คือของที่ไม่ได้มีอยู่จริง
ถ้าใครสูญเสียคนรักน่ะ จบไปแล้ว ใครเคยสูญเสียของที่ตัวเองทุกข์เศร้า มันผ่านไปหมดแล้ว
แต่ทำไมมันยังทุกข์อยู่ เพราะไปดึงเรื่องนั้นกลับเข้ามา แล้วก็โลมเลียอยู่ในห้องมืด ออกมาพบความจริงก็เห็นหมดแล้ว มันมีอยู่แค่นี้
ตอนนี้กำลังนั่งอยู่ตรงนี้มีอะไรที่ไหนล่ะ
มีอยู่แค่นี้
แล้วก็จะมีอยู่อย่างนี้ มีอยู่แค่นี้
ถ้า Trim (ตัด) สิ่งที่ไม่มีอยู่ออกจริง มันจะเหลืออยู่แค่นี้ อดีตเอาออก อนาคตเอาออก มันจะเหลือแค่นี้ ท่านจะมีอย่างนี้ไปจนกายแตกทำลาย จนถึงวินาทีที่เราตาย ความตายจะคือตอนนี้ของทุกคน
ตอนนี้พร้อมจะตายหรือยังครับ ไม่?
เพราะฉะนั้น เมื่อความตายมาถึง มันคือตอนนี้
ไม่ใช่อนาคต
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

ธรรมบรรยายในหลักสูตร มัคคานุคา ก-ฮ
จัดโดยโรงพยาบาลสมุทรปราการ ร่วมกับชมรมกัลยาณธรร­ม
วันที่ 18-20 กรกฎาคม 2558

ชมธรรมบรรยายคอร์สปฏิบัติธรรม ฉบับ­เต็มได้ที่
https://youtu.be/l3o2tYne1W8?list=PLobJzcCFw1TyNIG5TPKSahY9axzkJWaKv

ศึกษาธรรมะ ข้อคิด ข้อธรรมต่างๆ เพิ่มเติมจาก อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
https://makkanuka.wordpress.com/

(การ์ดคำสอน) เพราะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

(การ์ดคำสอน) จงทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
คลิกดาวโหลดดูภาพขนาดใหญ่ได้ที่นี่

ในการกระทำใดๆ ก็ตาม
เราทำได้เพียง “ดีที่สุด”
หากผลที่ออกมาไม่เป็นดังหวัง
เราก็จะทำมันอย่างดีที่สุดอีกครั้ง
เเละเเม้ผลที่ออกมาเป็นดังหวังเเล้ว
เราก็จะทำมันอย่างดีที่สุดต่อไป
เเล้ววันหนึ่ง เราก็จะเป็นคนที่
“ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดตลอดเวลา”
โดยที่ใจไม่จำเป็นต้องเป็นสุขหรือทุกข์
กับความคาดหวังเลยก็ได้
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “นิพพานชั่วพริบตา”

นิพพานชั่วพริบตา

ท่านสามารถหาอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ที่
– ร้านนายอินทร์ : http://goo.gl/oSFjEP
– ร้านซีเอ็ด : https://se-ed.com/s/bXrE
– ร้านสวนยินดี : http://suanyindee.lnwshop.com/p/11
– ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป
– หรืออ่านได้ในห้องสมุดทั่วไป

(การ์ดคำสอน) มีความสุขที่ทำเข็มวินาทีให้เดิน

(การ์ดคำสอน) มีความสุขที่ทำเข็มวินาทีให้เดิน
คลิกดาวโหลดดูภาพขนาดใหญ่ได้ที่นี่

เพราะเข็มวินาทีเป็นปัจจัย
เข็มสั้นเดินถึงเลข ๑๒ จึงเกิดขึ้น
ทุกๆ การเคลื่อนของเข็มวินาที
แม้เพียงติ๊กเดียว
ส่งผลต่อการเคลื่อนของเข็มสั้น
เราดูไม่ออกว่าเข็มสั้นเคลื่อนที่
แต่เรารู้ดีว่าทุกการเคลื่อนของเข็มวินาที
เป็นเหตุปัจจัยให้เข็มสั้นเคลื่อนที่แน่นอน
เราเองใจร้อนเสมอ
ที่อยากเห็นเข็มสั้นเดินให้ได้เร็วดั่งใจ
ทำไมไม่เปลี่ยนเป็นมีความสุข
ที่ทำเข็มวินาทีให้เดินล่ะ

ถ้าทำอย่างนั้นไม่ต้องไปสนใจให้เข็มสั้น
เดินไปจนถึงเลข ๑๒ ด้วยซ้ำ
เผลอแป๊บเดียวก็จะได้ยินเสียงนาฬิกา
ตีที่เลข ๑๒ อย่างแน่นอน
นี่ล่ะคือการปฏิบัติธรรม
เพื่อหลุดพ้นที่แท้จริง
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
(๔ ก.ย. ๕๗)

ศึกษาธรรมะข้อธรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

สามารถสมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่
http://www.suanyindee.net/

(การ์ดคำสอน) ที่ทำไปมันคุ้มกันแล้วหรือ?

ชีวิตหนึ่งๆ นี้น้อยนัก
เมื่อเทียบกับสังสารวัฏอันยาวนาน

แต่ผลที่กระทำไว้เพียงเพื่อเงินที่อยากได้
มากินใช้ (แบบเกินๆ) นั้น
จะก่อเป็นวิบากกรรม
ที่ต้องชดใช้แบบไม่คุ้มกันเลย
ต้องฆ่า ต้องโกง ต้องพูดปด
เพ้อเจ้อ เพื่อให้ได้เงินมา

แล้วเงินที่ได้มาเอามาทำอะไรหรือ
ได้มาก็ซื้อกระเป๋าแพงๆ รถหรูๆ
มาให้เกิดความสุขจอมปลอม

คุ้มกันแล้วหรือ
กับความสุขชั่วแว้บเดียว
ซึ่งเป็นของหลอกๆ

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “กลัวเกิด ไม่กลัวตาย”

(อ่านแบบ PDF) https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/gluagerd.pdf
(อ่านแบบ เล่ม) http://suanyindee.lnwshop.com/product/5/กลัวเกิดไม่กลัวตาย

ศึกษาธรรมะต่างๆ เพิ่มเติมจากอาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่
http://www.suanyindee.net

ติดตามข่าวสารได้ที่ FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์ดคำสอน) เพราะคือความรักที่แท้จริง ความรักที่บริสุทธิ์

ทำไมวันนี้ความรักถึงนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หลายคนก็จะเถียงในใจว่า “..ไม่ใช่ ความรักทำให้โลกแจ่มใส ทำให้โลกกลายเป็นสีชมพู ทำให้โลกมีพลัง..”
ผมไม่เถียงถ้าใช้ได้ถูกต้อง แต่วันนี้เอาเข้าจริงๆ วันที่ท่านรักแล้วคนรักจากไป ยังไงก็ทุกข์ แล้ววันนี้มันมีอะไรที่ไม่พลัดพรากจากกันบ้าง เราจะย้อนกลับมาดูก่อนว่ารากเหง้าหรือต้นตอของความรักที่เราเข้าใจผิดมันจึงนำมาซึ่งทุกข์ มีเพลงๆ หนึ่งที่บอกว่าด้วยรักและผูกพัน อันนี้แหละคือความจริง เพราะทุกครั้งที่ต้นรักของเราก่อขึ้นไปมันจะมีสายใยของความผูกพันเข้าไปเกาะเกี่ยวไว้ตลอดเวลา นี่จึงทำให้ความรักทั้งหลายมีพื้นฐานที่เตรียมจะทุกข์อยู่แล้วเพราะความผูกพัน วันนี้เราจึงสงสัยว่าแล้วรักแบบไหนหรอที่มันจะไม่ทุกข์ ถ้ารักแล้วไม่ผูกพันเลยนี่แปลว่าอะไร
ผมจะเริ่มอธิบายอย่างง่ายๆ ก่อน ถ้าสมมุติต่อหน้าท่านมีเด็กสองคน คนแรกอ้วนจ้ำม่ำ น่ารัก ผิวขาว อีกคนหนึ่งที่ยืนข้างๆ ตัวดำมาจากซูดาน ผมเกร็ง ตัวผอม ลีบ เอาแบบไม่ต้องใช้จริตอะไรมาก เดินเข้าไปอย่างที่ท่านปรารถนาเลยใช้ความน่ารักเดินเข้าไปหา ท่านจะเดินเข้าไปหาเด็กคนไหน แน่นอนเราจะเดินเข้าไปหาเด็กขาว ตัวอ้วน น่ารัก จ้ำม่ำ ทำไมเราไม่เข้าไปหาเด็กดำ “..มันไม่น่ารักเลย..”
อันนี้คือความจริง เอาล่ะ วางเด็กคนนั้นลงแล้วถอยหลังมาใหม่ แล้วเปลี่ยนใหม่เที่ยวนี้ให้เข้าไปอุ้มด้วยความเมตตา คำตอบอยู่ที่ท่าน ท่านจะเดินเข้าไปอุ้มเด็กคนไหน หรือท่านอาจจะเดินเข้าไปหาเด็กซูดานผอมเกร็งทันทีเลยก็ได้เพราะรู้สึกว่าน่าสงสาร มีเมตตา
เห็นหรือยังครับว่าคำว่ารักกับเมตตามีความต่างกันอยู่ในตัว ถ้าเราเปลี่ยนความรักที่มีต่อลูกเป็นความเมตตา เราจะทำทุกอย่างที่เราทำอยู่เหมือนเดิมแต่มีสิ่งหนึ่งที่หายไป
คำว่าผูกพันมันนำมาซึ่งความคาดหวังแล้วก็ปรารถนาที่จะได้อะไรตอบแทนมาบ้าง อย่างน้อยที่สุดคือรอยยิ้มหรือความรักตอบก็ยังดี นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนให้กับลูกแล้วเราก็บอกว่า “..เราไม่ได้มีความคาดหวังอะไรกับลูกนะ เราไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทน..” แต่ทุกครั้งจริงๆ แล้ว ในความปรารถนาดีของท่าน มันแอบแฝงลึกๆ เอาไว้ ซึ่งเราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่นั่นนำมาซึ่งทุกข์
ในการเลี้ยงลูกแล้วก็ปรารถนาดี ดีทั้งทั้งนั้นหละ ดีทั้งนั้นแต่ถ้าเราอยากรู้ว่าต้นเหตุจริงๆ ของมันคืออะไรที่ทำให้เกิดความทุกข์กันทั้งหมด มันมาจากสิ่งนี้ล่ะ แล้วถ้าเข้าสู่การปฏิบัติธรรมจนกระทั่งถอนแล้วก็ชำระสิ่งนี้ลงได้ แล้วตกลงเราต้องทำยังไง ก็ไม่ต้องรักลูกกันหรอ เปล่าหรอก
ความรักมันมีความรักที่บริสุทธิ์ ความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ เป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ว่าจะใครๆ ก็ตาม
เวลาฟังดูง่ายแล้วเราก็รู้สึกว่าเราจะเป็นคนนั้นด้วย
ในครั้งหนึ่งที่สวนโมกข์ มีการบรรยายของภิกษุณีท่านหนึ่ง อายุท่านตอนนั้นในวันที่ท่านบรรยายน่าจะประมาณ 85 ผมก็ไปนั่งฟังอยู่ด้วย ในตอนแรกที่ผมไปผมอยากจะดูว่าคนจากที่อื่นๆ เขาปฏิบัติธรรมกันยังไงนั่นคือจุดมุ่งหมายที่ผมไป แต่หลังจากผมฟังท่านปฏิบัติแล้วผมกลับไม่ได้สนใจเรื่องปฏิบัติมากนักมีเรื่องหนึ่งที่โดนผมมากๆ คือเรื่องที่ท่านเล่า
ท่านบอกว่าตอนที่ท่านอยู่ที่อังกฤษ ท่านเป็นคนอังกฤษ ตอนนั้นท่านอายุ 19 ท่านบอกว่าท่านมีความปรารถนามากๆ เลยที่อยากจะไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศอินเดีย ท่านบอกว่าไม่รู้ทำไม ท่านก็จึงไปทำเรื่องที่สถานฑูตอินเดียในประเทศอังกฤษเพื่อจะขอไปปฏิบัติธรรมโดยไม่บอกคุณแม่ เพราะว่ากลัวคุณแม่จะห้าม หลังจากที่ทำเรื่องแล้วก็สถานฑูตอนุมัติวีซ่าเรียบร้อย ก็จึงกลับมาบอกคุณแม่ บอกว่าหนูอยากจะไปปฏิบัติธรรมที่อินเดีย จะเป็นการไปแล้วไม่กลับมาอีก
เราเป็นพ่อเป็นแม่ถ้ามีลูกอายุ 19 มาบอกเราอย่างนี้ ท่านจะตอบลูกว่ายังไงครับ ผมไม่ทราบหรอกว่าท่านจะคิดยังไงก็ตาม แต่สิ่งที่เราจะฟังคือเราจะฟังจากคุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้
คุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้ตอบว่า “เอาสิลูก ถ้ามันเป็นความปรารถนาของลูก ถ้ามันเป็นความสุขของลูก แม่พร้อมจะช่วยเหลือ ลูกต้องการอะไรบอกแม่มาเลย ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบินหรืออะไรก็ได้” เพียงแต่แม่บอกว่าเขียนจดหมายมาหาแม่บ้าง หรือถ้ามีเวลาว่างก็แวะกลับมาเยี่ยมที่บ้านบ้าง
จากนั้นเธอก็ไป เธอหายไปหลายสิบปีไปอยู่ที่อินเดียแล้วก็ติดต่อทางบ้านมาเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณแม่เขียนจดหมายไปหาเธอว่า ซื้อตั๋วเครื่องบินให้กลับมาบ้าน แต่เป็นตั๋วไปกลับไม่ต้องห่วง เธอก็จึงบินกลับมาเยี่ยมบ้าน เธอได้พบกับน้าสาวซึ่งเป็นน้องของคุณแม่ น้าสาวบอกเธอว่าหลังจากที่เธอไปแล้วก็ได้คุยกับคุณแม่ คุณแม่ของเธอคุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้ คุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้เล่าให้น้าสาวฟังว่า ถ้าได้เกิดชาติหน้าฉันใดแล้วมีโอกาสได้เกิดอีกแล้วเลือกเกิดได้ ขอให้ได้เกิดเป็นแม่ของภิกษุณีท่านนี้อีก เพราะหากภิกษุณีท่านนี้ไปเกิดอยู่ในท้องของคนอื่นที่ไม่เข้าใจ เชื่อว่าเธอจะต้องถูกขัดขวางจากคุณแม่คนนั้นแน่ๆ
ภิกษุณีท่านนี้เธอบอกว่าหลังจากเธอได้ยินน้าสาวพูดอย่างนี้ เธอรู้เลยว่าเธอมีแม่ที่ประเสริฐมากๆ แม่ไม่เคยพูดว่าแล้วเธอไม่รักแม่แล้วหรออยู่ๆ เธอก็ทิ้งแม่ไป ไม่เคยมีคำพูดเหล่านี้ออกจากปากแม่เลย แต่แม่กลับช่วยเหลือแล้วก็ดูแลทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นความปรารถนาของลูกแล้วสิ่งที่ลูกทำก็เป็นสิ่งถูกต้อง ไม่ใช่ว่าต้องเป็นไปดั่งใจของแม่หรือว่าต้องเป็นไปตามที่คุณแม่คาดหวัง แต่ว่านี่เป็นความสุขและเป็นความปรารถนาดีของลูก แล้ววันนี้ภิกษุณีท่านนี้ก็เป็นภิกษุณีที่ดังไปแล้วทั่วโลก แล้วการปฏิบัติของเธอก็เป็นที่น่ายกย่อง แล้วก็เชิดชู แล้วก็สรรเสริญ น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าในวันนั้นคุณแม่ขัดขวาง วันนี้จะไม่มีภิกษุณีดีๆ ที่อยู่ในโลกนี้เลย
ตัวอย่างนี้จึงทำให้เราได้เริ่มกลับมาสะท้อนแล้วก็ย้อนกลับมาที่ตัวเรา แน่นอนที่สุดผมว่าคุณแม่ทางบ้านกำลังมีเสียงคัดค้านในหัวเต็มไปหมด แต่เอาเถอะท่านจะคิดยังไงก็ตามแต่นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงๆ หากท่านไม่สามารถทำได้ขนาดนี้ ผมว่าลองหาสมดุลกันหน่อยดีไหม สมดุลระหว่างความรักความห่วงใยที่มีต่อคนที่เราบอกว่าเรารัก ตัวอย่างพวกนี้มีกันอยู่มากมาย ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จก็ดีไม่ประสบความสำเร็จก็ดี แต่ความสำเร็จในชีวิตทุกคนมองไปที่ทรัพย์สินเงินทองแล้วก็ตำแหน่งหน้าที่
สิ่งหนึ่งที่เราลืมไปสำหรับคนที่เรารักก็คือ ความสุข
สิ่งที่ลูกพยามทำให้เราเป็นเพียงต้องการให้แม่มีความสุขหรือเปล่า ที่ให้ได้แม่ปรารถนาแล้วก็ทำให้ได้ดั่งใจแม่ แต่ลูกไม่เคยมีความสุขในสิ่งนั้นเลย ลูกยินยอมที่จะทิ้งความสุขของตัวเองทั้งหมด เพื่อให้แม่ได้มีความสุขตามที่แม่ปรารถนา แต่แม่เองกลับไม่เคยให้สิ่งนี้กับลูกเลย การเลี้ยงลูกวันนี้ เราจึงต้องกลับมาหาสมดุลจริงๆ ที่มีทั้งผสานประโยชน์ของผู้รับ แล้วก็ผู้ให้
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ “สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู”
AMARIN TV (5 ธันวาคม 57)
https://www.youtube.com/watch?v=g0fAdXnCBg0

สามารถดูคลิปวีดีโอ อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ในรายการนี้ทั้งหมดฉบับเต็มได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=2WDvhhrm7-8&index=8&list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5

สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่
http://suanyindee.net/

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์ดคำสอน) แค่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด

ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องจริงอาจจะทำให้พวกเราได้เห็นความจริงว่าการหลงไปในคิดมันนำมาซึ่งทุกข์ฟรีจริงๆ ชีวิตของเราทุกข์ฟรีกันมโหฬารมหาศาลเลย การบรรบายครั้งหนึ่งที่ผมไปบรรยาย หลังจากบรรยายจบมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาพูดคุยกับผม แล้วก็เหมือนกับจะขอความเห็น
เธอบอกผมว่าเธอเป็นแม่แล้วก็มีลูก ทุกวันนี้เธอกังวลมากๆ เลย ลูกเธอไปทำงานทุกวัน แล้วก็ถ้าวันไหนลูกกลับประมาณซักทุ่มหนึ่งเธอก็รู้สึกสบายใจไม่มีปัญหาอะไร แต่วันไหนที่ลูกทำงานดึกลูกกลับมาประมาณเที่ยงคืน โอ้โหวันนั้นนี่คืนนั้นเธอจะนอนไม่หลับเลย
ผมก็เลยถามว่า เอาล่ะ ถ้างั้นเราลองมาคุยความจริงกันดู คุณบอกว่าถ้าลูกกลับตอนทุ่มหนึ่งคุณไม่ทุกข์เลย แต่ถ้าลูกกลับตอนเที่ยงคืนคุณก็จะอดรนทนทุรนทุรายกว่าจะถึงเที่ยงคืน ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานพูดจริงๆ ท่านก็รู้ว่าทุกข์ทรมาน เอ้ลูกเป็นอะไรไหม จะเกิดอุบัติเหตุไหมทำไมป่านนี้ยังไม่กลับ ก็วนคิดอยู่อย่างนี้จนกระทั่งเที่ยงคืน เป๊ง! ลูกเปิดประตูแกร๊กเข้าบ้าน เฮ้อ… ค่อยยังชั่วหน่อย แล้วก็ขึ้นนอนได้
แปลว่าทุ่มหนึ่งที่คุณเริ่มไม่สบายใจจนถึงเที่ยงคืนลูกเปิดประตูแกร๊กเข้ามาคุณสบายใจ จากทุ่มหนึ่งถึงเที่ยงคืน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นถูกไหมครับ ไม่มี
แสดงว่าคุณทุกข์ฟรีสิงั้น
คุณแม่คนนั้นก็เริ่มงงๆ ทุกข์ฟรียังไงก็ฉันเป็นห่วงลูก ผมบอกว่าผมไม่ได้พูดเรื่องห่วง ผมพูดเรื่องทุกข์ มองเฉพาะมุมของทุกข์ก่อน พ่อแม่เป็นห่วงลูกทุกคนแหละผมรู้
เอาล่ะทุ่มหนึ่งถึงเที่ยงคืนคุณทุกข์ฟรีเพราะมันไม่เกิดอะไรขึ้น
แม่คนนั้นก็ยอมรับ “..เอาล่ะแล้วเกิดมันเกิดอะไรขึ้นกับลูกฉันล่ะ..”
เอาล่ะเราลองยกตัวอย่างดู สมมุติว่าคืนวันหนึ่ง จากหนึ่งทุ่ม สองทุ่ม สามทุ่ม คุณก็กระวนกระวายอยู่นั่นแหละลูกยังไม่กลับบ้าน พอถึงสี่ทุ่มมีโทรศัทพ์มาจากโรงพยาบาล บอกว่าลูกของคุณประสบอุบัติเหตุ ตายแล้วตอนนั้นคุณทุกข์มากเลย
ผมหยุดภาพไว้แค่นี้ก่อน นั่นแสดงว่าจากหนึ่งทุ่ม สองทุ่ม สามทุ่ม ก่อนที่จะสี่ทุ่มก่อนโรงพยาบาลโทรมามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นถูกไหม
“..ใช่..”
เพราะคุณยังไม่รู้เลย
“..ใช่..”
แสดงว่าคุณทุกข์ฟรีสิอย่างงั้น
“..ทุกข์ฟรีได้ไงสี่ทุ่มลูกฉันประสบอุบัติเหตุแล้วก็หมอโทรมาบอกโรงพยาบาลโทรมาบอกแล้ว..”
ไม่ แต่คุณรู้ตอนสี่ทุ่ม แสดงว่าหนึ่งทุ่มถึงก่อนสี่ทุ่มคุณทุกข์ฟรี คุณไม่ทุกข์ก็ได้ คุณค่อยทุกข์ตอนสี่ทุ่มถ้าอย่างงั้น
“..ใช่..”
งั้นคุณทุกข์ฟรี
“..งั้นฉันทุกข์ฟรี แต่ฉันเป็นห่วงลูกนี่..”
เอาล่ะเราไม่ได้พูดเรื่องห่วง จากนั้นคุณก็เดินทางไปโรงพยาบาล จากสี่ทุ่มถึงห้าทุ่มคุณอยู่บนรถแท็กซี่แล้วกัน ก็เดินทางไป ผมถามว่าขณะที่อยู่บนรถแท็กซี่สี่ทุ่มถึงห้าทุ่ม รถติดไฟแดงบ้างอะไรบ้างวิ่งไปบนถนน คุณทุกข์ไหม?
“..ทุกข์สิ ก็ลูกฉันนอนอยู่ในโรงพยาบาลแล้วจะเป็นตายยังไม่รู้เลยจะไม่ทุกข์ได้ยังไง..”
ผมถามว่าแล้วคุณทำอะไรได้ไหม
“..ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ฉันเป็นห่วงลูก..”
เอาล่ะพอห้าทุ่มคุณถึงโรงพยาบาลไปที่เคาน์เตอร์ พยาบาลบอกอยู่ห้องนั้นห้องนี่คุณก็รีบไปถึงหน้าห้อง อาจจะเป็นห้องผ่าตัดลูกคุณอยู่ในห้องผ่าตัด คุณก็เดินกระสับกะส่ายตั้งแต่ห้าทุ่ม เที่ยงคืน ตีหนึ่ง
ตีหนึ่งหมอเปิดประตูห้องผ่าตัดแกร็กออกมา เอาล่ะผมหยุดภาพไว้แค่นี้ก่อน จากห้าทุ่มถึงตีหนึ่งหมอกำลังผ่าตัดหรือว่ากำลังรักษาลูกของคุณอยู่ แต่จากห้าทุ่มถึงตีหนึ่งคุณทุกข์ไหม?
“..ทุกข์ เพราะฉันกระสับกระส่ายเดินไปตลอดเวลา..”
คุณทุกข์ฟรี เพราะมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย หรือว่าไม่เปลี่ยนอะไรเลย
คุณแม่คนนั้นก็เริ่มรู้สึก “..อืมใช่ ฉันทุกข์ฟรี..”
พอตีหนึ่งหมอเดินออกมาจากห้องแล้วก็บอกว่า ขอโทษนะ ลูกคุณเสียชีวิตแล้วเขามาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป แสดงว่าจากห้าทุ่มถึงตีหนึ่งก่อนที่หมอจะพูดว่าลูกคุณตายแล้ว คุณทุกข์ฟรี ซึ่งคุณไม่ทุกข์ก็ได้มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลเลย
ใช่ เพราะทุกข์ของคุณไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ไม่ทำอะไรให้เปลี่ยนแปลงหรือดีขึ้นเลย
ตลอดตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ ทุกคนอยู่บนความคิด อยู่บนความกังวล อยู่บนการปรุงแต่งตลอดเวลา เราทุกข์กับทุกเรื่องทั้งที่เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย
สิ่งที่คุณพยามจะทำ คุณสามารถทำได้โดยไม่ต้องทุกข์ก็ได้ แต่คุณลืมไป คุณคิดว่าความทุกข์เป็นของคู่เป็นของที่จะต้องคู่แล้วก็ติดตัวเราอยู่เสมอเราถึงจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ดี ถ้าเราเป็นห่วงใครเราต้องทุกข์ด้วยบวกกับความเป็นห่วงท่านสามารถเป็นห่วงโดยไม่ต้องทุกข์ก็ได้
สิ่งนี้แหละที่มนุษย์ไม่เข้าใจ เมื่อปฏิบัติธรรมไปแล้วสองสิ่งนี้มันจะแยกออกจากกัน ท่านสามารถดุใครโดยที่ไม่ต้องโกรธก็ได้ วันนี้เรานึกว่าถ้าใครดุคนนั้นต้องโกรธ เมื่อเราโกรธเราต้องด่า ไม่ใช่ เราสามารถดุ ด่า โดยไม่ต้องมีโกรธก็ได้ เพราะเราไม่ได้แสดงความปราถนาร้าย เราอาจจะดุว่าเพราะเขาทำงานผิด อาจจะดุว่าลูกๆ เพราะว่าเขาทำผิดเพื่อให้เขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การดุแบบนี้ไม่ใช่ดุเพราะว่าใช้อารมณ์ แต่เป็นการดุเพื่อเป้าหมายที่จะให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นในทางที่ถูกต้องเท่านั้นเอง
วันนี้เราใช้ชีวิตกันแบบทุกข์ฟรีมามหาศาล
เพราะเราไปคิดเอาเองว่า
อย่างนั้นจะเป็นอย่างนั้น แบบนี้จะเป็นแบบนี้

เราทำได้แค่ดีที่สุด ชีวิตของเราทำได้แค่นี้แหละ
ความกังวลเป็นสิ่งที่เราไปรอเอาไว้ข้างหน้าเอง
เพราะฉะนั้นต่อให้ท่านจะกังวลแค่ไหน

ท่านก็ทำได้แค่ทำเหตุให้ดีเท่านั้นเอง

ดังนั้นถ้าทำเหตุให้ดีอย่างมีปัญญา
ไม่ต้องเป็นทุกข์ก็ได้
ทำเหตุให้ดีทุกขณะ ผลจะดีเอง
แต่ต่อให้ผลไม่ดีก็ทำเหตุให้ดีต่อไป
เรื่องมีแค่นี้ แล้วก็จะมีความสุขในทุกๆ วัน

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ “สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู”
AMARIN TV (26 ธันวาคม 57)
https://www.youtube.com/watch?v=9GRb1fSrXQY

สามารถดูคลิปวีดีโอ อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ในรายการนี้ทั้งหมดฉบับเต็มได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=zoCWqbLPQxw&list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5&index=14

สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่
http://suanyindee.net/

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์ดคำสอน) แค่ปล่อยมือ ก็เบา เป็นอิสระ

วันนี้ถ้าเราถืออะไรซักอย่าง แล้วบอกว่า
“..ช่วยทำอันนี้ให้เบาที มือฉันหนักเหลือเกิน..”
คุณก็ปล่อยสิ
“..นี่ฉันพยามที่จะปล่อย..”
คุณไม่ต้องพยามที่จะปล่อย คุณปล่อยเลย
พอปล่อยมันจะเบา
คุณไม่ต้องไปทำความเบา คุณแค่ปล่อย
ถ้าห้องนี้มันมืด อยากให้สว่าง
ไม่ต้องไปไล่ความมืด
แค่เปิดไฟ ทุกอย่างก็จบ
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
รายการ สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู (AMARIN TV)
(19 ธันวาคม 2557)

ดูคลิปรายการนี้ ธรรมบรรยายนี้ ฉบับเต็มได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=D6KFl6bMg7Y

ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจาก อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
http://www.suanyindee.net
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์ดคำสอน) มิตรภาพบนความถูกต้อง

อย่าให้ชัยชนะมันขึ้นมายิ่งใหญ่
เหนือความถูกต้องหรือความเป็นเพื่อน
ต่อให้เพื่อนของเราทำผิดพลาด
เราจะรับผิดชอบมันไปด้วยกัน ให้กำลังใจเพื่อน
ไม่ว่าเพื่อนจะทำสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ให้กำลังใจ
เกมทุกเกมไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่มีเกมไหนเป็นเรื่องใหญ่
หรือไม่มีเกมไหนที่จะใหญ่กว่ามิตรภาพหรือความถูกต้อง
อย่าทิ้งเพื่อนเพียงเพื่อชัยชนะ
จำไว้ ไม่งั้นวันหนึ่งเราจะไม่มีเพื่อนอีกเลย
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
โอวาทในคอร์สปฏิบัติธรรม
มัคค์น้อยแฟมิลี่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๗

ดูธรรมบรรยายนี้ฉบับเต็มได้ที่คลิปนี้
http://www.youtube.com/watch?v=bMRZLyo6SP4

ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจาก อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
http://www.suanyindee.net
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(การ์ดคำสอน) เพราะตอนนี้คือโอกาสทองในหมู่ดาว

“….พระพุทธเจ้าเองก็สั่งสมบารมีมาอย่างมากมาย ภายใต้ข้อจำกัดที่เยอะมาก กว่าที่ท่านจะตัดสินใจสละทุกอย่างแล้วก็หันหลัง แล้วก็เดินทางออกบวช โดยไม่ฟังคำทัดทานจากใครอีก เมื่อท่านรู้อย่างเต็มเปี่ยมแล้วว่าหนทางแห่งการพ้นทุกข์ น่าจะอยู่ที่ไหนสักที่นึง ซึ่งไม่ใช่ที่ๆ เราอยู่ เพราะมันเต็มไปด้วยความทุกข์
เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็ยังมีช่วงเวลาที่ต้องสั่งสม แต่ได้สร้างสัมมาทิฏฐิเอาไว้เป็นเบื้องหน้า เมื่อวันนั้นมาถึง แต่ละคนๆ ก็จะรู้เอง วันนี้เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ยังอยู่ในเพศนี้ก็ทำสิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละขณะ ไม่มีอะไร เมื่อเราทำสิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละขณะได้ ธรรมะก็จะอยู่ตรงนั้นเอง วันที่เรากลับไปเราก็ทำหน้าที่ เป็นแฟน เป็นสามี เป็นภรรยา ก็ทำหน้าที่ตรงนั้นอย่างดีที่สุด เมื่อถึงวันนึงก็จะได้ไม่ต้องโหยหา หวนหา เพราะในแต่ละขณะเราได้ทำอย่างดีที่สุดไปแล้ว เราคงเคยได้ยินคนที่บอกว่า ถ้ารู้อย่างนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ วันนั้นฉันจะทำอย่างนั้น วันนั้นฉันจะทำอย่างนี้ แล้วคนที่กำลังจะตายอาจจะได้พบความจริงอะไรบางอย่าง ก็จะรู้สึกว่า ถ้าฉันรู้อย่างนี้ วันนั้นฉันไม่น่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปเลย เพราะสุดท้ายความตายก็มาถึงฉันจนได้ แต่ถ้าเราทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดในแต่ละขณะคำนี้จะไม่เกิด เพราะว่าไม่รู้ว่าจะถอยหลังไปทำไม ต่อให้ถอยหลังไปก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะที่ผ่านมาทำดีที่สุดแล้ว
การปฏิบัติก็จะมีปรากฏการณ์เกิดขึ้นในแต่ละคน เป็นทั้งผลและเป็นทั้งเหตุ จากการเจริญมรรคจากการภาวนา ก็จะเกิดเป็นผล เกิดเป็นนิโรธบ้าง เกิดเป็นปัญญาบ้าง สิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเหตุ ที่จะทำให้เห็น แล้วก็เข้าใจ แล้วก็เดินทางต่อไป จุดเปลี่ยนของแต่ละคนในหนึ่งชีวิต บางครั้งมันเล็กจนกระทั่งไม่น่าเชื่อ แต่ละคนหากวันข้างหน้า อีก ๑๐ ปีข้างหน้าย้อนกลับมานึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะผ่านมา อาจจะในช่วงบวชก็ดี ก่อนบวชก็ดี หรืออะไรก็ดี นึกแล้วอาจจะต้องนั่งยิ้ม ยิ้มด้วยความหวาดเสียวนิดๆ ว่าถ้าเหตุการณ์นั้นมันเกิดไม่ใช่อย่างนั้นไปนิดเดียวแค่นั้นเอง วันนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย
เมื่อสิ่งนั้นเป็นปัจจัย สิ่งนี้เกิดขึ้นก็ได้ทำอย่างดีที่สุด ก็ไม่ละทิ้งโอกาสที่ได้เพียงชั่วเวลาหนึ่ง ด้วยเหตุปัจจัยก็ได้ส่งผลให้เขาเข้าใจความจริง ก็หวังว่าจะเป็นแรงผลักดัน เป็น drive ที่ทำให้เห็นแล้วก็เกิดความไม่ประมาทในการที่จะดำเนินชีวิต สั่งสมทุกอย่างไว้เพื่อวันข้างหน้าเมื่อมีโอกาสอีก แต่โอกาสไม่ได้อยู่ที่ตรงต้องเป็นอย่างนี้นะ โอกาสอยู่ในทุกขณะจิต ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ตรงนี้หรือไม่ ถ้าจะมองว่าวันนี้เป็นโอกาสหนึ่งที่ได้เข้ามาอยู่ในยิมซึ่งเต็มไปด้วยความพร้อม การฝึกทั้งพละกำลังในโรงยิมเป็นไปได้ง่ายเพราะมีอุปกรณ์ มีการควบคุมที่ค่อนข้างดีตามรูปแบบของนักบวช แต่ออกไปการสร้างกำลังก็ต้องใช้ลักษณะของ street fighter แล้วจับกังที่ต้องขนดิน ขนหิน ขนทราย ขนแบกข้าวสาร มีกำลังไม่น้อยกว่าคนที่วิ่งแล้วก็ทำฟิตเนสอยู่ในยิม แถมยังได้ประสบการณ์ที่แท้จริง เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง พ้นไปจากรูปแบบ เป็น street fighter สิ่งที่สั่งสมมาไว้ในยิมก็จะถูกนำออกมาใช้ จะเข้าใจโลกตามความเป็นจริง อยู่ตรงไหนก็ทำอะไรได้ทั้งนั้น
เราไม่ได้เกิดมาชาตินี้เพื่อมาเป็นทาส เราเกิดมาชาตินี้เพื่อมาเป็นอิสระ เราเป็นทาสกันมานาน ไม่มีชาติอื่นให้แก้ตัวแล้ว ไม่มีเหตุปัจจัยในชาติไหน ที่เข้ามารวมตัวกันพร้อมแบบนี้อีกแล้ว ถ้าเป็นวิถีการโคจรของดวงดาว นี่อาจจะเป็นการเรียงตัวกันของดวงดาวทุกดวงในสุริยจักรวาล หลังจากนี้ต่อไป แม้อีกวินาทีเดียว การเคลื่อนตัวของแต่ละดวงก็จะแยกทางกันออกไป แล้วโอกาสที่มันจะกลับมารวมกันเป็นเส้นเดียวแบบนี้อีก ไม่มีใครบอกได้อีกเลย มันอาจจะนานมาก ก็อย่าให้การเรียงตัวของดวงดาวในชาตินี้ ผ่านไปโดยเราไม่รู้เลย เราไม่ได้เกิดมาเพื่อมาเวียนว่ายตายเกิดต่อ แต่เราเกิดมาเพื่อหลุดพ้น เราได้พบทางแล้ว
เดินออกไปให้ได้…”
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
(๖ กันยายน ๒๕๕๗)

ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจาก อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
http://www.suanyindee.net
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/