ผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนศาสนาทั้งปวงผู้ยิ่งใหญ่

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
        ครั้งหนึ่งเคยมีบาทหลวงมากราบบังคมทูลขอให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชหันมานับถือคริสต์ศาสนา สมเด็จพระนารายณ์ถามว่า “ทำไมจึงตัองนับถือศาสนาเดียวกัน” บาทหลวงตอบว่า “เพื่อจะได้ร่วมทางไปสวรรค์ ณ จุดหมายปลายทางเดียวกัน”
        สมเด็จพระนารายณ์จึงรับสั่งว่า “การที่พระผู้เป็นเจ้าของท่าน สร้างดอกไม้ให้มีหลายสี ก็ให้เห็นถึงน้ำพระทัยว่าต้องการให้มีความหลากหลาย ไม่อย่างนั้นก็คงทรงบันดาลให้ดอกไม้ทั้งหมดเป็นสีเดียว ในเมื่อทรงมหิทธานุภาพขนาดนั้นทำไมจะทำไม่ได้ แต่เมื่อทรงบันดาลให้ดอกไม้มีหลายสีหลายกลิ่น เห็นไหมว่าเมื่อนำดอกไม้ทั้งหมดมามัดร้อยกันแล้วปักในแจกันขึ้นแท่นบูชาพระผู้เป็นเจ้านั้น ทรงพอพระทัย หรือท่านเห็นว่าไม่พอพระทัย?”
        บาทหลวงก็ยังคะยั้นคะยอให้นับถือเถิด สมเด็จพระนารายณ์จึงโยนไพ่ใบสุดท้าย “ในเมื่อพระผู้เป็นเจ้าของท่านนั้นทรงมหิทธานุภาพยิ่งใหญ่ บันดาลทุกอย่าง แม้กระทั่งสร้างโลกก็ยังได้ ขอให้ท่านไว้วางใจเถิดว่าถ้าพระองค์ปรารถนาให้เรานับถือศาสนาเดียวกับท่านคือนับถือพระองค์ ไม่ให้นับถือศาสนาอื่นแล้ว สุดแต่น้ำพระทัยจะบันดาลเถิด ท่านอย่ามาบันดาลเลย” บาทหลวงจึงไม่พูดเรื่องนี้อีกเลยตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
        อย่างนี้จึงทำให้เราอยู่กันได้โดยไม่มีปัญหา คำว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ท่านจะไม่เคยคำนี้ในรัฐธรรมนูญประเทศใดในโลกอีกเลย นอกจากประเทศไทย คำว่า อัครศาสนูปถัมภก ผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนศาสนาทั้งปวงผู้ยิ่งใหญ่
เรียบเรียงจากศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม
ในการบรรยาย การดำเนินการนโยบายการส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ
https://youtu.be/2N3dogBVfU4
https://youtu.be/fIJvLgkX7GA
Advertisements

เล่าเรื่อง อันตรายจากการดื่มกาแฟ

20160229_101246-2
ถ้าจะดูว่ากินกาแฟมีผลเสียไหม
ให้ดูตอนที่ไม่ได้กิน อย่าดูตอนกิน
เพราะตอนกินไปแล้วมันไปกระตุ้นร่างกาย
ดูตอนนั้นเราจะเห็นแต่สิ่งดี ๆ
อะไร ๆ ก็ดีไปหมด ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า ฯลฯ
แต่สิ่งที่ไม่ดี
มันแสดงอาการตอนหลังจากนั้น
ตอนที่ไม่ได้กินนี่ล่ะ
ส่งผลยังไงกับร่างกายบ้าง
สิ่งที่เจอกับตัวเองนะคะ ไม่ต้องอาศัยงานวิจัยที่ไหนเลย
ตัวเราเองนี่แหละ งานวิจัยที่ดีที่สุด
เราว่าหลายคนที่ดื่มกาแฟ มีอาการคล้าย ๆ กับเรานี่เลย
ถ้าเราไม่เอาแต่หลอกตัวเองกันนะคะ
เราก็รู้ได้เองว่าอาการเหล่านี้คือความผิดปกติของร่างกาย
ช่วงที่กินกาแฟ ตัวแห้ง ผิวแห้ง คอแห้งผากบ่อย ๆ
ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
ดื่มน้ำไปก็ไม่เคยรู้สึกชุ่มชื่นร่างกาย ไม่เคยอิ่ม
พอไม่ได้กินกาแฟ จะง่วง ซึม เซื่อง
สมองเฉื่อยชา
ปวดหัว
พอกินไปนาน ๆ เข้า
กาแฟแบบธรรมดากินแล้วเอาไม่อยู่
ง่วงซึม เซื่อง สมองเฉื่อยชา ปวดหัว
ต้องเปลี่ยนมากินกาแฟแบบเข้มขึ้น
แล้วมันต้องกินบ่อยมากขึ้น
จากแค่วันละแก้ว เริ่มกลายเป็นวันละ 2-3 แก้ว
ไม่งั้นซึมเซื่องลงไป
นานวันอาการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเริ่มหนักข้อขึ้น
ที่สำคัญมันกลายเป็นว่าไม่กินไม่ได้
แทบจะต้องกินทุก 2-3 ชั่วโมง
ไม่งั้นปวดหัว สมองไปหมด ง่วง ซึม
เบลอไปเลย
ลองถามตัวเราเอง
คนร่างกายปกติที่ไหนหรอ นั่ง ๆ อยู่ดี ๆ
จะมีอาการมึน ซึม เซื่อง ปวดหัว สมองเฉื่อยชาลงไป
นี่คืออาการของคนที่กินกาแฟแล้วร่างกายแข็งแรงปกติดีงั้นหรือ ???
ถ้าเราไม่เอาแต่หลอกตัวเองกันนะคะ
เราก็รู้ได้เองว่าอาการเหล่านี้คือความผิดปกติของร่างกาย

——————-

เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราเลิกแล้วค่ะ
เรากลับมาดูแลสุขภาพด้วยวิธีที่ดีกว่านั้นดีกว่า
ที่ได้ผลแน่นอนกว่า
ทำโยคะ
กินอาหารให้หลากหลาย มีประโยชน์
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินนอนตามเวลาของร่างกาย
ตอนเลิกกาแฟใหม่ ๆ อาการง่วง ซึม เซื่อง ปวดหัว หนักมาก
แต่พอเลิกนานไป อาการก็ค่อย ๆ หายค่ะ
สุภาพค่อย ๆ กลับมาฟื้นฟู
ไม่ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยผิดปกติ
ผิว เริ่มกลับมาชุ่มชื้น
อาการผิดปกติเริ่มหายไป
อาการเจ็บไข้ได้ป่วยหลายอย่างเริ่มหายไปเอง
ตอนนี้มาทำโยคะทุกวันแล้ว ร่างกายดีขึ้นมาก ๆๆๆ ค่ะ
ถ้าง่วงก็ลุกไปทำอย่างอื่น ล้างหน้า ออกไปเดิน ๆ สูดอากาศ
ล้างจาน ถูกบ้าน เช็ดโต๊ะ ทำอย่างอื่นที่ร่างกายโดนน้ำ
หรือออกไปวิ่ง ๆ ขี่จักรยาน เดี๋ยวก็หายง่วงค่ะ
ถ้าไม่ใช่อาการง่วงซึมเซื่องที่เกิดจากผลข้างเคียงของกาแฟล่ะก็
ปกติทำอะไรอย่างอื่นซักหน่อยก็หายง่วงแล้วค่ะ
ถึงมีคนชอบเอางานวิจัยมาโชว์ว่ากินกาแฟแล้วอายุยืนโน่นนี่นั่น
เราว่านะ ไม่ต้องอายุยืนด้วยการเสี่ยงกินกาแฟหรอกค่ะ
ในเมื่อผลเสียมันเห็นผลในปัจจุบันต่อหน้าต่อตาขนาดนี้แล้ว
ไม่ต้องเสี่ยงรออีก 50 ปีว่าจะอายุยืนไหมหรอก
ถ้าอยากอายุยืนจริง ๆ อายุยืนแบบสุขภาพดีด้วย

ไปทำอย่างอื่นดีกว่า

เรากลับมาดูแลสุขภาพด้วยวิธีที่ดีกว่านั้นดีกว่า

วิธีที่ดีจริง ๆ และตัวเราเองแน่ใจได้ว่านี่คือการดูแลสุขภาพจริง ๆ

กินอาหารให้หลากหลาย มีประโยชน์

ออกกำลังกาย ทำโยคะ

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินนอนตามเวลาของร่างกาย

นี่ต่างหากคือสิ่งที่เราต้องทำ

ตำนานพลังแห่งความอ่อนโยนและมิตรไมตรี

มีตำนานเก่าแก่ เรื่องราวเกี่ยวกับพระอาทิตย์และสายลม…
พวกเขาเถียงกันว่าใครมีพลังอำนาจมากกว่ากัน สายลมบอกว่า “เห็นชายหนุ่มที่ใส่เสื้อคลุมคนนั้นไหม คอยดูให้ดีนะ ด้วยพลังอำนาจของเรา เราสามารถทำให้เขาถอดเสื้อคลุมได้”
พระอาทิตย์ได้ยินดังนั้นจึงเลี่ยงไปอยู่หลังก้อนเมฆเพื่อให้สายลมได้ทำในสิ่งที่ต้องการอย่างเต็มที่
สายลมเริ่มพัด แล้วพัดอย่างแรงกล้า แรงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มกลายเป็นพายุใหญ่ ชายหนุ่มคนนั้นก้มตัวลงดึงเสื้อคลุมมากอดรัดแน่นขึ้นเพื่อต้านลมเพื่อพยุงตัวให้ยืนอยู่ได้ ยิ่งสายลมพัดแรงขึ้น ชายหนุ่มยิ่งกอดรัดเสื้อคลุมที่เขาสวมอยู่แน่นยิ่งขึ้น จนในที่สุดสายลมรู้สึกว่าเปล่าประโยชน์ จึงค่อยๆ หยุดพัด แล้วถอยออกมา
พระอาทิตย์จึงออกมาจากก้อนเมฆ ยิ้มให้กับชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน แล้วค่อยๆ แผดแสง…
ชายหนุ่มยกมือขึ้นซับเหงื่อที่หน้าผาก เงยหน้าขึ้นมองพระอาทิตย์ แล้วจึงถอดเสื้อคลุมออก
พระอาทิตย์ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับชายหนุ่มและสายลม แล้วกล่าวว่า..
“ด้วยพลังอำนาจของเรา หากเราแผดแสงอย่างแรงกล้า เราอาจทำเขาตายไปเสียก่อน แต่ความอ่อนโยนและความมีมิตรไมตรีนั้นมีพลังอำนาจมากกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะเราไม่ได้ต้องการทำร้ายอะไรใคร เราเพียงแต่ปรารถนาจะให้ในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาด้วยความเป็นมิตรเพียงเท่านั้น นั่นคือทั้งหมดที่เราทำ”
20140816_141300-9

เรียบเรียงจากนิทานเก่าแก่อีสป

การให้อภัยที่ยิ่งใหญ่

เด็กหนุ่มอายุพึ่งจะ 14 ปี ได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญ เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลหยิกสกปรกและยุ่งเหยิง อีกทั้งด้วยใบหน้าที่ซูบผอมเหมือนเด็กขี้โรค ได้ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เขาได้ลั่นไกสังหารเด็กอีกคนหนึ่งเข้าที่กลางทรวงอก จนล้มลงต่อหน้า
หลังสิ้นเสียงปืน ด้วยมือที่สั่นเทา เขารู้สึกมึนงง หูของเขายังคงอื้ออึง ด้วยเสียงปืนที่พึ่งลั่นออกไปและเสียงเพื่อนที่ร้องตะโกนเชียรอยู่รอบข้าง
สองมือที่ยังสั่นที่ยังประคองปืนอยู่ เขาก้มหน้ามองเด็กชายอีกคนหนึ่งที่ล้มลงนอนจมกองเลือด
หัวใจเขาเต้นระรัวด้วยความเจ็บปวด รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาฆ่าคน
หลังจากเหตุการณ์นี้ เขาหนีหัวซุกหัวซุน มีชีวิตอยู่กับความหวาดผวายิ่งกว่าทุกครั้งที่เคยเป็นมา ชีวิตการเป็นเด็กข้างถนนของเขาที่ต้องอยู่อย่างหิวโหยและหวาดกลัวเทียบไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ครั้งนี้ การฆ่าเด็กคนนั้นเพียงเพื่อให้เพื่อนๆ ในแก๊งยอมรับ แต่กลับสร้างผลร้ายแรงนัก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับชีวิตเขา และชีวิตของเขาจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกตลอดไป
ในที่สุดเขาถูกตำรวจจับได้
เขาถูกนำตัวขึ้นศาลดำเนินคดี
ในศาล เมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง เขาได้เห็นแววตาของความเจ็บปวด แววตาที่เหมือนมีน้ำตาเอ่อคลอ แต่กลับเป็นแววตาที่จ้องมองมาด้วยความเคียดแค้นอัดแน่น แววตาที่จ้องมองมาที่เขา แววตาของคนเป็นแม่ แม่ของเด็กชายคนที่เขาฆ่า
เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากหลบตาและก้มหน้านิ่ง
แม่ของเด็กชายผู้เสียชีวิต เดินตรงเข้ามาหาเขา เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม่ของเด็กคนนั้น แต่ด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบเธอพูดออกมา “ฉันจะฆ่าเธอ”
ในที่สุดเขาถูกตัดสินจำคุก
ในคุก ความที่เป็นเด็กข้างถนน เขาไม่มีพ่อแม่ เขาไม่มีญาติ เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีใครที่ไหนอีก
แม่ของเด็กคนนั้น เป็นคนเดียวที่มาเยี่ยมเขา ตลอดเวลาจนกระทั่งพ้นโทษ
เพราะความที่เคยมีคดีติดตัว เมื่อแม่ของเด็กคนนั้นได้รู้ว่าเขาไม่สามารถหางานทำได้เลย แม่ของเด็กคนนั้นจึงหางานให้เขาทำ
เมื่อรู้ว่าเขาไม่มีบ้าน ไม่มีที่จะไป แม่ของเด็กคนนั้นจึงให้เขาได้เข้ามาอยู่อาศัยในบ้านด้วย
เขาได้ไปทำงาน ได้กลับมานอนในบ้าน ได้มีข้าวให้กิน ได้มีที่พักอาศัย
วันเวลาผ่านไป ชีวิตของเขาได้ดำเนินอยู่บนวิถีใหม่
เย็นวันหนึ่งแม่ของเด็กคนนั้นเรียกเขาเข้ามาในห้อง เธอและเขานั่งอยู่บนโซฟา เธอเอ่ยขึ้นว่า “เธอจำได้ไหม ตอนอยู่ในศาล ฉันบอกเธอว่า ฉันจะฆ่าเธอ”
“จำได้ครับ”
แม่ของเด็กคนนั้นมองหน้าเขาและพูดต่อว่า “ฉันไม่ต้องการเห็นคนที่ฆ่าลูกฉันมีชีวิตอยู่ ฉันไปเยี่ยมเธอในคุก หางานให้เธอทำ ให้เธอได้มีบ้านอยู่อาศัยที่ปลอดภัย”
เด็กหนุ่มมองหน้าแม่ของเด็กคนนั้น ผู้หญิงที่ช่วยเหลือเขาให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ทุกอย่าง เขาไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร ทำไมเธอถึงเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเธอต้องการฆ่าเขาในวันนี้อย่างงั้นหรือ?
แม่ของเด็กคนนั้นมองลอยออกไป เหมือนพูดกับสายลม “ตอนนี้เจ้าเด็กวัยรุ่นคนนั้นได้ตายไปแล้ว”
เธอสูดหายใจลึกและหันกลับมา เด็กหนุ่มมองเห็นน้ำตาที่เอ่อคลอของผู้หญิงตรงหน้า
เขารู้สึกผิด เจ็บปวด และรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของผู้หญิงคนนี้
“ตอนนี้เธอคือคนใหม่แล้ว” เธอพูดต่อไป
“ฉันคิดว่าถ้าเธออยากอยู่ที่นี่กับฉัน บางทีฉันอยากรับเธอเป็นลูก เธอจะเป็นลูกให้ฉันได้ไหม”
เด็กหนุ่มยกมือขึ้นปาดน้ำตา เขาโผเข้ากอดเธอ ทั้งเธอและเขาร้องไห้
เด็กข้างถนนที่ไม่เคยมีพ่อแม่ ไม่เคยมีบ้าน ไม่เคยมีสิ่งใด
วันนี้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว
จากการให้อภัยที่ยิ่งใหญ่
จากผู้หญิงคนนี้ คนที่เป็นแม่คนหนึ่ง
(จากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอเมริกา)

นิทานเรื่อง “โรงเรียนสัตว์” นิทานสะท้อนมุมชีวิต

ความรู้เสริมจากทางโลก ที่จะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม
จากศาสตร์สาขาวิชาอื่น หรือจากศาสนาอื่นๆ ข้อคิด คำคม วิถีการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… ฝูงสัตว์ลงมติว่าพวกเขาจะต้องทำอะไรสักอย่างเยี่ยงวีรบุรุษเพื่อสะสางปัญหาของ “โลกใหม่”
พวกเขาจึงจัดตั้งโรงเรียน กำหนดหลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาเรื่องการวิ่ง การปีนไต่ การว่ายน้ำ และการบิน
เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารงาน สัตว์ทุกประเภทต้องสอบผ่านทุกวิชา
เป็ดทำได้ยอดเยี่ยมในวิชาว่ายน้ำ อันที่จริงเก่งกว่าครูผู้ฝึกสอนเสียอีก แต่กลับได้คะแนนแค่พอผ่านในวิชาการบิน คะแนนแย่มากในวิชาวิ่ง ในเมื่อทำวิชาวิ่งได้ไม่ดี ก็ต้องเลิกฝึกการว่ายน้ำไปก่อนเพื่อมาซ้อมการวิ่งต่อหลังโรงเรียนเลิก
การติวเข้มดำเนินไปนานจนพังผืดตีนเป็ดบาดเจ็บ คะแนนว่ายน้ำจึงตกมาอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย
ในเมื่อคะแนนเฉลี่ยเป็นเกณฑ์วัดที่ยอมรับได้ในโรงเรียน ก็ไม่มีใครเป็นห่วงกังวลอะไรอีก ยกเว้นแต่เป็ด
กระต่ายเป็นที่หนึ่งในชั้นในวิชาวิ่ง แต่ถึงขั้นสติแตกเมื่อต้องลงวิชาว่ายน้ำ
กระรอกทำได้ยอดเยี่ยมวิชาปีนไต่ จนกระทั่งถึงวิชาการบิน ในยามที่ครูบังคับให้ร่อนขึ้นจากพื้นดิน แทนที่จะยอมให้กระรอกร่อนลงจากยอดไม้
กระรอกเป็นตะคริวจากการฝึกสาหัส จนคะแนนเหลือเพียง C ในวิชาปีนไต่ และได้ D ในวิชาวิ่ง
นกอินทรีย์เป็นเด็กมีปัญหา ถูกลงโทษกำกับวินัยรุนแรงที่สุด ในวิชาปีนไต่นกอินทรีย์เอาชนะเพื่อนได้ทุกตัวในการขึ้นไปถึงยอดไม้ แต่กลับใช้วิธีการของตัวเองขึ้นไปอยู่บนนั้น
เมื่อถึงสิ้นปีการศึกษา ปลาไหลที่ผ่านโรงเรียนสัตว์มาแล้ว ว่ายน้ำได้ยอดเยี่ยม วิ่งก็ได้ด้วย ปีนไต่ต้นไม้และบินได้นิดหน่อย รวมแล้วได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้เป็นตัวแทนของชั้นเรียนกล่าวคำอำลาสถาบัน
หมาจิ้งจอกทุ่งหญ้าเลิกเรียนกลางคัน ต้องแบกภาระภาษีอุดหนุนการศึกษาไว้เอง เพราะว่าฝ่ายบริหารของโรงเรียนยืนกรานไม่ยอมบรรจุวิชาขุดหลุมไว้ในหลักสูตร
หมาจิ้งจอกส่งลูกไปเป็นเด็กฝึกงานกับตัวแบดเจอร์
และต่อมาได้ร่วมกับตัวตุ่นและกระรอกดิน จัดตั้งโรงเรียนเอกชนขึ้นมาจนประสบความสำเร็จได้
นิทานเรื่อง “โรงเรียนสัตว์”
ดร. อาร์ เอช. รีฟส์ (George Reavis)

ความน่ากลัวของสังสารวัฏ

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าออกเสด็จบิณฑบาตร
แล้วพอเห็นสุนัขข้างถนนท่านก็แย้มพระสรวร
ก็คือท่านยิ้ม พระอานนท์จึงเดินเข้ามาแล้วถามว่า
มีอะไรหรือพระเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าบอก
“อานนท์ สุนัขตัวนี้ชาติที่แล้วเป็นลูกกษัตริย์
ก่อนหน้าเป็นลูกกษัตริย์เป็นหมูในเล้า
ก่อนหน้าหมูในเล้าเป็นเทวดา”
พระอานนท์พอได้ยินเท่านี้เอง
โอโหสังสารวัฏนี้น่ากลัวยิ่ง
ผมถามว่าตอนเป็นมนุษย์จะรู้ไหมครับ
รู้ไหมครับว่าชาติหน้าจะเป็นหมา
มีใครรู้ไหมครับที่นั่งอยู่นี่
ชาติหน้าสมมุติว่าท่านต้องเป็นอย่างนี้
อย่างที่พระพุทธเจ้าพูดนี้
ไม่รู้
ชาตินี้ที่ว่าร่ำรวยยิ่งใหญ่นักหนา
ชาติที่แล้วเป็นหมูในเล้า
มีใครรู้ไหม
ก่อนหน้านั้นเป็นเทวดา
ตอนเป็นหมูรู้ไหมครับว่าคราวก่อนเป็นเทวดา
ไม่รู้
มีคนทูลถามท่านว่าแล้วโอกาสที่มนุษย์
จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีแค่ไหน
โอโหถ้าได้ยินท่านอุปมายิ่งหนักเลย
แปลว่าชาติที่ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว
กว่าจะได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้นนานลิบ
ถ้าเห็นความจริงอย่างนี้
จะไม่กล้าประมาทเลยกับชีวิต
เพราะอะไรครับ
ในพระไตรปิฏกท่านบอกเลยว่า
อุปมาเสมือนเต่าตาบอดตัวหนึ่ง
อยู่กลางทะเลที่กว้างใหญ่
ร้อยปีจะขึ้นมาหายใจหนหนึ่ง
ทะเลนั้นมีเรืออยู่ลำเดียว
ซึ่งอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้
เผอิญว่าคนบนเรือเอากระบอกไม้ตักลงไปในน้ำ
โอกาสที่เต่าตาบอกตัวนั้นร้อยปี
โผล่หัวขึ้นมาหายใจ
จะหัวเสียบเข้าไปในกระบอก
ที่ผู้ชายคนนั้นตักลงไปพอดี
นั่นคือโอกาสที่มนุษย์จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
จากธรรมบรรยายเรื่อง “สติ(ตัวจริง) ความอัศจรรย์ ที่เราไม่เคยรู้จัก”

ท่านสามารถดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายฉบับเต็มได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=D7JS5iVd2jg

และสามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

ลูกเจี๊ยบผู้หลงโลก

ลูกเจี๊ยบผู้หลงโลก
ลูกเจี๊ยบ เกิดมาในโรงเลี้ยง โรงเลี้ยงไก่มีไก่เต็มเลย ลูกเจี๊ยบค่อยๆ ถูกฟักออกมาจากไข่ แล้วก็ค่อยๆ โตขึ้นมา ได้อาหารที่อยู่ในรางแล้วก็กินอาหารกัน ค่อยๆ โตขึ้นทุกวัน
เมื่อโตขึ้นก็เริ่มรู้จักที่จะแย่ง เริ่มรู้จักที่จะต้องการที่จะมีพื้นที่ ก็เริ่มมีการทะเลาะเบาะแว้ง เพื่อจะให้ได้พื้นที่ของตัวเอง เริ่มมีการขัดแย้งกันเพื่อจะให้ได้ตัวเมีย อยากจะได้ตัวเมียมาเป็นเจ้าของ อยากจะได้พื้นที่มาเป็นเจ้าของก็เริ่มมีการจิกตีกัน ทะเลาะกันไม่ได้หยุด
ทุกวันก็กินอาหารในรางแล้วก็โตขึ้น โตขึ้น โตขึ้น การทะเลาะเบาะแว้งแย่งพื้นที่ แย่งตัวเมียก็เกิดขึ้นในทุกๆ วัน ทุกๆ วัน ทุกๆ วัน อยากที่จะเป็นใหญ่ อยากที่จะเป็นผู้นำ ไก่เหล่านั้นล้วนจิกตีกันไม่ได้หยุด ทะเลาะกันไม่ได้หยุด
จนกระทั่งถึงวันที่โตเต็มวัยพร้อมที่เขาจะเอาไป เขาก็จับมันต้อนเข้าสุ่ม ต้อนเข้าสุ่ม มันก็แย่งกันทะเลาะกันเพื่อจะเดินนำหน้าบ้าง เพื่อจะเอาตัวเมียบ้าง อันนี้ของฉัน ตัวเมียของฉัน อันนี้พื้นที่ของฉัน ฉันต้องเดินตรงนี้ จนกระทั่งเข้าไปอยู่ในสุ่มในกล่องที่ท่านอาจจะเคยเห็นในรถบรรทุก เป็นลังใหญ่ๆ หน่อย ไก่ก็ถูกจับเข้าไปอยู่ในนั้นมันก็จิกตีกัน ทะเลาะกันเพื่อจะบอกว่าตรงนี้ของฉัน พื้นที่ตรงนี้ของฉันนะ เธออย่ามาเอาตรงนี้ของฉัน ของฉัน รถก็วิ่งผ่านไฟแดงไปอยู่บนทางมันก็ทะเลาะกัน รถเบรกก็หัวทิ่ม หัวทิ่มมันก็ทะเลาะกัน แกอย่ามาชนฉัน แกอย่ามาโดนฉัน ทะเลาะกันไม่ได้หยุด แย่งตัวเมียกันไม่ได้หยุด
มันหารู้ไม่ว่าตั้งแต่วินาทีที่มันเกิด จนกระทั่งตอนนี้กำลังจะถูกส่งเข้าโรงเชือด มันมีชีวิตที่จำกัดมากๆ แต่มันยังทะเลาะกัน มันยังตีกันทั้งๆ ที่รู้ว่าปลายทางคือความตาย แต่มันไม่รู้ถึงแม้ว่ามันจะรู้ก็ตาม แต่ไม่น่าเชื่อว่าตลอดทางของการมีชีวิตมันประมาทเหลือเกิน มันไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่กำลังก่อ กำลังทำ กำลังสร้างกรรม กำลังสร้างอกุศล ล้วนแต่พาให้ชีวิตตกต่ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงอาจจะเป็นภพชาติหน้าก็ตาม
จนกระทั่งรถวิ่งไปถึงโรงเชือด เขาเปิดสุ่ม มันก็ยังทะเลาะกัน แย่งที่จะเดินข้างหน้า ฉันต้องเดินข้างหน้า แกต้องเดินข้างหลัง รู้รึเปล่าว่าฉันเป็นใคร อันนี้ตัวเมียของฉัน แล้วมันก็เดินเข้าไปในราง จนขณะที่มันกำลังทะเลาะ กำลังแย่ง กำลังจิกตี มีดก็ปาดคอ ฟึด! อย่างรวดเร็ว แล้วก็สิ้นใจ ล้มลง ท่ามกลางเลือดของตัวเอง แล้วก็จบชีวิตไปอีกหนึ่งชาติ
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เราจะเห็นเลยว่าไก่ประมาทเหลือเกิน มันจะตีกันไปทำไมนักหนา อยู่ในสุ่มก็จะตายกันอยู่แล้ว
ถ้าเราย้อนกลับมา ความจริงชีวิตของมันถูกล็อกไว้ด้วยความตายตั้งแต่วันที่มันเกิดแล้วล่ะ
เราอาจจะบอกว่า “ใช่ มันถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นอาหารของเรา ยังไงมันก็ตาย” จะไก่สี่สิบแปดวัน ไก่สี่สิบหกวัน มันก็ตาย
แล้วไก่อย่างพวกเราล่ะ แปดสิบปี เจ็ดสิบปี หรือจะหกสิบปี หรือจะกี่ปีก็ตาม ไม่ตายหรือ?
แล้ววันนี้ระหว่างตั้งแต่คลอดออกมา จนกระทั่งถึงตอนนี้ ไม่ได้จิกตีกันเพื่อเรื่องแย่งพื้นที่แย่งตัวเมีย แย่งอาหาร แย่งทรัพย์สินแย่งทุกอย่างกันหรือ?
แล้วปลายทางของพวกท่านคืออะไร?
วันนี้ชีวิตอาจจะกำลังอยู่ในสุ่มที่เขากำลังขนไปใกล้ๆ โรงเชือดแล้ว ยังจิกตีกันไม่เลิก ยังทะเลาะกันไม่เลิก ทะเลาะกันไปจนกระทั่งถึงว่าข้าจะต้องเดินข้างหน้าเพื่อจะเข้าสู่แดนประหารหรือเปล่า?
เราไม่ประมาทแน่นะ หรือว่าตอนนี้เรากำลังประมาท ถ้าเราไม่ประมาทผมก็อนุโมทนาสาธุด้วย แต่ถ้าท่านประมาท น่าจะหยุด แล้วหันกลับมาดูตัวเอง ชีวิตของเราใกล้จะถูกเชือดเต็มที ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน อีกไม่นาน
ความตายเป็นสิ่งที่มาถึงแน่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเตือนเอาไว้ตลอด ที่ให้ทำมรณสติก็ดี ให้อยู่ด้วยความไม่ประมาทก็ดี เพราะวันนั้นมาถึงแน่ ไม่ได้ขึ้นกับอยากหรือไม่อยากของใคร
ตอนนี้เวลาที่ท่านกำลังฟังผมอยู่อาจจะเป็นเวลาประมาณซักตีห้าสี่สิบ หรือตีห้าสี่สิบห้าก็ตาม หกโมงเช้ามาถึงแน่ หกโมงเช้ามาถึงแน่ไม่ขึ้นกับอยากหรือไม่อยากของใคร ต่อให้ตอนนี้ท่านอยากให้มันถึงหกโมงเช้าเร็วๆ หกโมงเช้าก็มาถึงแน่โดยไม่ขึ้นกับความอยากของท่าน ต่อให้ท่านกำลังมีความสุขกับการฟังธรรมท่านไม่อยากจะให้ถึงหกโมงเช้าเลย หกโมงเช้าก็มาถึงแน่ ไม่ขึ้นกับความไม่อยากของใคร
อยากหรือไม่อยากของใคร ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความจริงนั้นเลย
แล้วผมอยากจะบอกว่าถ้าหกโมงเช้ามาถึงจริงๆ ผมอาจจะไม่มีเวลาพูดจนถึงตอนนั้น แต่ผมอยากจะให้ท่านหันไปดูนาฬิกาแล้วบอกตัวเองว่าเมื่อหกโมงเช้ามาถึง มันคือตอนไหน?
ท่านจะบอกว่าตอนที่หกโมงเช้ามาถึง มันคือ “ตอนนี้”
เหมือนกันครับ เมื่อความตายมาถึงจริงๆ มันจะคือ “ตอนนี้” มันจะคือตอนนี้ของทุกๆ คน มันจะคือปัจจุบันของทุกคน ถ้าตอนนี้เรายังไม่พร้อม ตอนนั้นก็คือตอนนี้ เช่นกันท่านจะไม่พร้อมเลย
เพราะฉะนั้นอย่าเป็นไก่ในสุ่มที่เอาแต่จิกตีกัน
กลับมาดูแลตัวเอง กลับมาหันมาสนใจที่จะปฏิบัติภาวนา อยู่ในศีล อยู่ในธรรม วันนี้เรายังมีชีวิตอยู่ ให้บอกตัวเองว่าเช้านี้เรามีโอกาสดีจริงๆ ที่มีโอกาสได้ออกไปจากบ้าน ออกไปปฏิบัติธรรม ออกไปช่วยเหลือผู้คน ไม่ว่าท่านจะทำงานอะไร ท่านจะต้องปฏิสัมพันธ์กับใคร ท่านสามารถหาความสุขในชีวิตได้ด้วยการปฏิบัติธรรม ด้วยการดีกับทุกๆ คน ยิ้มแย้มกับทุกคน ช่วยเหลือทุกคนที่กำลังลำบาก ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ใช้สิ่งที่ท่านมีช่วยเหลือทุกคน แล้วสังคมจะเป็นสุข แล้ววันนี้ท่านจะได้ปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องไปที่ไหน เพราะปฏิบัติธรรมจริงๆ อยู่ที่กายกับใจของท่านเอง
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

จากธรรมบรรยายในรายการ “สุขทุกวัน ๗ วัน ๗ กูรู”
AMARIN TV HD (๒๓ มกราคม ๒๕๕๘)
https://www.youtube.com/watch?v=5LiHXTRHP1o

หรือดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายฉบับเต็มได้ที่นี่
https://youtu.be/xkZmKtrHH5Q?list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5

ศึกษาธรรมะข้อธรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
https://makkanuka.wordpress.com/

เธอจงใส่การปฏิบัติธรรมเข้าไปในชีวิต

เธอจงใส่การปฏิบัติธรรมเข้าไปในชีวิต
พ่อหนุ่ม จะบอกการปฏิบัติให้พ่อหนุ่มอีกอย่างหนึ่ง ให้เอาไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้เลย
คือคนทุกคนแต่ละวันจะทำงานหรือไม่ทำงานก็ตาม เขาจะอยู่ในอิริยาบถสี่ คืออิริยาบถหนึ่ง คือ ยืน แต่ว่ายืนนั่นส่วนน้อย เดิน เช่นเดินออกนอกบ้านไปขึ้นรถ หรือเดินเที่ยวเดินออกกำลังกาย เดินชมของในศูนย์การค้า หรือเดินชมต้นไม้ในบ้านเป็นต้น นั่ง หรืออิริยาบถนั่ง เราต้องนั่งทำงาน นั่งกินอาหาร นั่งพักผ่อนหย่อนใจ นั่งเล่น อิริยาบถนอน นอนเล่นๆ นอนจริงๆ นอนให้หลับ คนหนึ่งๆ ก็มีสี่อิริยาบถ ฉะนั้นในทุกอิริยาบถ เราใส่องค์ภาวนาเข้าไป
เช่นนั่งทำงานนี่ให้เข้าใจว่า นั่งนั่นก็ว่างจากตัวกูผู้นั่ง เป็นเพียงสักว่าธาตุชนิดหนึ่งที่กองอยู่บนเก้าอี้ แล้วมือก็เขียนหนังสือไป สมองก็ทำงานไป ทำไปว่างๆ โดยไม่มีตัวกูผู้กระทำ หรือทำโดยไม่ต้องมีตัว มีแต่ธาตุว่างกับงานว่างเท่านั้น แล้วจะทำงานเพลิน
เหมือนเด็กๆ เล่นกีฬา เมื่อไม่มีตัวกูผู้เล่น มีแต่ธาตุอย่างหนึ่งที่แกว่งไปแกว่งมา เพื่อจับลูกวอลเล่ย์บอลใส่ให้ตรงห่วงด้วยสมาธิ เป็นการฝึกสมาธิให้ชำนาญ เป็นการฝึกทักษะหรือปัญญาในการตัดสินใจให้แม่นยำ อย่างนี้ก็ต้องอาศัยจิตว่างในการเล่น มีทั้งสมาธิและปัญญาที่ต้องเอามาใช้ ก็ออกจากจิตว่างทั้งนั้น เรียกว่าเล่นด้วยความว่าง เล่นเพลินแล้วก็สนุกด้วย เพราะไม่มีตัวกู เรียกว่าว่างจากตัวกู ไม่ใช่ว่าโยนลงไปลูกไม่ลงห่วงแล้วเจ็บใจตัวเอง ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างนั้นไม่สนุกแล้ว ตัวกูเกิดแล้ว ทุกข์เกิดแล้ว จิตไม่ว่างแล้วสติปัญญาขาดแล้ว
เช่น ทีมบอลของประเทศไทย ส่วนมากตอนแรกจะได้ลูกนำไปก่อนหนึ่งลูก แล้วฝ่ายตรงข้ามก็พยายามเล่นด้วยจิตนิ่ง จิตว่าง ใช้สติปัญญากำกับอย่างดี จนได้ลูกเสมอกัน ๑-๑ พอต่อไปฝ่ายตรงข้ามก็โหม่งเข้าอีก เป็นสองต่อหนึ่ง ของไทยก็ใจผิดปกติแล้วเล่นกันไม่เป็นขบวนการแล้ว จิตไม่นิ่งแล้วสมาธิหายหมดแล้ว ปัญญาก็หดหายไปหมด ผลออกมาก็คือแพ้ นี่เห็นไหม? จิตไม่นิ่ง สมาธิไม่เกิด ปัญญาก็หดหายหมด เพราะเขาไม่ได้เล่นด้วยจิตว่าง เล่นด้วยจิตที่เป็นตัวกูที่แพ้
เราดูข้างนอกว่าแพ้แก่คู่แข่ง แต่ตามจริงแล้วเขาแพ้แก่จิตของเขาเอง คือแพ้แก่ตัวกู พอมีตัวกูก็โยนลูกไม่ลงบ้างเพราะขาดสมาธิ ปัญญา ทักษะ โหม่งลูกไม่เข้าประตูบ้าง เพราะขาดทั้งสติและปัญญา พร้อมสมาธิเขาก็แพ้จิตเขาเอง ถ้าต่างคนต่างขาดสมาธิและปัญญา ขบวนการก็เสียหมด จิตรวนเร กายรวนเร ทำให้ขบวนการรวนเร ผลสุดท้ายแพ้แก่ตัวเอง เพราะไม่ได้ฝึกจิตมา
ฝึกแต่ทักษะภายนอก มันไม่พอหรอก เมื่อเล่นด้วยจิตไม่ว่าง ทำงานก็เหมือนกัน ถ้าเริ่มนั่งทำงานแล้วมีตัวกูมันก็เกิดเบื่องาน ความทุกข์มันก็เกิดขึ้นทันที เรียกว่าทำงานด้วยจิตวุ่น เพราะมีตัวกูเป็นผู้กำกับ
ถ้าทำงานด้วยจิตว่างมีสติปัญญากำกับ ทำงานเพลิน ทำงานสนุก แล้วก็เป็นสุขกับงานที่ทำนั่น เรียกว่าทำงานด้วยจิตว่างจากตัวกู
พอไปถึงอิริยาบถนอนก็อย่าคิดว่ากูนอน มันเป็นธาตุอย่างหนึ่ง ที่มันกองอยู่บนเตียง มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็น สุญญตา มันต้องนอนว่างๆ ภาวนาว่านอนว่างๆ คือว่างจากตัวกูผู้นอนนั่นเอง ถ้าปฏิบัติอย่างนี้อีกไม่นานก็เข้าใจธรรมะ รู้ธรรมะ ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เป็นการปฏิบัติในการทำงาน หรือเป็นการปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้
แม้แต่นั่งรถเมล์ หรือยืนบนรถเมล์ หรือยืนรอรถเมล์ ก็ปฏิบัติธรรมได้เยอะแยะ ถ้ารู้จักปฏิบัติ แต่ถ้าขับรถส่วนตัว รถติดครึ่งชั่วโมงหนึ่งชั่วโมง ก็ปฏิบัติกันเสีย ไม่ใช่นั่งตกนรกร้อนใจอยู่หนึ่งชั่วโมงหรือครึ่งชั่วโมง มีแต่ขาดทุน หรือได้คิดอะไรก็นั่งใจลอยอยู่ ก็คงไม่เป็นประโยชน์เช่นกัน
หลวงพ่อเอี้ยน วิโนทโก (พระวิปัสสนาจารย์)
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ “จดหมายถึงพ่อหนุ่ม”
https://makkanuka.files.wordpress.com/2015/02/letter-to-the-man.pdf

สามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมจาก หลวงพ่อเอี้ยน เพิ่มเติมได้ที่
http://www.santibunpot.com/

(การ์ดคำสอน) เพราะทุุกสิ่ง ก็เพียงเป็นไปตามเหตุปัจจัย

โดยความจริงแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน มันเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุปัจจัยบีบบังคับ มันจึงไม่สามารถจะเป็นอย่างอื่นจากที่มันกำลังเป็นอยู่ได้ มันไม่ได้ดีไม่ได้ชั่วด้วยตัวของมันเอง มันเป็นอย่างที่มันเป็น แต่การขาดอินทรียสังวรทำให้เกิดความหลงรัก หลงชัง สิ่งที่ไปรับรู้ เข้าติดยึดในนิมิตเครื่องหมายและรายละเอียดของสิ่งนั้น เกิดความรู้สึกเป็นจริงเป็นจัง แล้วให้ค่าสิ่งต่างๆ เป็นดี ชั่ว ถูก ผิด บวก ลบ สูง ต่ำ สำคัญ ไม่สำคัญ น่าพอใจ ไม่น่าพอใจ เมื่อเข้าไปยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นที่รัก สิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ยึดนั้นก็จะเป็นที่ตั้งของความเกลียดชัง สิ่งหนึ่งให้ความพอใจ สบายใจ แต่อีกสิ่งหนึ่งให้ความไม่พอใจ หงุดหงิด ขัดเคือง จึงเกิดความรู้สึกที่คับแคบมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่ให้ความสุขแก่เราเป็นพวกของเรา กับ สิ่งที่ให้ความทุกข์แก่เราไม่ใช่พวกของเรา มีความเห็นที่แบ่งแยกฝ่ายเรา ฝ่ายเขา มีมุมมองที่คับแคบ เต็มไปด้วยอคติ
การใช้ชีวิตที่เต็มด้วยอคติเช่นนี้ เต็มไปด้วยความมืดมิด มองไม่เห็นความจริง ยศหรือความน่าเชื่อถือของเขาย่อมเสื่อม อย่างที่พระพุทธเจ้าอุปมาว่า ดุจพระจันทร์ในข้างแรม [*] บุคคลใดที่เป็นฝ่ายตนหรือให้ประโยชน์แก่ตน ก็ดูเป็นมิตร ทำให้อะไรก็ถูกหรือดูดีไปหมด บุคคลใดที่เป็นฝ่ายคนอื่นหรือทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ก็เป็นศัตรู เป็นฝ่ายตรงข้าม ทำอะไรก็ดูไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เกิดความแยกพรรคแยกพวก เป็นฝ่าย จนกระทั่งถึงกับทำร้าย ทุบตี ต่อสู้ หรือแม้กระทั่งเกิดสงครามกัน
มนุษย์ที่เกิดมาในโลก โดยธรรมชาติก็เป็นเหมือนญาติพี่น้องในครอบครัวเดียวกัน ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น สิ่งต่างๆ ในโลกก็เป็นของกลาง ไม่ใช่สมบัติของใครเป็นพิเศษ ไม่มีใครมีอำนาจครอบครองสิ่งใดๆ ไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยกขึ้นมา ก็ด้วยอาศัยความรู้สึกสองขั้วนี้ คือ ความพอใจ ไม่พอใจ ตามภาษาบาลีว่า อภิชฌาและโทมนัส ซึ่งสิ่งนี้เกิดมาจากการขาดอินทรียสังวร ผู้คนจึงจมอยู่กับโลก อยู่กับการแบ่งแยก อยู่กับของเป็นคู่ๆ ที่ไม่แน่ไม่นอน และไม่มีแก่นสารพอจะเป็นที่พึ่งได้ ซึ่งเป็นธรรมชาติของโลก ไม่อาจจะพ้นไปจากโลกได้
เนื้อหาจากหนังสือ การพัฒนาอินทรียสังวร หน้า ๒๔๓
[*] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๗/๒๙.
(ภาพการ์คำสอนเนื้อหาจากหนังสือ “สัจจะแห่งชีวิต”)

อาจารย์สุภีร์ ทุมทอง

สามารถดาวโหลดอ่านหนังสือฉบับเต็มอ่านได้ที่นี่
https://dhammaway.files.wordpress.com/2013/12/indriyasamvara.pdf

ท่านสามารถศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจาก อ.สุภีร์ ทุมทอง ได้ที่นี่
http://www.ajsupee.com

จึงสำคัญอยู่ที่จิตใจผู้ใช้เครื่องมือนั้น

ความรู้เสริมจากทางโลก ที่จะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม
จากศาสตร์สาขาวิชาอื่น หรือจากศาสนาอื่นๆ ข้อคิด คำคม วิถีการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจ
มนุษย์เรามักจะฆ่าด้วยสองสาเหตุ คือเพื่ออาหารหรือเพื่อป้องกันตัวเองจากอันตราย อย่างไรก็ตาม การที่คนๆ หนึ่งถือมังสวิรัติ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีนิสัยไม่ใช้ความรุนแรงหรือเป็นโยคี ถึงแม้ว่าอาหารมังสวิรัติจะมีความจำเป็นสำหรับการฝึกโยคะ แต่ทรราชที่กระหายเลือดก็อาจเป็นนักมังสวิรัติได้เช่นกัน ความรุนแรงเป็นสภาวะของจิตใจไม่ใช่สภาวะอาหาร ความรุนแรงอยู่ในจิตใจ หาใช่อยู่ในเครื่องมือที่ถืออยู่ในมือ คนอาจใช้มีดเพื่อปอกผลไม้หรือทิ่มแทงศัตรูก็ได้ ความผิดจึงไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ หากแต่อยู่ที่ผู้ใช้เครื่องมือนั้น

จากหนังสือ Light on Yoga : ประทีปแห่งโยคะ