วิธีรักษาอาการต่าง ๆ ดูแลสุขภาพสมดุลองค์รวม จัดโครงสร้างร่างกายให้เข้าที่

คลิปวีดีโอที่เราจะแนะนำนี้เป็นเรื่อง การดูแลสุขภาพแบบสมดุลองค์รวม การจัดโครงสร้างร่างกาย การจัดกระดูกด้วยตัวเอง ให้ผลดีมาก ๆ ค่ะ จากเดิมเราปกติมีปัญหา ปวดหลัง ปวดเอว นั่งหลังตรงแทบไม่ได้ (คือปกติเกร็งแทบจะทั้งตัวเลยอ่ะ) เราทำท่าต่าง ๆ ที่คุณหมอสอนในคลิป เราทำก่อนนอนกับตอนตื่นนอน (แล้วก็ระหว่างวันนิดหน่อยที่เป็นท่ายืดเหยียด)

ตอนนี้เราสามารถกลับมานั่งหลังตรงได้แล้วค่ะ ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่าหลังยืดตรงขึ้นเลยค่ะ หายใจคล่องขึ้นมาก โล่งขึ้นมาก แล้วพอตอนนี้สามารถนั่งหลังตรงได้จริง ๆ อาการปวดหลังก็ค่อย ๆ หายไป เป็นแบบที่คุณหมอบอกในคลิป มันเป็นการจัดกระดูกจัดโครงสร้างร่างกายให้เข้าที่ด้วยตัวเอง ดีมาก ๆ เลยค่ะ ที่สำคัญช่วยให้ การนั่งสมาธิดีขึ้นมากๆๆๆๆ

วิทยากรที่ให้ความรู้ในคลิปวีดีโอคือ นพ.วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์

เนื้อหาในนี้จะมีเรื่องของ…
– แพทย์แผนไทย การแพทย์ผสมผสาน
– เรื่องอาการไม่สมดุล อาการปวดขา ฯลฯ
– เรื่องของโรคเครียด
– ท่านอนแบบต่าง ๆ ท่าทางการลุกจากที่นอน
– สภาวะของจิตใจที่มีผลต่อร่างกาย
– ท่ายืดเหยียด
– วิชามณีเวช (ท่างูเต่า)
– การจัดกระดูกด้วยตัวเอง การเรียงกระดูกด้วยตัวเอง
– การนั่งที่ถูกวิธี
– การหายใจ การยืดเหยียด
– วิธีเดินที่สมดุล
– วิธีขึ้นลงบันไดที่สมดุล
– การนั่งพับเพียง การนั่งยอง ๆ (แบบถูกท่า ที่จะไม่ปวดขาไม่ปวดหลัง)
– วิธีการลุกนั่งแบบสมดุล (แบบถูกท่า ที่จะไม่ปวดขาไม่ปวดหลัง)
– การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

(การจัดกระดูกทำด้วยตัวเองให้ผลที่ถาวรกว่าเพราะทำด้วยตัวเองเลย ถ้าไปให้เขาจัดกระดูกมาแต่ว่ากลับมาใช้ชีวิตแบบเดิม ทำเหมือนเดิมแบบผิดสรีระเหมือนเดิม เดี๋ยวสุดท้ายก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกค่ะ อาการหนักกว่าเดิมด้วย (เราเคยเป็นมาแล้ว) เพราะงั้นถ้าทำด้วยตัวเองได้ ทำด้วยตัวเองดีกว่า ได้ผลสุด ๆ )
หมายเหตุ: เนื่องจากคลิปนี้เขาเน้นพูดเรื่องสุขภาพ แต่ก็จะมีการพูดถึงเรื่องธรรมะศาสนาบ้าง ซึ่งอาจมีลักษณะของความหมายคำศัพท์หรืออะไร ๆ ที่แตกต่างจากที่เราใช้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นกันบ้างก็อย่าไปเพ่งมองตรงนั้นเลยนะคะ (เพราะเป็นเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ) เราพยามรับในส่วนที่เป็นความรู้เรื่องสุขภาพ เราก็จะได้รับความรู้ในการดูแลสุขภาพ การรักษาตัวเอง ดีมากเลย
แนะนำเพิ่มเติม (จากประสบการ์เราเอง ผู้เขียน blog) ตอนทำท่างูเต่ากบ ทำแบบที่คุณหมอบอกนะคะ คือให้น้ำหนักอยู่ที่มือ ตอนหายใจเข้ามันจะหายใจเข้าได้ถึงท้องเลยค่ะ คลายส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งตัวผ่อนปล่อยหมด แบบที่คุณหมอบอกทำแค่ 3 ครั้งก็พอ ท่านใดมีปัญหาเรื่องหลังปวดหรือนั่งหลังงอ นั่งหลังตรงไม่ได้ หลังจากทำไปซักประมาณซักอาทิตย์นึง จะเห็นผลดีขึ้นชัดเจนเลยค่ะ หลังจากนั้นจะแทบไม่อยากนั่งพิงพนักอะไรเลยล่ะ เพราะรู้สึกได้เลยว่าการพิงพนักเก้าอี้ ร่างกายมันผิดสรีระ น้ำหนักร่างกายมันไปลงผิดที่มันไปลงที่หลัง(แถวๆก้นกบ)ทำให้หลังคดได้ง่าย ไม่รู้นะเรารู้สึกได้เองเลย ตอนนี้เราเลยหลีกเลี่ยงที่จะพิงพนักเก้าอี้ เมื่อยหน่อยแต่ไม่มาก ถ้านั่งหลังตรงได้จะไม่ค่อยเมื่อยอ่ะค่ะ แปลกไหม การนั่งหลังตรงโดยไม่พิงพนักข้อดีคือมันทำให้ไม่ต้องไปปวดหลังแบบคนอื่นเขา คนที่นั่งพิงพนักเก้าอี้บ่อย ๆ แบบน้ำหนักลงผิดที่ เดาได้เลยอ่ะ จะมีอาการปวดหลังตามมา (ตอนนี้เราก็รอดแล้ว ^ ^)

แนะนำเพิ่มเติมอีกที ท่านที่ทำเห็นผลชัดเจนแล้ว เราแนะนำเพิ่มว่าให้ทำโยคะท่าอื่น ๆ เสริมด้วยเลยค่ะ ถ้าทำโยคะท่าอื่น ๆ ด้วย จะทำให้ร่างกายยืดหยุ่นขึ้นค่ะ อาการเจ็บปวดโรคภัยต่าง ๆ หายไปเองเลย สุขภาพดีขึ้นมาก ๆ ทำโยคะท่าอื่น ๆ เสริมด้วยเลยค่ะ ดีมาก ๆ (^____^)

จงเป็นผู้กำหนดทิศการเดินเรือ บนกระแสลมแห่งโชคชะตา

ความรู้เสริมจากทางโลก ที่จะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม
จากศาสตร์สาขาวิชาอื่น หรือจากศาสนาอื่นๆ ข้อคิด คำคม วิถีการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจ
นาวาหนึ่ง ล่องไป บูรพา
อีกนาวา ล่องไป ทิศประจิม
กางใบเรือ ล่องลม ได้ทุกทิศ
แต่มิใช่ ปล่อยล่อย ตามกระแส

กระแสลม เหมือนดั่ง โชคชะตา
พัดนำพา การเดินทาง ของชีวิต
แต่หนทาง เดินเรือ เราลิขิต
ลมสงบ หรือพายุ พัดทุกทิศ

กางใบเรือ ดูทิศทาง เราลิขิต

สู่จุดหมาย ของชีวิต ที่เราตั้งใจ

One ship drives east and another drives west
With the selfsame winds that blow.
‘Tis the set of the sails,
And Not the gales,
That tell us the way to go.

Like the winds of the sea are the ways of fate;
As we voyage along through life,
‘Tis the set of a soul
That decides its goal,
And not the calm or the strife.

จากบทกวี “The Winds of Fate”
Ella Wheeler Wilcox

เลิกการใช้ความเงียบเป็นอาวุธ เรียนรู้ที่จะให้อภัย

ความรู้เสริมจากทางโลก ที่จะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม
จากศาสตร์สาขาวิชาอื่น หรือจากศาสนาอื่นๆ ข้อคิด คำคม วิถีการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจ
ปัญหา
คนสองคนที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักกันกลับไม่พูดจากันเป็นชั่วโมงๆหรือเป็นวันๆได้อย่างไร? พวกเขาอาจบอกตัวเองว่า ‘ก็ยังดีกว่าทะเลาะกัน.’ แต่วิธีนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาและทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สบายใจ.
สาเหตุของปัญหา
ต้องการแก้เผ็ด. บางคนใช้การนิ่งเงียบเป็นวิธีแก้เผ็ดคู่สมรส. ตัวอย่างเช่น สามีอาจวางแผนทำอะไรบางอย่างในช่วงสุดสัปดาห์โดยไม่ถามความเห็นของภรรยา. พอภรรยารู้เข้า เธอก็โกรธและบอกว่าเขาไม่คำนึงถึงความรู้สึกของเธอ. ส่วนสามีก็ตอบกลับมาว่าเธอคิดมากเกินไป. ภรรยาผลุนผลันออกไปแล้วไม่พูดกับเขาเป็นวันๆ. การทำเช่นนี้เหมือนกับเธอกำลังบอกว่า “คุณทำให้ฉันเจ็บ ฉันก็จะทำให้คุณเจ็บบ้าง.”

ต้องการเอาชนะ. บางคนใช้ความเงียบเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ. ตัวอย่างเช่น ลองนึกภาพว่าสามีกับภรรยากำลังวางแผนจะไปเที่ยวด้วยกันและภรรยาอยากพาพ่อแม่ของเธอไปด้วย. แต่สามีค้านว่า “ผมแต่งงานกับคุณนะ ไม่ใช่กับพ่อแม่ของคุณ.” แล้วเขาก็ไม่ยอมพูดกับเธออีกเพราะคิดว่าถ้าทำอย่างนี้ภรรยาจะเปลี่ยนใจและเลิกเซ้าซี้เขา.

แน่ล่ะ บางครั้งการไม่พูดจากันสักพักหนึ่งอาจช่วยให้สามีและภรรยาได้สงบสติอารมณ์ก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามจนถึงขั้นทะเลาะกัน. การนิ่งเงียบแบบนี้ อาจเป็นประโยชน์. คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า มี “เวลานิ่งเงียบ.” (ท่านผู้ประกาศ 3:7, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย ) แต่การใช้ความเงียบเพื่อแก้เผ็ดหรือเอาชนะ นอกจากจะทำให้ปัญหายืดเยื้อแล้วยังบั่นทอนความนับถือที่คู่สมรสมีต่อกันด้วย. คุณจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันปัญหานี้?

สิ่งที่คุณทำได้
ขั้นตอนแรกที่คุณอาจทำได้เพื่อเลิกพฤติกรรมนี้คือ คุณต้องยอมรับว่าการนิ่งเงียบไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง. การไม่พูดไม่จาอาจทำให้คุณสะใจที่ได้แก้เผ็ดหรือกดดันให้คู่สมรสยอมตามใจคุณ. แต่คุณอยากปฏิบัติต่อคนที่คุณสัญญาว่าจะรักและดูแลด้วยวิธีนี้จริงๆหรือ? มีวิธีที่ดีกว่านี้ซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้.

พยายามเข้าใจกัน. คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่าความรัก “ไม่โกรธง่าย.” (1 โครินท์ 13:4, 5) ดังนั้น อย่าเพิ่งโมโหเมื่อคู่ของคุณพูดอย่างฉุนเฉียวว่า “คุณไม่เคยฟังฉันเลย” หรือ “เธอนี่สายประจำเลย.” แทนที่จะโกรธ คุณน่าจะพยายามเข้าใจว่าทำไมเขาจึงพูดออกมาอย่างนั้น. ตัวอย่างเช่น เมื่อคู่สมรสพูดว่า “คุณไม่เคยฟังฉันเลย” จริงๆแล้วเธออาจหมายความว่า “ฉันรู้สึกว่าคุณไม่สนใจความคิดเห็นของฉัน.”—คำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิล: สุภาษิต 14:29

พูดให้เบาลง. ตามปกติแล้ว ยิ่งคุณทะเลาะกันนานขึ้น เสียงของคุณก็จะยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ. แต่คุณสามารถ ลดความเดือดดาลลงได้. อย่างไรล่ะ? หนังสือสู้เพื่อยืดชีวิตรัก (ภาษาอังกฤษ) กล่าวว่า “การพูดเสียงเบาลงและยอมฟังความเห็นของคู่สมรสเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลเพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้เรื่องลุกลามใหญ่โต. บ่อยครั้งเพียงเท่านี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว.”—คำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิล: สุภาษิต 26:20

คิดว่าเป็นเรื่องของ “เรา” ไม่ใช่ของ “ฉัน.” คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “อย่าให้ใครทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตนเองเท่านั้น แต่ให้ทำเพื่อประโยชน์ของคนอื่นด้วย.” (1 โครินท์ 10:24) ถ้าคุณมองว่าคู่สมรสเป็นเพื่อนร่วมทีมของคุณแทนที่จะเป็นศัตรูคู่อริ คุณก็จะไม่โกรธหรือขุ่นเคืองง่ายจนถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งหรือไม่พูดจากัน.—คำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิล: ท่านผู้ประกาศ 7:9

การนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจากับคู่สมรสเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ขัดกับคำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า “ให้พวกท่านแต่ละคนรักภรรยาเหมือนรักตัวเอง ส่วนภรรยาก็ควรนับถือสามีอย่างสุดซึ้ง.” (เอเฟโซส์ 5:33) ลองตกลงกับคู่ของคุณดูสิว่าจะเลิกใช้วิธีนิ่งเงียบได้ไหมเมื่อมีปัญหากัน?

มองว่าคู่สมรสเป็นเพื่อนร่วมทีมของคุณแทนที่จะเป็นศัตรูคู่อริ
โยนลูกบอลเบาๆ

คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “ให้คำพูดของท่านทั้งหลายเป็นคำพูดที่แสดงความกรุณาเสมอเหมือนอาหารที่ปรุงด้วยเกลือ ท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่าควรจะตอบแต่ละคนอย่างไร.” (โกโลซาย 4:6) ข้อนี้ใช้กับชีวิตสมรสได้อย่างแน่นอน! เพื่อเป็นตัวอย่าง: ในการเล่นโยนลูกบอลนั้น คุณจะต้องโยนลูกบอลให้อีกคนหนึ่งรับได้ง่ายๆ. คุณคงไม่ขว้างลูกบอลแรงถึงขนาดทำให้ผู้ที่เล่นกับคุณเจ็บตัว. จงใช้หลักการเดียวกันนี้เมื่อพูดกับคู่สมรสของคุณ. การพูดแรงๆรังแต่จะทำให้เจ็บ. แทนที่จะใช้คำพูดแบบนั้น จงพูดอย่างนุ่มนวลด้วยความสุภาพอ่อนโยน เพื่อที่คู่สมรสของคุณจะเข้าใจคุณ.—จากตื่นเถิด! 8 มกราคม 2001

วิธีลุกนั่งแบบสบายขา และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

คลิปที่เราจะแนะนำนี้ การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ความสมดุล เรื่องของธรรมชาติ การลุกนั่งที่ถูกวิธี ลดอาการปวดขา เป็นผลดีกับขาและร่างกาย และจะมีการพูดถึงเรื่องการกดจุดฝ่ามือ แพทย์แผนจีน แพทย์ทางเลือก (ผู้ให้ความรู้ในคลิปนี้คือ นพ.วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์)
เรื่องที่จะขอแนะนำเป็นพิเศษมีดังนี้ค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ หรือท่านที่ตั้งครรภ์หรือสนใจการมีบุตร เราแนะนำดูคลิปตอนที่ 2 ค่ะ เขาพูดเรื่องสุขภาพ เรื่องพัฒนาการต่างๆ ของเด็ก

นักปฏิบัติธรรม ที่ต้องลุกนั่ง หรือท่านที่มีปัญหาในการลุกนั่ง ปวดขา ปวดแข้ง ปวดน่อง ปวดเข่า เราแนะนำดูคลิปตอนที่ 4 ค่ะ เขาจะสอนวิธีลุกนั่งแบบที่ทำให้สุขภาพขาดีขึ้น ร่างกายเกิดสมดุล เราลองทำตามดูแล้ว ดีขึ้นมากของจริงค่ะ ขาแข้งน่องเข่าจะรู้สึกดีขึ้นด้วยค่ะ เหมาะสำหรับการลงนั่งสมาธิ นั่งสวดมนต์ การลงนั่งท่าเทพบุตร ท่าเทพธิดา การลุก วิธีการยืน วิธีการเดินต่างๆ ช่วยได้มากๆ

หมายเหตุ: เนื่องจากคลิปนี้เขาเน้นพูดเรื่องสุขภาพ แต่ก็จะมีการพูดถึงเรื่องธรรมะศาสนาบ้าง ซึ่งอาจมีลักษณะของความหมายคำศัพท์หรืออะไรๆ ที่แตกต่างจากที่เราใช้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นกันบ้างก็อย่าไปเพ่งมองตรงนั้นเลยนะคะ (เพราะเป็นเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ) เราพยามรับในส่วนที่เป็นความรู้เรื่องสุขภาพ ก็จะเป็นความรู้ที่ดีมากทีเดียว

https://youtu.be/F4FHoFIQpGA?list=PLDzf9cyBwgxBtxtZ-DZq_KSUUOyxMrWzG

ตอนที่ 1

– อธิบายการกดจุดที่ฝ่ามือด้านใน
– การรักษาแบบองค์รวม
– ภาพแผนผังฝ่ามือด้านใน
– วิธีการกดจุดที่ฝ่ามือด้านใน
– อธิบายเรื่องสุขภาพองค์รวม

https://youtu.be/jtJ1u6G5vvU?list=PLDzf9cyBwgxBtxtZ-DZq_KSUUOyxMrWzG

ตอนที่ 2

– การรักษาแบบองค์รวม ความสมดุลของร่างกายโครงสร้าง การรักษาที่เหมาะสม
– เรื่องเด็กๆ ที่แบกเป้ แบกกระเป๋า กับปัญหาสุขภาพ ที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก
– การคลอดลูก แบบผ่าตัด แบบธรรมชาติ ความแตกต่างและผลที่ตามมา ผลต่อเด็ก
– พัฒนาการของเด็ก การคลาน การเดิน ธรรมชาติของการสร้างกล้ามเนื้อการสร้างสมดุล
– ผลของการขาดสมดุล โครงสร้างที่ผิดปกติ การรักษาที่ไม่ถูก
– วิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ที่ส่งผลเป็นลูกโซ่

https://youtu.be/Oqae1jFe06Q?list=PLDzf9cyBwgxBtxtZ-DZq_KSUUOyxMrWzG

ตอนที่ 3

– การดูแลร่างกาย กับสมดุลโครงสร้างร่างกาย
– การใช้อิริยาบทในชีวิต อิริยาบทการนั่ง การปรับสมดุลองค์รวม

https://youtu.be/KWpx3Agz2hM?list=PLDzf9cyBwgxBtxtZ-DZq_KSUUOyxMrWzG

ตอนที่ 4

– การลุก การนั่ง การเปลี่ยนท่า ที่ถูกวิธีให้ร่างกายเกิดสมดุล
– การเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นลุก การเปลี่ยนท่าจากลุกเป็นนั่ง ที่เป็นผลดีต่อสุขภาพขา

เราขอแนะนำเพิ่มเติมให้นะคะ จุดที่สะท้อนร่างกายที่สำคัญมีที่อื่นด้วยนะคะเช่น ที่เท้า ที่มือ ที่หู ถ้าสนใจการกดจุดเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ รักษาร่างกาย รักษาสุขภาพ เราแนะนำเพิ่มเติมคือการกดจุดฝ่าเท้า การนวดเท้าค่ะ เพราะค่อนข้างเป็นที่นิยม ศึกษาเพิ่มเติมได้ตาม Youtube หรือหนังสือต่างๆ จะหาอ่านหาศึกษาด้วยตัวเองได้ง่าย ทำเองได้ง่าย สะดวกและมีประโยชน์มาก ๆ

อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม (พ่อครัว ‘ธรรม’)

aj-prasert-dhamma-bangkokbiznews_com
เรื่องธรรมะ ต้องจี้ให้เขาเห็นจริงๆ ว่าเกิดที่ตัวเขาจริงๆ ทุกคนอยากรู้เหมือนกันว่าจริงๆ คืออะไร
จากหลักธรรมแสนยากซึ่งน้อยคนจะสนใจถ่องแท้ อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม คือผู้ปรุงรสพระพุทธศาสนาให้คนรุ่นใหม่ลิ้มรสได้อย่างเอร็ดอร่อย ด้วยหวังว่ามนุษย์ทุกคนจะพ้นทุกข์ ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ และตาย
ชื่อของเขาอาจไม่คุ้นหูคนทั่วไปนัก แต่สำหรับผู้ฝักใฝ่ทางธรรม ชื่อนี้ไม่เพียงแต่คุ้นหู ทว่ายังประทับตรึงในดวงใจอีกด้วย ที่กล่าวเช่นนี้จะหาว่ายกยอปอปั้นกันเกินไปก็ใช่ที่ แต่ด้วยกลวิธีสอนธรรมะอย่างแยบคาย พาให้ต้องพยักหน้าตามเพราะเชื่อถือ บางครั้งถึงกับร้องอ๋อ…! เพราะว่าตรงใจ เข้าใจ และสะท้อนใจได้ในที
กายใจมีโอกาสพบปะ อ.ประเสริฐ ณ จีรังเรสซิเดนท์ จ.เชียงใหม่ ด้วยค่าที่ อ.ประเสริฐ ตั้งใจมาปฏิบัติธรรมและถ่ายทอดคำสอนของพระศาสดาอย่างย่อยง่าย เราจึงได้เห็นกลวิธีเหนือชั้นที่ไม่คิดว่าใครจะทำได้ในยุคสมัยที่ธรรมะกลายเป็นของแสลง
เขาเล่าว่าเมื่อก่อนไม่แตกต่างจากคนหนุ่มสาวทั่วไปที่ใช้ชีวิตหลงมัวเมากับความสนุกสนาน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังเคารพในพระพุทธศาสนาอย่างมาก กระทั่งได้เริ่มปฏิบัติธรรมตั้งแต่ปี 2540 จนเข้าไปบวชที่ยุวพุทธ จ.ปทุมธานี หลังจากนั้นพอเข้าใจธรรมะพอสมควร ก็ติดตามครูบาอาจารย์ไปเผยแพร่งานวิปัสสนา จนถึงวันนี้เขาเดินทางเหมือนต้นไม้ที่โตแล้วช่วยแผ่กิ่งก้านสาขาเผยแพร่งานพระพุทธศาสนาต่อไป
มีผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมเยอะไหม

ต่อหลักสูตรมีประมาณ 50 – 70 คน ซึ่งเป็นทั้งคนเชียงใหม่ คนกรุงเทพฯ บางทีก็มีจากต่างจังหวัดอื่นๆ ก็มี แสดงว่าเป็นคนทั่วๆ ไป สมัครเข้ามาได้ทางเว็บไซต์

ปฏิบัติอะไรบ้าง

เริ่มตั้งแต่รู้จัก ครั้งแรกคือหลักสูตรพื้นฐานเริ่มจากสื่อธรรมะที่คนรุ่นใหม่เข้าใจได้ง่ายๆ จนกระทั่งเข้าหลักสูตรที่สอง คือ หลักสูตรเข้มเหมาะกับผู้ที่เคยปฏิบัติมาแล้ว และรู้ว่าการปฏิบัติคืออะไร แล้วก็มุ่งไปที่ความพ้นทุกข์จริงๆ

บางครั้งนักปฏิบัติที่เราเห็นบางคนต้องการความสุข ต้องการพ้นทุกข์บ้างเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิต แต่บางคนก็มีเป้าหมายที่ไปไกลกว่านั้น เช่น บางคนเดินตามคำสอนของพระศาสดาเพื่อไปถึงความหลุดพ้น แต่ก็ไม่สามารถออกบวชได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้ผู้หญิงจะเยอะ ถ้าไปดูคอร์สปฏิบัติ 90 เปอร์เซ็นต์จะเป็นผู้หญิง เพราะฉะนั้นผู้หญิงมีข้อจำกัดในการปฏิบัติธรรมเกี่ยวกับสถานที่ค่อนข้างเยอะ คือ ผู้หญิงอาจออกไปปลีกวิเวกลำบาก เพราะเรื่องความปลอดภัย แต่ถ้ามีสถานที่ที่ดีทำให้ผู้หญิงมาแล้วรู้สึกสบายใจ
ปัญหาหรือความทุกข์ของผู้เข้ามาปฏิบัติธรรม

โอ้…แตกต่างกันเยอะนะครับ มีตั้งแต่คิดฆ่าตัวตาย หรือฆ่าตัวตายแล้วไม่ตายแล้วก็มา พอมาหลังจากนั้น ส่วนมากคือหลุดพ้นจากเรื่องนั้นไป หรือแม้แต่คนที่กำลังจะตายแล้วโทรศัพท์เข้ามา พูดคุยกับเขาทางโทรศัพท์แล้วเขาก็ตายอย่างสงบ คือ กำลังจะตายอย่างสงบ แต่ก็พูดจนเขาเข้าใจ แล้วก็หลับตาแล้วตายไปด้วยรอยยิ้ม เพราะฉะนั้นมีทุกอย่าง

ธรรมะนี่…หนทางแห่งการพ้นทุกข์คือหนทางแห่งการพ้นทุกข์จริงๆ คนที่เข้ามาเขาจะได้อย่างที่ต้องการจริงๆ คนที่ต้องการพ้นทุกข์ธรรมดาก็ไม่มีปัญหา ต้องการมีความสุขก็ได้จากตรงนี้
แต่ถ้ามองไปไกลกว่านั้นอย่างคอร์สเข้ม ทุกคนจะปฏิบัติภาวนาตลอดเวลาด้วยตนเอง ไม่ต้องมีใครไปควบคุมอะไร เพราะนี่คือสิ่งที่เขาต้องการ และเป็นคนรุ่นใหม่ สาวๆ คนทำงานออฟฟิศ จะบอกว่าบางคนเป็นเศรษฐีก็ยังได้ อยู่กรุงเทพฯ แต่ละคนก็ใช้รถพวกบูชาดวงดาวเป็นสรณะ (รถเบนซ์) กันทั้งนั้น แต่พอมาอยู่ตรงนี้ทุกคนก็สลัดคราบพวกนั้นออกหมด สิ่งเหล่านั้นก็มีแค่ไว้ใช้ เขามีเงินเขาก็ใช้ แต่จะใช้อย่างไรให้ไม่ยึดถือไม่ยึดติด เขาก็เข้าใจ มาอยู่ตรงนี้ มานอนเต็นท์ มาใช้ชีวิตที่ถูกต้อง มาฟังคำสอนที่ถูกต้อง มาปฏิบัติที่ถูกต้อง
ความทุกข์หลากหลายครับ หลากหลายมาก บางคนไม่ทุกข์เลย แต่ต้องการหนทางแห่งการพ้นทุกข์ คือ หลุดพ้นไปเลย บางคนมีเงินทอง มีทรัพย์ ไม่มีลูก มีสามีที่รัก บางคนมีครอบครัวที่น่ารักมาก ทุกอย่างพร้อมสรรพ ไม่มีความทุกข์เลย แต่ทุกคนเข้าปฏิบัติอย่างเต็มตัว คือ มุ่งพ้นทุกข์กันเลย วันนี้แนวโน้มของคนรุ่นใหม่ พอเข้าใจธรรมะแล้วมาแบบนี้ทั้งนั้นเลย บางคนถึงขนาดลาออกจากงานแล้วก็ปฏิบัติเลย
คนที่ชีวิตวุ่นวาย มีหลักธรรมหรือแนวคิดอะไร

ขอคิดก่อนนะว่าคนอ่านกายใจเขาจะทุกข์อะไร…ผมว่าเราสะกิดใจอะไรบางอย่าง เช่น ความทุกข์ที่เกิดกับเราทุกวันแล้วเราไม่เห็นเลย อย่างเช่นรถติดไฟแดง ทุกคนก็หงุดหงิด กลัวจะไปทำงานไม่ทันอะไรก็แล้วแต่ ในทุกไฟแดงจะมีตัวเลขถอยหลังกลับ ตีว่า 60 ก็แล้วกัน 59, 58 ไปเรื่อยๆ แต่สังเกตไหมว่าคนในรถจะทุกข์ ยิ่งรีบมากก็ยิ่งทุกข์มาก แต่ความทุกข์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนไฟแดงให้เป็นไฟเขียวเร็วขึ้น แต่ก็น่าแปลกที่ทุกคนยังทุกข์อยู่กับสิ่งเหล่านี้ แล้วเราจะมาบอก “ฉันไม่อยากทุกข์เลย” แล้วคุณจะทุกข์ทำไมในเมื่อไฟไม่ได้เปลี่ยนเร็วขึ้น ไฟแดงไม่ได้เปลี่ยนเร็วขึ้นตามความอยากหรือไม่อยากของใคร

ถ้าวันนี้เราเริ่มเข้าใจจากสิ่งนี้ เราจะเริ่มเข้าใจไปถึงหลายๆ อย่างว่า โลกทุกวันนี้เราทุกข์ฟรีๆ ไปมากมายมหาศาล ทำไมทุกข์แค่นี้เรายังจัดการไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับทุกข์ใหญ่ๆ ที่มันเลยไปจนไฟลุกเหมือนกับไฟฟู่แรกบนไม้ขีด เราไม่เป่า พอมันลุกทั้งหลังเราเอาน้ำแก้วหนึ่งที่เรามีอยู่ไปราด มันดับไม่ได้แล้ว วันนี้เราจะอย่างไรถึงจะรู้ว่ามันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร วันนี้เรากลับไม่รู้เลยว่าความทุกข์เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร เพราะอะไรรู้ไหมครับ…
…หากนี่เป็นแก้วน้ำร้อน (หยิบแก้วมาหนึ่งใบ) แล้วนี่เป็นแก้วน้ำธรรมดา (หยิบแก้วมาอีกหนึ่งใบ) ผมให้ผู้ปฏิบัติเอานิ้วจุ่มลงไปในน้ำธรรมดา ผมถามว่ารู้สึกอย่างไร ก็จะตอบว่าเฉยๆ หลังจากนั้นผมให้เขาจุ่มไปในน้ำอุ่นเกือบร้อน พอเขาจุ่มลงไปปั๊บ เขาจะบอกว่าร้อนนะ เขาก็จุ่มไปสักพักหนึ่ง ผมก็ชวนคุยไปเรื่อยๆ ผ่านไปสักสิบนาทีผมถามว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร เขาตอบว่าเฉยๆ ตอนแรกเขาบอกว่าร้อน แต่ยิ่งเวลานานไปมันกลายเป็นเฉยๆ ผมให้อีกคนหนึ่งมาจุ่มน้ำที่เขาบอกว่าเฉยๆ ปรากฏว่าโอ้โห ร้อนจี๋เลย ทำไมคนแรกบอกเฉยๆ ทั้งที่ร้อนจะตาย เพราะวันนี้ทุกคนชินกับความทุกข์ จนไม่รู้แล้วว่าอะไรคือทุกข์ ปัญหาที่ว่าทำไมเวลาเราโกรธเรามีความทุกข์ถึงไม่มีสติรู้สึกตัวกันเลย เพราะเราชินไปกับมัน
การที่พวกเขามาเดินจงกรม นั่งสมาธิ เขากำลังจะเปลี่ยนจากน้ำร้อนมาเป็นน้ำอุณหภูมิปกติ แล้วเชื่อไหมว่าวันแรกทุกคนที่ปฏิบัติจะอึดอัด แล้วจะหงุดหงิดมาก ในช่วงที่คนจุ่มน้ำร้อนแล้วมาจุ่มน้ำธรรมดา ผมให้เขาลอง ทุกคนบอก เย็นเกินไปอาจารย์ กลายเป็นเย็นเกินไป มานั่งสงบๆ เราไม่ได้ให้ทำอะไร นั่งเฉยๆ มีคนเอาข้าวมาเลี้ยงทุกวัน ไม่ต้องทำมาหากิน นั่งเฉยๆ คุณกลับนั่งไม่ได้ คุณกลับมีความทุกข์กับการนั่งเฉยๆ นี่เป็นสัญญาณเตือนภัยแล้วว่าตอนนี้คุณมีปัญหาแล้วนะ ทำไมการอยู่เฉยๆ เงียบๆ มันถึงกลายเป็นทุกข์ แต่เมื่อเขาอยู่ผ่านไปวันที่สามวันที่สี่ เขาจะเริ่มชินกับความปกติ แล้วเมื่อเขากลับไปในโลกอีกครั้งหนึ่ง เขาโดนน้ำอุ่นๆ เขาจะรู้ว่าน้ำนี่อุ่น แต่วันนี้เขาไม่รู้ว่าน้ำอุ่นด้วยซ้ำเพราะเขาอยู่ในน้ำร้อน
ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงเดินมาหาอาจารย์

เมื่อก่อนศาสนาเป็นฝ่ายตั้งรับ อยู่ในพื้นที่ อยู่ในวัด อยู่ในศูนย์ปฏิบัติ แล้วมีคนสนใจเข้ามาสู่การปฏิบัติ ไม่ยากหรอกถ้าอย่างนี้ ผมได้รับเชิญออกไปให้บรรยายในหน่วยงานที่มีคนไม่สนใจศาสนา ต้องพูดให้พวกเขาฟัง ต้องเข้าไปในองค์กรที่เขาไม่สนใจเลย แต่เปลี่ยนความไม่สนใจใน 15 นาที แล้วกลายเป็นนั่งตั้งตาดูจนกระทั่งจบ หรือแม้แต่หน่วยงานตอนนี้ที่ผู้บริหารหรือเจ้าขององค์กรต้องการให้พนักงานเป็นคนดี เราก็รุกเข้าไป

ธรรมะในวันนี้ต้องรุกเข้าไปหา เพราะคนไม่รู้สึก คนไม่เห็นความสำคัญมีมาก ก็เหมือนคนที่เข้ามาในศูนย์ปฏิบัติธรรม ไม่ได้ทำบาปทำชั่วอยู่แล้ว เขาเดินเข้ามาเอง แต่คนทำบาปทำชั่วอยู่ข้างนอก ถ้าจะช่วยต้องออกไปช่วยคนข้างนอก เพื่อเปลี่ยนให้เขาเป็นคนดีขึ้นมาบ้าง แล้วสังคมจะสงบเย็นมากขึ้น
ที่ว่าต้องรุกไป รุกอย่างมีเทคนิคหรือ

ต้องมีครับ เพราะเรามีเวลาสั้นมากที่จะสื่อสารกับเขา ส่วนมาก ทุกองค์กรจัดบรรยายในองค์กรมีเวลาเต็มที่แค่สองสามชั่วโมง นอกจากองค์กรที่สนใจจริงๆ จัดทั้งวัน แต่ส่วนมากแค่สองชั่วโมง ในเวลาสองชั่วโมงจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจว่า “เออจริงนะ…ใช่” ต้องจี้ให้เขาเห็นจริงๆ ว่าเกิดที่ตัวเขาจริงๆ ทุกคนอยากรู้เหมือนกันว่าจริงๆ คืออะไร

ซึ่งวิธีของเรา ถึงเราจะใช้สื่อต่างๆ มากมาย แต่ไม่เคยออกห่างจากพุทธพจน์ แล้วเข้ามาหาสื่อเพื่อให้คนเข้าใจ แต่คำสอนแท้ๆ ยังอยู่
สถานที่มีผลต่อการปฏิบัติธรรมหรือไม่

สถานที่มีผลแน่นอนครับ เพราะผู้คนทั่วไปในปัจจุบันเนี่ย คนรุ่นใหม่อยู่กับความสะดวกสบาย มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีมาตรฐานค่อนข้างสูงมาก ทีนี้ศูนย์ปฏิบัติธรรม ถ้าไม่เข้าไปใกล้เคียงกับชีวิตเขาบ้าง พูดง่ายๆ เหมือนสมัยก่อนเราไปวัดป่า แล้วความเป็นอยู่อย่างที่เราเข้าใจ คนรุ่นใหม่จะเข้ายากมาก เพราะ หนึ่ง พอยังไม่เห็นความสำคัญก็รู้สึกว่าลำบาก แต่ถ้าสถานที่พอจะรับได้ เข้ามาก่อนแล้วได้ยิน ได้เห็นประโยชน์ วันข้างหน้าจะไปกางเต็นท์ หรือไปนอนป่าไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะเห็นประโยชน์แล้ว…พอเข้าใจ อยู่ที่ที่มีความสุขทำไมจะไม่สุข ต่อให้อยู่ในที่ที่ไม่สุขก็ยังสุขได้

ทำไมยุคนี้ต้องใช้เทคนิคมากมาย

สาวกในวันนี้กับสาวกในสมัยพุทธกาลมีความยากต่างกัน สาวกในสมัยพุทธกาลยากตรงที่ทุกคนไม่รู้จักพุทธศาสนาเลย และมีคำสอน ลัทธิต่างๆ เยอะแยะ การที่สาวกออกไปประกาศพระศาสนาเพื่อเข้าใจหนทางแห่งการพ้นทุกข์ ยากตรงนี้ ที่ต้องเริ่มตั้งแต่ศูนย์ แต่ทุกคนมีทุกข์เป็นพื้นฐานแล้วต้องการหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์ จึงจูนหากันไม่ยาก

ความต่างกัน 2600 ปี สาวกที่เดินประกาศธรรม มีแต่คนเข้าใจพุทธศาสนาอยู่แล้วในประเทศไทย ความลำบากตรงนั้นไม่มีเลย ทุกคนติดคุกอยู่ แต่พระพุทธเจ้ามาเปิดประตูคุก แต่ 2600 ปีให้หลัง คนในคุกไม่มีใครเดินออก เพราะคุกถูกตกแต่งด้วยจอแอลซีดี คุกมีที่นอนดีๆ มีเครื่องทำน้ำอุ่น มีเครื่องอำนวยความสะดวก มีความบันเทิงทุกอย่างอยู่ในคุก นักโทษไม่รู้สึกอะไรเลยตอนนี้
เราจะหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์ ต้องมานั่งอธิบายว่าคุณทุกข์อย่างไร คนก็นั่งงงว่ามันทุกข์ตรงไหน ทำไมต้องออก ทีนี้เหนื่อยเลย สาวกเหนื่อยตรงนี้แหละ สาวกจะไม่สนใจก็ได้นะ แล้วปล่อยให้เขาติดไปเถอะ แต่น่าแปลกที่วันนี้สาวกก็ยังทำหน้าที่กันอย่างสุดเหวี่ยง
วันนี้ทำไมคุณยังพอจะรู้สึกเฉยๆ อยู่ รู้ไหมครับ เพราะทุกอย่างมันยังพอจะได้ดั่งใจ ลองทุกอย่างเปลี่ยนไปสิ มีแฟนสักคนแล้วจู่ๆ แฟนไปมีกิ๊ก ดูซิว่าจะยังสุขอยู่ไหม ทุกคนชอบดูหนังเวลามันหักมุม แต่ไม่ชอบเลยเวลาชีวิตหักมุม พอถึงตอนนั้นจะวิ่งหาเลยว่าจะทำอย่างไรดี ถึงตอนนั้นจะเป็นทางของสาวกบ้างล่ะ เขาจะวิ่งมาหาเอง
วันนี้ประตูคุกเปิดอยู่ แต่ไม่มีคนออก แล้ววันหนึ่งที่คำสอนของพุทธศาสนาค่อยๆ หายไป พ.ศ.ในปฏิทินจะหายไป แล้ววันนั้นประตูคุกจะปิดถาวร ต่อให้อยากออกก็ออกไม่ได้แล้ว วันนั้นคือความน่ากลัว
สำหรับคนที่ไม่เคยปฏิบัติ จะมีวิธีชวนอย่างไร

นี่เป็นเรื่องยากของทุกคนครับ ผมบอกง่ายๆ เลยว่า วิธีการที่เกิดขึ้นง่ายๆ กับทุกคนเพราะคุณเปลี่ยน ถ้าคุณมาปฏิบัติธรรมแล้วคุณเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จะมีคนมาสนใจเข้ามาปฏิบัติธรรม แต่ถ้าเขาไม่มา จะมีคำๆ หนึ่งที่พูดกัน “ถ้าปฏิบัติแล้วเป็นอย่างคนนี้น่ะเหรอ…ฉันไม่ไป” ทุกคนที่ปฏิบัติคือคนที่จะออกไปประกาศศาสนา ถ้าคุณไม่เปลี่ยนอะไรเลย แม้แต่คนรอบข้างยังดูไม่ออกเลย คุณทำลายศาสนาด้วยซ้ำ

แต่สมัยนี้คนสนใจปฏิบัติธรรมมากขึ้น

เยอะมากขึ้นครับ ถ้ามองจากเทรนด์ เยอะมากขึ้น จะด้วยความทุกข์ที่มากขึ้น ความเข้าใจที่มากขึ้น สถานปฏิบัติธรรมดีๆ ต่อให้คนไม่สนใจธรรมะ บางคนอยากมาพักผ่อน แต่พอมาแล้วได้ไปด้วย พอได้ไปด้วยก็เลยเข้ามาเลย เด็กจะอยากอาบน้ำหรือไม่อยากอาบน้ำ ถ้าเข้าไปห้องน้ำแล้วโดนถูสบู่ ยังไงก็สะอาด…จะอยากมา ไม่อยากมา เข้ามาพอ จบก็ใจสะอาดแล้ว

หลังบทสนทนา (ทั้งทางธรรมและทางโลก) จบลง แม้ไม่ได้ตั้งใจฟังธรรม ไม่ได้คิดว่าต้องยกระดับจิตใจ ทว่า รู้ตัวอีกทีจิตใจก็สะอาดไปเปราะหนึ่งแล้ว
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
จากบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ (ฉบับวันที่ 13 มกราคม 2556)
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20130113/485280/อาจารย์ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม-พ่อครัว-ธรรม.html

ศึกษาธรรมะอื่นๆจาก อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม เพิ่มเติมได้
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/
http://suanyindee.net/

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

(ดูVDO และฟังMP3) เรื่อง สังสาระแห่งการวนเวียนซ้ำซาก

ท่านใดที่ปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกไม่สามารถวางทางโลกได้
หรือติดอยู่กับทางโลก หลงใหลอยู่กับกามคุณทั้งหลาย
ตัวปล่อยใจให้ไหลไปกับโลกอยู่กับเรื่องทางโลก
คลิปนี้น่าฟังมากๆ เลย “อนมตัคคสังสาร”
ในสังสาระแห่งการวนเวียนไป ซ้ำซาก
รู้เบื้องต้นไม่ได้ รู้เบื้องปลายไม่ได้
หรือดาวโหลดคลิปเสียง mp3 นี้ใส่เครื่องเล่นพกติดตัวไว้ฟังนะ
เป็นอะไรที่ ได้สะท้อนใจ ได้สะท้อนตัวเราเอง เราฟังแล้วดีมากๆๆ เลย

https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/12/aj-supee-anamatakkasangsara.mp3

ขอขอบพระคุณผู้จัดให้เกิดการบรรยายธรรมนี้ขึ้นมา
เป็นอะไรที่ดีมากๆ เลย
เว็บไซต์ อ.สุภีร์ ทุมทอง ที่นี่นะคะ
http://www.ajsupee.com
ดีมากๆ เลยค่ะ

เว็บไซต์สำหรับตัวอักษรพิเศษ ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ (HTML Entity, HTML Code.)

เว็บไซต์สำหรับค้นหาตัวอักษรพิเศษ
(ภาษาอังกฤษ ภาษาบาลี HTML Entity, HTML Code.)

สำหรับท่านที่ต้องการพิมพ์หรือจัดทำเว็บไซต์
บทความธรรมะภาษาอังกฤษที่ต้องใช้ ภาษาบาลี
หรือบทความที่ต้องมีการใช้ ตัวอักษรที่มีสัญลักษณ์พิเศษต่างๆ
เว็บนี้ค่ะ
http://graphemica.com/
สะดวกมากค่ะ ค้นหาได้ง่าย เราใช้บ่อยเว็บนี้
เอามาแนะนำค่ะ ลองใช้ดูนะคะ น่าจะช่วยให้งานของท่านคล่องตัวขึ้นมาก

(บทสัมภาษณ์) ความไว้ใจในพ่อแม่ และการเลี้ยงลูก

dhamma-in-mind
บางช่วงบางตอนจาก บทสัมภาษณ์ “อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม”
ในรายการ “ธรรมในใจ” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ออกอากาศ วันที่ 6 เมษายน 2556
ผู้ดำเนินรายการหญิง :  แล้วเรื่องของการเลี้ยงลูก อาจารย์ก็มีลูกเหมือนกัน
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  มีครับ คนโตตอนนี้จบปริญญาตรี แล้วก็คนเล็กก็ยังเรียนม.5 ม.6
ผู้ดำเนินรายการหญิง :  โอ..เนี่ยวัย ม.5 ม.6 หรือว่ากำลังเรียนปี 1 ปี 2 ปริญญาตรีอยู่นี่นะคะ แหม่มได้ยินได้ฟังคนบ่นกันเยอะมากเลย ว่าไม่รู้จะสอนเขายังไงแล้วแบบเด็กสมัยนี้นี่คือสอนยากมากแล้วก็ติดเกมหรือไม่ก็ติดแฟนอะไรอย่างนี้ค่ะ อาจารย์มาข้อแนะนำยังไงไหมคะ
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  ผมว่ามันขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู 50% แล้วก็เด็กคนนั้นมีพื้นฐานมายังไงอีก 50% การเลี้ยงดูเราสามารถดูแลได้อย่างเช่น อย่างที่ผมบอกเมื่อกี้คือให้เด็กยอมรับความจริง อย่างเช่นเดินชน หกล้ม แทนที่จะไปตีโต๊ะตีพื้น เรากลับมาดูที่อะไรเกิดขึ้น แก้ปัญหาตรงนั้นก่อน แล้วก็สอนให้เขาระมัดระวัง ให้เขายอมรับความผิดของตัวเอง เหตุการณ์หนึ่งที่ผมว่าน่าจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ในวันนี้นำไปใช้ได้คือ ถ้าเราย้อนนึกภาพไปวันที่เราไปส่งลูกที่โรงเรียนอนุบาลเป็นวันแรกๆ ลูกจะร้องมาก แล้วก็จะวิ่งเกาะแขนเกาะขาไม่ยอมให้พ่อแม่ไปทำงาน แล้วเราก็จะเห็นต่อไปว่า จะเกิดการหลอกล่อให้อยู่กับครูแล้วก็พ่อแม่ก็ทำตัวเป็นนินจา วุ๊บ! แล้วก็รีบไปเลย
ลองนึกภาพดู ว่าสมมุตว่ามีสามีภรรยาไปเที่ยวเกาะแห่งหนึ่ง ภรรยากำลัง “…เอ้ยนี่มันที่ไหน เราไม่รู้จักเลย…” แล้วสามีก็หลอกล่อ วุ๊บ! แล้วนินจาหายไปเลย ปล่อยภรรยาทิ้งไว้ที่เกาะนั้น ความรู้สึกของเราจะเกิดอะไรขึ้น เด็กก็เหมือนกัน “นี่ที่ไหนเนี่ย? แล้วให้มาเจอใคร? แล้วพ่อแม่เราไปไหน? แล้วทำไมทำกับเราอย่างนี้?” นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ว่าพ่อแม่เอาเฉพาะขอให้ฉันไปให้ได้ก่อน
แต่วันที่ผมเดินออกมา หรือว่าไปส่งลูกที่โรงเรียนอนุบาลครั้งแรก ผมจะบอกเขาเลยว่า “หนูต้องอยู่ที่นี่ พ่อต้องไปทำงาน พ่อจะมารับตอนเย็น ต่อให้หนูร้องเท่าไหร่ก็ตาม พ่อก็ต้องไปทำงาน แล้วพ่อก็มารับตอนสี่โมงเย็น ลูกผมวันนี้โตเขาบอกว่า วันนั้นเขายังจำได้ดี วันที่พ่อบอกว่าพ่อจะกลับมารับตอนสี่โมงเย็นไม่ว่าลูกจะร้องเท่าไหร่ก็ตาม จากวันนั้นเขาเชื่อมั่นในตัวพ่อว่า “พ่อจะไม่มีวันทิ้งเขา”
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  เพราะงั้นวันนี้เราพลาด วันนี้พวกเราพลาดคือเราทำอย่างนี้จนกระทั่งวันหนึ่ง ถ้าหากลูกเกิดความทุกข์ เราจะไม่ใช่คนแรกที่รู้ เพราะเขาไม่ไว้ใจเรา เพราะพ่อหรือแม่ไม่ใช่คนที่เขาไว้ใจ
ผู้ดำเนินรายการชาย :  เพื่อนเขาจะไว้ใจเพื่อน
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  เขาจะไปไว้ใจเพื่อน แล้ววันนี้อันตรายมาก เพราะว่าเจอเพื่อนดีก็แล้วไป แต่น้อยเหลือเกิน เพื่อนที่จะพาไปทางอื่นมันเยอะ นี่ก็คือส่วนหนึ่ง
หรือว่าลูกสาวผมยื่นผลการสอบมาให้ ผมก็มองหน้าเขา นี่ตกสองวิชาเลยนะ เขาก็นั่งไม่พูดอะไรเลยเพราะว่าเขาทุกข์มาก แต่ผมกลับวางกระดาษลงก่อน แล้วถามว่า “ทุกข์ไหม” เขาบอกว่า “ทุกข์” ผมเห็นแล้วเขาทุกข์ตั้งแต่วินาทีที่เขาได้รับกระดาษจากคุณครู ทุกข์ตั้งแต่ที่โรงเรียนแล้วว่ากลับมาจะบอกพ่อแม่ว่ายังไง ทุกข์ตั้งแต่นั่งรถโรงเรียนมาตลอดทางใจเหม่อลอย เหมือนท่านได้รับซองขาวจากเจ้านาย แล้วจะกลับไปบอกแฟนได้ยังไง ครอบครัวว่ายังไง ท่านทุกข์มาตลอดใจท่านเหม่อลอยมาตลอด
สิ่งที่เขาต้องการหรือสิ่งที่พวกเราต้องการคืออะไร
ผู้ดำเนินรายการชาย :  กำลังใจ
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  ถูกต้อง แต่เราให้อะไรกับลูก? ประเคนคำด่าใส่เข้าไปก่อน ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่ลูกเนี่ย ถึงบ้านเมื่อไหร่ ใช่ไหม แต่นี่เปล่า ผมก็เพียงแต่ดึงเขาเข้ามากอด “ไม่ต้องพูดอะไรใช่ไหม” “ไม่ต้อง หนูรู้แล้ว”
เพียงแค่นี้ เขาจะเริ่มรู้สึกว่า เรายังเป็นที่พึ่งในวันที่เขามีความทุกข์ แล้วเขาก็ค่อยๆ ปรับปรุงตัวขึ้นมา
คือการให้เสริมแรงหรือกำลังใจเนี่ย หนึ่งก็คือ Reinforcement คือการเสริมแรงทางบวก สองเพื่อให้ได้พฤติกรรมตามที่เราต้องการอีกอันหนึ่งก็อาจจะใช้ Punishment การลงโทษ ด้วยการดุด่าตี ก็ว่าไป ท่านจะเลือกวิธีไหนล่ะ แต่มันก็ต้องดูตามสถานการณ์ด้วย แต่ถ้าเราเลี้ยงลูกมาอย่างนี้ ให้เขาเข้าใจความจริง
หรือแม้แต่อีกครั้งหนึ่งครูให้มาขอเงินพ่อแม่ไปซื้อการฝีมือ 35 บาท พอดีไม่มีก็ให้แบงค์ร้อยไป พอตกตอนเย็นถามว่าเงินทอนอยู่ไหน นั่งเงียบเลย
“กินหมดแล้วใช่ไหม”
…เงียบ…
“เอาไปเลี้ยงเพื่อนรึเปล่า”
…เงียบ…
สไตล์เด็กอยู่แล้ว รู้แล้ว ก็คือเอาไปเลี้ยงเพื่อนถูกไหม เอาไปกินคือหมดแล้วล่ะ คือไม่มีเงินมาคืนแล้ว “ต้องถูกลงโทษนะ เพราะว่าเงินนี้ไม่ใช่ของหนู แต่เป็นของพ่อ หนูเอาเงินพ่อแล้วพ่อไม่ได้ให้” ก็ตกลงกันเรื่องการทำโทษ หนึ่ง หักเงินค่าขนมกี่วันๆ ก็ว่าไป สองทำการบ้านเสร็จแล้วต้องถูกกักบริเวณ ห้ามดูทีวี กี่วันๆ ห้าวันอย่างนี้ หลังจากผมบอกเขาเสร็จว่าเขาถูกลงโทษอะไรบ้าง ถามว่ารู้ใช่ไหมว่าผิด เขาบอกว่ารู้แล้ว จากนั้นเราก็คุยกันตามปกติเลย เฮฮา เหมือนกินข้าวกินไปตามปกติ แล้วพอถึงเวลา “อ่าว..ถึงเวลาโดนกักบริเวณแล้ว” ก็เดินจูงมือกันขึ้นไป พอส่งถึงห้องก็กอดกันตามปกติ ส่งเข้าไป อย่าออกมานะ โดนทำโทษอยู่นะ จบ
ทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ ? ผมไม่เข้าใจ
แล้วอะไรมันจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต วันนี้อะไรมันเกิดขึ้น ในบ้านในเมืองหรือว่าในที่ทำงาน เมื่อเราถูกเจ้านายเรียกไปดุ เรียกไปตำหนิ ทั้งๆ ที่เราผิด เราจะเถียงในใจตลอดเวลา แล้วเราจะแสดงอาการไม่พอใจ ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าเราผิด เพราะเราไม่เคยถูกสอนให้ยอมรับความจริง

แต่ว่าเด็กยอมรับความจริง แล้วก็รู้ด้วยว่าเมื่อถูกทำโทษก็เป็นส่วนของการทำโทษ แต่ไม่มีการอาฆาตแค้นใดใด นี่คือสิ่งที่เขาจะถ่ายทอดสู่สังคม

ผู้ดำเนินรายการหญิง :  เหมือนเขาเคารพในกฏกติกา
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  ถูกต้อง เขายอมรับว่าตรงนี้เขาผิด เขายอมรับผิด ลงโทษเขามาได้เลย เพราะว่าทันทีที่พอเขาทำตัวดี ผมบอกว่า “พ่อยกโทษให้” เขาบอกว่า “ไม่จำเป็น เขาพร้อมจะรับโทษจนจบ” กักบริเวณก็กักไป เงินรายอาทิตย์ก็หักไป ผมก็เลยถามว่า แล้วเอาเงินที่ไหนไปกินที่โรงเรียน เขาบอกว่า “เพื่อนที่หนูเอาเงินพ่อไปให้เขากิน เขาก็เริ่มกลับมาเลี้ยงหนู ยังดีได้เพื่อน
ผู้ดำเนินรายการหญิง :  …(หัวเราะ)…
ผู้ดำเนินรายการชาย :  …(หัวเราะ)…
ผู้ดำเนินรายการหญิง :  เล่าสู่กันฟังๆ เนี่ยฉันโดนพ่อทำโทษนะ กักบริเวณก็แล้ว แล้วยังหักเงินฉันอีก เพื่อนเลยเห็นใจ
อาจารย์ขา เวลาใกล้หมดแล้วนะคะ อาจารย์คิดว่าหลักธรรมที่ควรปฏิบัติในชีวิตประจำวันสำหรับคนในปัจจุบันนี่ค่ะอาจารย์คะ
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  คือวันนี้เราต่างคนต่างจะทำทุกอย่างให้ได้ดั่งใจ เมื่อไหร่ก็ตามเราพยามจะทำทุกอย่างให้ได้ดั่งใจ ใจของเราหรือว่าตัวของเราเนี่ย ยังทำให้ตัวเราได้ดั่งใจแทบจะยังไม่ได้ แต่เรากลับบังคับให้ทุกคนที่เรารู้จัก ไม่ว่าจะสามีภรรยาลูกหรือคนในบ้าน ให้ได้ดั่งใจของเรา ให้ได้ดั่งกิเลสของเรา เรายังตามใจกิเลสเราไม่ไหวเลย เหมือนกับที่เมื่อกี้คุณอ้ายพูดถึง ว่าพ่อแม่พยามจะประเคนให้ลูก ยิ่งถ้าคนที่เคยไม่มี แล้ววันนี้มีก็รู้สึกว่าตอนเล็กๆ ฉันไม่มี เพราะฉะนั้นฉันมีปัญญาวันนี้ ฉันจะพยามใส่เข้าไปให้ลูกฉันได้อย่างที่ฉันขาด ท่านลืมไปแล้วว่าวันนั้นท่านลำบาก ท่านถึงมีวันนี้ แต่ท่านกลับเอาวันนี้ไปยัดให้เด็กตั้งแต่เล็ก เพราะฉะนั้นเขาเสียคนแน่ เขาลำบากวันหน้าแน่
เพราะฉะนั้นเขาลำบากวันหน้าแน่ ท่านบังคับให้ลูกเรียนเทควันโด เรียนเปียโน เด็กวัยนี้ต้องเรียนรู้ให้มาก เสร็จแล้วต้องไปเรียนพิเศษ
ผู้ดำเนินรายการหญิง :  3 ภาษา
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  3 ภาษา กำลังจะ AEC อัดกันเข้าไป แต่เอาล่ะ ผมแค่จะถามว่า ท่านทำงานแปดโมงครึ่ง เลิกห้าโมงเย็น คุณพ่อคุณแม่นะครับ ไปถึงเจ้านายก็เรียกไปสั่งงาน อีกชั่วโมงผ่านมาเจ้านายเรียกมาอีก วันหนึ่งเจ้านายเรียกท่านไปสั่งงานเจ็ดชิ้น ตกเย็นขณะที่ขับรถกำลังกลับบ้าน เจ้านายโทรมาบอกว่า “นี่ งานยังไม่เสร็จเลย เดี๋ยวช่วยไปพบคนนั้นอีก” ท่านจะเกิดความไม่พอใจ พอถึงบ้านท่านเอนหลังลงแล้วก็อยากจะปิดโทรศัพท์ ไม่เอาแล้วเจ้านงเจ้านายอะไร
ลูกท่านก็เหมือนกัน
แต่ท่านบอกว่าไง “ไปทำการบ้าน” “อาบน้ำ” “แล้วกินข้าว” “พอกินข้าวแล้วเดี๋ยวรีบทำให้เสร็จนะ” “เสร็จแล้วรีบไปนอน”
ผู้ดำเนินรายการหญิง :  “แม่เหนื่อยมากแล้ว”
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  “รู้ไหมว่าแม่เหนื่อยขนาดไหน”
ผู้ดำเนินรายการหญิง :  …(หัวเราะ)…
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  ฟังแล้วกรรมจริงๆ ถ้าเกิดได้แล้วเป็นผู้ใหญ่ซะเลยสิ้นเรื่อง จะได้ไม่ต้องเด็ก
ผู้ดำเนินรายการชาย :  เมื่อหลายปีมาแล้วผมอ่านบทความ ผมชอบคำหนึ่ง เขาบอกว่า “ผู้ใหญ่ตอนนี้เหมือนเป็นโจรที่ปล้นความเป็นเด็กมาจากเด็ก”
ผู้ดำเนินรายการหญิง :  ในที่สุดแล้วหลักธรรมที่ต้องนำมาใช้ เพื่อให้เกิดความแบบนี้ค่ะ คือสุขทั้งเราทั้งเขา ทั้งเจ้านายด้วย เราด้วย ลูกด้วย อะไรแบบนี้ค่ะ
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  เปิดใจยอมรับความจริง
ผู้ดำเนินรายการหญิง :  เปิดใจยอมรับความจริง
อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม :  เริ่มจากสังคมในหน่วยเล็กๆ คือครอบครัว ถ้าครอบครัวมีความสุข เราจะแบ่งปันออกไปให้คนอื่นได้ออกไปเรื่อยๆ แต่ถ้าใครก็ตามที่ครอบครัวมีแต่ปัญหา ออกไปที่ไหนก็ไปสร้างปัญหาต่อ
เริ่มจากหน่วยเล็กๆ ก่อน
บางช่วงบางตอนจาก บทสัมภาษณ์ “อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม”
ในรายการ “ธรรมในใจ” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ออกอากาศ วันที่ 6 เมษายน 2556
สามารถดาวโหลดฟังคลิปเสียง mp3 บทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ที่นี่เลยค่ะ
มีอีกหลายหัวข้อ หลายประเด็น ที่น่าฟังอยู่ในคลิปเสียงนี้
https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/10/interview-buddhism-dhamma-in-mind.mp3
หรือสามารถดูคลิปวีดีโอรายการสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่นี่ค่ะ
ตอนที่ 1 : http://www.youtube.com/watch?v=3HDu63sVKjw
ตอนที่ 2 : http://www.youtube.com/watch?v=s1Ju_RSJBCM
ตอนที่ 3 : http://www.youtube.com/watch?v=aUz-_D6siLE
ตอนที่ 4 : http://www.youtube.com/watch?v=bL1UeeFpEvM
ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจาก อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
http://www.suanyindee.net
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

เรื่อง “บุญมี กับ กรรมบัง”

boonme-kambang
เรื่องของ “บุญมี กับ กรรมบัง”

เพื่อนสองคนนี้รักกันมาก
เพื่อนคนหนึ่งชื่อบุญมี บุญมีเป็นผู้มีปัญญาแบบปิ๊งปั้งเลย
ส่วนกรรมบังจะทึบๆ ทื่อๆ แต่สองคนนี้เป็นเพื่อนซี้กัน
เพราะฉะนั้นกรรมบังมีอะไรก็จะปรึกษาบุญมี
เพราะว่าเชื่อในสติปัญญาของบุญมี

มีอยู่วันหนึ่ง กรรมบังก็มาเล่าให้บุญมีฟังว่า

“ฉันเบื่อจังเลย อึดอัดมากด้วย
ห้องที่ฉันอยู่เนี่ยมันเล็กนิดเดียว
เงินก็มีอยู่แค่นี้ ที่จะไปเช่าห้องอยู่ก็มีอยู่แค่นี้
แต่ไม่ชอบเลย ห้องมันเล็ก
ทำยังไงเงินที่มีอยู่นี่ ถึงจะไปเช่าห้องได้ใหญ่กว่านี้”

บุญมีพอได้ยินเพื่อนก็เลยถามกลับไปว่า
“แล้วเงินมีเท่าไหร่”

กรรมบัง : “มีอยู่ 500 เนี่ย”

บุญมี : “500 หรอ ตอนนี้เช่าห้องแล้วใช่ไหม”

กรรมบัง : “เช่าไปแล้ว”

บุญมี : “แล้วเหลือเท่าไหร่”

กรรมบัง : “เหลือ 500 เนี่ย กินทั้งเดือนเลย

บุญมี : “อืม เอางี้ๆ ไปซื้อแพะตัวหนึ่ง”

กรรมบัง: “ซื้อแพะ? ตัวนึง 200 เลยนะ?”

บุญมี : “อืม ไปซื้อแพะมา เอาตัวผู้นะ ต้องตัวผู้ด้วย”

กรรมบัง : “ซื้อมาทำไม เดี๋ยวเงินหมด”

บุญมีก็หันไปมองหน้าแบบจ้องตา

กรรมบัง : “โอเคๆๆๆ”

…ก็เดินไปซื้อแพะ…
กรรมบัง : “ซื้อมาแล้วทำยังไง?”

บุญมี : “ก็เอาไปเลี้ยง”

กรรมบัง : “หา?? เลี้ยงที่ไหน อยู่ห้องพัก”

บุญมี : “เออ ก็เลี้ยงในห้องนั่นแหละ”

กรรมบัง : “เอ้า?”

บุญมี : “เออเลี้ยงไปเหอะ ถามอยู่นั่นล่ะ”

ก็เอาแพะเข้าไปเลี้ยง

ตกกลางคืนแพะก็เดินไม่หยุด
ทั้งฉี่ ทั้งขี้ ทั้งเยี่ยว ทั้งวิ่งจะออกไปข้างนอก
ไปมาจับขังไว้ในห้องสี่เหลี่ยม
โอย…ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกัน
รำคาญก็รำคาญ เหม็นก็เหม็น ห้องก็เล็กอยู่แล้ว
เที่ยวนี้ทำไมทำอย่างนี้ เจ็บใจ นอนแค้นทั้งคืน

ตื่นมาก็ลากแพะไปหาบุญมีแต่เช้าเลย
(ตาโหลเลยเมื่อคืนไม่ได้นอน)
ไปถึงก็ต่อว่าไม่หยุดเลย

บุญมีก็นั่งฟังอยู่พักหนึ่ง
พอเห็นเพื่อนพูดจนเหนื่อยแล้วด่าเสร็จแล้ว

บุญมี : “อืม แล้วจะเอาไงล่ะ”

กรรมบัง : “ก็ใช่สิ! แล้วจะเอายังไงเนี่ย!”

บุญมี : “เอางี้ ไปซื้อตัวเมียอีกตัวหนึ่ง”

กรรมบังยั้วสุดขีดเลย

กรรมบัง : “นี่พูดจริงพูดเล่นเนี่ย”

บุญมี : “พูดจริง เคยพูดเล่นที่ไหน”

กรรมบัง : “นี่จะแกล้งกันหรือเปล่าเนี่ย?”

บุญมี : “ไม่แกล้ง แล้วเหลือตังค์เท่าไหร่ล่ะ”

กรรมบัง : “ก็เหลือ 300 เนี่ย ซื้อไปแล้ว 200”

บุญมี : “ไปซื้อตัวเมียนะ เที่ยวนี้ตัวเมีย”

กรรมบัง : “ทำไมต้องตัวเมีย??”

บุญมี : “เออ ตัวเมียนั่นแหละ”

…ก็ไปตลาด เพราะเชื่อบุญมี…
ไปได้มาอีกตัว เลยเหลือร้อยเดียวเลยทีนี้
ลากกลับมาพะรุงพะรังสองตัว
ตกกลางคืนลากเข้าห้องอีก โอ๊ยทีนี้
ตัวเดียวก็จะแย่แล้ว ทีนี้ตัวผู้ได้ตัวเมียเลย
ยุ่งกันใหญ่เลยในห้อง มันวุ่นวายมาก
ทั้งขี้ทั้งเยี่ยวเต็มไปหมด
รำคาญสุดๆ กว่าเดิมทีนี้
ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน มันเดินย่ำเอาเลย

เช้ามานี่แค้นสุดๆ ลากไปทั้งคู่เลยด้วยความแค้น
กระชากลากถูกไปหาบุญมี
แล้วทีนี้ว่าด่าแล้วก็สาธยายความทุกข์ให้ได้ฟัง
เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง เป็นชั่วโมง
จนเหนื่อย ถามจะเอายังไงทีนี้

บุญมี : “เอาอย่างนี้ละกัน ขอโทษที เอาไปขายเหอะ”

กรรมบัง : “หา?? เอาไปขายหรอ
เหลือตัวละร้อยยังไม่รู้จะได้รึเปล่า”

บุญมี : “เออ ขายไปเหอะถ้างั้น”

กรรมบัง : “อะไร! ทีหลังไม่ฟังแล้ว! แกล้งกันรึเปล่า”

บุญมี : “ขอโทษที ไปขายเหอะไป”
แล้วบุญมีก็เดินหลบเข้าบ้านไปเลย

กรรมบัง : “อื้มมมม…”

ก็ลากแพะไปตลาด ไปนั่งขายอีก
กว่าจะมีคนซื้อ ขายได้ตังค์มาตัวละ 100
ซื้อมาตัวละ 200 ขาดทุนเฉยๆ เลย
เหลือตัวละร้อย ขาดทุนไปสองร้อย
แค้นเพื่อน ใจอกุศลเลย

กลับบ้าน ไม่ไหวแล้ว เพลีย
ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสองคืน

พอเปิดห้องโอโห… ขี้แพะเต็มไปหมด
ล้างห้องกว่าจะหมด

พอล้างเสร็จก็เอนตัวลงนอนเลย

“เฮ้อออ… ห้องค่อยกว้างขึ้นหน่อย…

เอาแพะไปขาย ค่อยหลับสบายหน่อย…”

…พึ่งรู้สึกว่าห้องมันกว้างขึ้น…

…แล้วก็นอนหลับอย่างมีความสุข…

กรรมบังเอ๋ย… เจอบุญมีเล่นซะห้องกว้างเลย

เสียไป 200 ห้องกว้างเลย
เห็นหรือยังการทำห้องให้กว้างโดยใช้ปัญญา

เพราะอะไรรู้ไหม

ผมลองให้ท่านคิดดูให้เป็นธรรมะ
แสดงว่ามันต้องมีสภาพธรรมอยู่ข้างใน

เพราะจิตทุกคนมีโมหะ(ความหลง) แต่เราไม่เห็นเลย
ผมถามความรู้สึกวันแรกที่ท่านเรียนจบ
แล้วท่านเข้าไปสมัครงาน
สมมุติว่าตอนนี้แล้วกัน
เขาบอกว่าปริญญาตรีจะได้หมื่นห้า
เราเรียนมาก็มีแต่เสียเงินค่าเทอม
จบปริญญา นี่ครั้งแรกจะได้เงินเดือนแล้ว

เจ้านายบอก “หมื่นสี่ เอาไหม ทดลองงานก่อน”

“เอา”

เพราะเราจะได้เงินตั้งหมื่นสี่
เราไม่เคยได้เงินเดือนมาก่อน นี่คือเงินเดือนที่เราจะได้มาฟรีๆ

เราทำงานไปได้เงินเดือนเดือนแรก
ดีใจมาก หมื่นสี่
เดือนที่สอง ได้มาอีกหมื่นสี่
เราก็เริ่มไปซื้อข้าวซื้อของ
เดือนที่สาม ได้หมื่นสี่
เพราะยังอยู่ใน Probation (ช่วงทดลองงาน)

พอถึงช่วงพ้นโปร นึกว่าจะได้หมื่นห้า
เจ้านายบอก
“งานของคุณแค่นี้ เอาไปแค่หมื่นสี่ละกัน จะเอาไม่เอา?”

“เฮ้ย โกงฉันพันนึง”

เอาล่ะมันโกงฉันพันนึงล่ะ

แล้วถ้าเขาบอกว่า
“ตกลงเราจ้างได้แค่หมื่นสาม”

…นี่มันโกงเรานะเนี่ย…

“ถ้าไม่เอาคุณก็คงต้องออกไป”

…งั้นออก…

กลับไปอยู่ที่ศูนย์

…ไม่ได้ มันโกงเรา…

เพราะว่าทุกครั้งจิตจะไปเกาะ
เกาะ เกาะ เกาะ
แล้วมันไม่ยอมรีเซ็ตตัวเองกลับมาที่ศูนย์
มนุษย์จึงมีแต่ความโลภ
แล้วก็อยากได้เพิ่มขึ้น อยากได้เพิ่มขึ้น
เพราะจิตไม่ยอมรีเซ็ตตัวเองกลับมาที่ศูนย์

ถ้าจิตรีเซ็ตตัวเองกลับมาที่ศูนย์เมื่อไหร่
ทุกบาททุกสตางค์ จะกลายเป็นได้ฟรีทุกขณะ
ตลอดการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้

คนๆ นั้นจึงมีความสุข

เรียบเรียงจากเรื่องเล่าในคอร์สปฏิบัติธรรม
มัคคานุคาเข้ม ที่ชื่อคอร์สว่า “ไฟลุกกลางหอธรรม”
ธรรมบรรยายโดย อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

สามารถฟังเสียงเล่านิทานเรื่องนี้ได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=tsQrItn0Ubk

สามารถดูธรรมบรรยายคอร์สนี้แบบออนไลน์ฉบับเต็ม ได้ที่นี่
http://youtu.be/lB5iN17oKJI?list=PLg335evdAUbb0ARKin2CuNvkRkiAV3_uh

ฟังแบบคลิปเสียง MP3 ได้ที่นี่
https://makkanuka.wordpress.com/2015/02/28/on-fire-course/

หมายเหตุ: บทความนี้ประกอบด้วยเรื่องเล่า
ที่ไม่ทราบท่านใดได้เป็นผู้ประพันธ์ไว้ เป็นเรื่องราวที่มีเนื้อหาที่ดีมาก
ขอขอบคุณผู้ประพันธ์ไว้ ณ ที่นี้ที่ได้รังสรรค์ผลงานนี้ไว้

ขออนุญาตนำเรื่องนี้มาเล่า เพื่อเป็นอุทาหรณ์ และใช้ในการเรียนการสอนต่อไป
(ทั้งนี้อาจมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนไปบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหาในการสอนขณะนั้น)

นักปฏิบัติธรรมเรื่อง “่น้ำลด ตอผุด”

look-at-yourself
วันนี้ทุกคนอยู่กับสรรพสิ่งรอบตัวไม่ว่าจะครอบครัว เพื่อน อาหารการกิน การเดินทาง งานหลัก งานอดิเรก ของรัก ของหวง ของโปรด มากมายรอบๆ ตัวในแต่ละวัน แต่ละเวลาจนเคยคุ้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
เคยสังเกตเห็นไหมว่าเราอยู่กับสิ่งเหล่านี้จนมันถูกนับรวมเข้ามาไว้ในชีวิตของเราด้วยว่า นี่คือความเป็นตัวฉัน เรามีสิ่งของต่างๆ แม้นผู้คนรอบข้างจนเหมือนกับว่าเป็นกันและกันจนขาดกันไม่ได้ ไม่ว่าจะไลฟ์สไตล์ หนังสือการ์ตูน รายการโปรด อาหารจานเด็ด ความวุ่นวายกับลูก กับงาน กับคนในครอบครัว
หากท่านได้มีโอกาสพรากออกมา ในช่วงต้นจะมีผู้คนที่แตกต่างกันในความรู้สึกคือ พวกแรกรู้สึกอึดอัดโหยหา อยากที่จะกลับไปใช้สิ่งนั้นๆ หรือไปหาสิ่งนั้นๆ ทันที รู้สึกทุกข์ใจ เร่าร้อน นี่แสดงให้เห็นในคนทั่วๆ ไปที่ขาดสิ่งที่เคยมีเคยเป็น คล้ายอาการลงแดงของคนติดยาเสพติด มองโลกขวางหู ขวางตาไปหมด
พวกที่สอง รู้สึกโล่ง เบาที่พรากออกมาจากสิ่งเป็นทุกข์ ความวุ่นวาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก จะเห็นเอง ยอมรับเองว่าความโหยหาในสิ่งรัก สิ่งโปรดหรือคนรัก คนโปรด เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นตามกาลเวลา ซาไปได้ในช่วงแรกๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเหมือนแรงที่ดึงรั้งให้พรากออกนั้นจะเริ่มอ่อนแรงลง คนพวกนี้แม้จะได้เห็นความจริงหรือสัมผัสกับความจริงได้บ้างแล้ว แต่ความที่ยึดติด เสพติดกับสิ่งต่างๆ เอาไว้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะในเรื่องของกามคุณ จิตใจจะเริ่มเผารนมากขึ้นทุกวัน หากเป็นการมาเข้าคอร์สปฏิบัติที่ระยะเวลายาวๆ หรือออกบวชก็เช่นกัน จิตใจจะเริ่มเผารนรอวันที่จะสึกออกไปแทบจะทนไม่ไหว ในใจรอวันที่จะได้กลับไปทำอย่างนั้นๆ อีก ตรงนี้จะเห็นว่าการที่เราเคยชิน เคยคุ้นกับการทำอะไรหรือกิจกรรมใดๆ จนเกิดเป็นความเคยชินนั้น เมื่อไม่ได้ในวันใดวันหนึ่ง สิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับมาเป็นตัณหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีสติปัญญาพอที่จะเห็นความจริงถอดถอนความเคยชิน และปัญญาอย่างเดียวก็คงเปลี่ยนความเคยชินนั้นไม่ได้แต่ต้องสร้างความเคยชินใหม่ควบคู่กันไปให้ได้ จนความเคยชินใหม่เบียดความเคยชินเก่า จนเจือจางเบาคลายไปจากใจ ความเคยชินใหม่นั้นจึงต้องสร้างด้วยความเคยชินในการทำกุศล นั่นมาจาก สัมมาวายามะ มรรคองค์ที่๖
ส่วนพวกสุดท้ายเมื่อได้พรากออกมารู้สึกดีทันทีที่พ้นจากเรื่องวุ่นๆ ยิ่งอยู่ไป ยิ่งได้พรากออกมากขึ้นเริ่มสัมผัสกับความสุขสงบเย็นมากขึ้น ความโหยหามีอยู่บ้างแต่ดูเหมือนจะไม่มีความหมายใดๆ เหมือนนุ่นปลิวไปมาในอากาศ ไม่ได้สร้างความเสียหายหรือมีพลังจะสร้างความเสียหายให้อะไรๆได้ นอกจากสร้างความรำคาญเล็กๆ น้อยๆ คนกลุ่มนี้อุปมาดั่งเช่นเสือถูกจับไปเลี้ยงไว้ในกรง เอาไปเลี้ยงไว้ในสวนสัตว์ มีที่ให้เดินไปมา มีอาหารให้กิน ให้ความสุขสบาย แต่วันหนึ่ง เสือนั้นหลุดจากกรง เดินไปถึงชายป่า เริ่มเดินลึกเข้าไปในป่า หันซ้ายแลขวาด้วยใจระทึก ไม่มั่นใจว่านี่คืออะไร แต่ในใจลึกๆ เต็มไปด้วยความลิงโลดภายใน ตื่นเต้นเหมือนเด็กน้อยได้เล่นน้ำ เสือจะหยุดมองกลับไปข้างหลังเพราะเริ่มรู้สึกว่าเราเดินเข้ามามากเกินไปแล้ว เกิดความลังเลที่จะเดินไปต่อหรือจะเดินกลับ แต่แล้ววินาทีแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เสือตัวนั้นตัดสินใจคือ ออกวิ่งอย่างสุดชีวิตด้วยใบหน้าเบิกบาน มีความสุขที่สุดและไม่คิดจะหันหลังกลับไปสู่กรงอีกเพราะกรงนั่นไม่ใช่บ้านของเรา มันไม่เคยเป็นด้วยซ้ำ เราถูกหลอกให้อยู่ในกรงอยู่ในสวนสัตว์ด้วยคำพูดกรอกหูจากผู้คนที่โง่เขลาเบาปัญญาว่า กรงดี เขาไม่ได้หลอกเรา แต่เขาเขลา มีปัญญาอยู่เพียงเท่านั้น คนพวกนั้นบอกว่าต้องอยู่ในสวนสัตว์แล้วจะมีกินมีใช้ มีคนเอาอาหารมาโยน มาถ่ายรูป มายิ้มให้ มาโบกมือแล้วจะสนุกไปวันๆ เราจะรักกันไปชั่วนิรันดร์ แต่สุดท้ายแล้วทุกคนก็เดินจากไปทีละคนสองคน ที่ทุกข์เศร้าก็หาอะไรมากลบเกลื่อนแล้วก็มาสนุกกับคนใหม่ๆ ต่อไปจนถึง..คิวของเรา ทุกวันๆ ก็เป็นไปได้แค่นั้น ไม่เคยพบกับความอิสระที่แท้จริง มีแต่ความอิสระจอมปลอมที่โลกหลอกกันมา ดูคล้ายความอิสระแต่ไม่ว่าจะทำอะไรๆ ล้วนพาใจให้เป็นทาสทุกที
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ บุคคล 3 ประเภทที่กล่าวมานั้น คงเปรียบกับเราแต่ละคนที่เป็นผู้ปฏิบัติได้ไม่ยากและท่านคงยอมรับความจริงที่ตัวเองได้ว่าท่านเป็นประเภทไหน อยากเป็นแบบไหนจะคิดเอายังไงก็ได้ไม่มีใครเถียงด้วยหรือมาให้คะแนนหรือมาคาดคั้นเอาความจริงให้ได้อายใดๆ แต่เราคงทราบดีและรู้เลยว่าบุคคลประเภที่ 3 แน่นอนเลยมีอัธยาศัยในการออกจากสังสารวัฏแน่นอน บุคคลประเภทที่ 2 นั้น ก็คงต้องเพียรทำ เพียรอดทน เพียรในการเจริญภาวนาให้เห็นความจริงต่อไปแล้ววันหนึ่งจะละเหตุแห่งทุกข์ได้และพรากออกจากโลกได้ในวันหนึ่งข้างหน้า ส่วนประเภทที่ 1 คงยากจะเยียวยาแต่หากเขาได้ยินได้ฟังได้มีหมู่กลุ่มคอยช่วยเหลือวันหนึ่งก็คงจะเป็นประเภท 2 ประเภทที่ 3 ได้ในกาลข้างหน้า
แล้วชื่อเรื่อง “น้ำลด..ตอผุด” ที่ตั้งไว้ ถ้าต้องเอามาใส่ให้ตรงกับความหมายในเนื้อเรื่องนี้ ท่านคิดว่าจะใส่ตรงไหนดี
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม (๔ กันยายน ๒๕๕๗)
http://www.suanyindee.net/

และสามารถศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจาก อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ได้ที่
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

FB: ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/