ลูกเจี๊ยบผู้หลงโลก

ลูกเจี๊ยบผู้หลงโลก
ลูกเจี๊ยบ เกิดมาในโรงเลี้ยง โรงเลี้ยงไก่มีไก่เต็มเลย ลูกเจี๊ยบค่อยๆ ถูกฟักออกมาจากไข่ แล้วก็ค่อยๆ โตขึ้นมา ได้อาหารที่อยู่ในรางแล้วก็กินอาหารกัน ค่อยๆ โตขึ้นทุกวัน
เมื่อโตขึ้นก็เริ่มรู้จักที่จะแย่ง เริ่มรู้จักที่จะต้องการที่จะมีพื้นที่ ก็เริ่มมีการทะเลาะเบาะแว้ง เพื่อจะให้ได้พื้นที่ของตัวเอง เริ่มมีการขัดแย้งกันเพื่อจะให้ได้ตัวเมีย อยากจะได้ตัวเมียมาเป็นเจ้าของ อยากจะได้พื้นที่มาเป็นเจ้าของก็เริ่มมีการจิกตีกัน ทะเลาะกันไม่ได้หยุด
ทุกวันก็กินอาหารในรางแล้วก็โตขึ้น โตขึ้น โตขึ้น การทะเลาะเบาะแว้งแย่งพื้นที่ แย่งตัวเมียก็เกิดขึ้นในทุกๆ วัน ทุกๆ วัน ทุกๆ วัน อยากที่จะเป็นใหญ่ อยากที่จะเป็นผู้นำ ไก่เหล่านั้นล้วนจิกตีกันไม่ได้หยุด ทะเลาะกันไม่ได้หยุด
จนกระทั่งถึงวันที่โตเต็มวัยพร้อมที่เขาจะเอาไป เขาก็จับมันต้อนเข้าสุ่ม ต้อนเข้าสุ่ม มันก็แย่งกันทะเลาะกันเพื่อจะเดินนำหน้าบ้าง เพื่อจะเอาตัวเมียบ้าง อันนี้ของฉัน ตัวเมียของฉัน อันนี้พื้นที่ของฉัน ฉันต้องเดินตรงนี้ จนกระทั่งเข้าไปอยู่ในสุ่มในกล่องที่ท่านอาจจะเคยเห็นในรถบรรทุก เป็นลังใหญ่ๆ หน่อย ไก่ก็ถูกจับเข้าไปอยู่ในนั้นมันก็จิกตีกัน ทะเลาะกันเพื่อจะบอกว่าตรงนี้ของฉัน พื้นที่ตรงนี้ของฉันนะ เธออย่ามาเอาตรงนี้ของฉัน ของฉัน รถก็วิ่งผ่านไฟแดงไปอยู่บนทางมันก็ทะเลาะกัน รถเบรกก็หัวทิ่ม หัวทิ่มมันก็ทะเลาะกัน แกอย่ามาชนฉัน แกอย่ามาโดนฉัน ทะเลาะกันไม่ได้หยุด แย่งตัวเมียกันไม่ได้หยุด
มันหารู้ไม่ว่าตั้งแต่วินาทีที่มันเกิด จนกระทั่งตอนนี้กำลังจะถูกส่งเข้าโรงเชือด มันมีชีวิตที่จำกัดมากๆ แต่มันยังทะเลาะกัน มันยังตีกันทั้งๆ ที่รู้ว่าปลายทางคือความตาย แต่มันไม่รู้ถึงแม้ว่ามันจะรู้ก็ตาม แต่ไม่น่าเชื่อว่าตลอดทางของการมีชีวิตมันประมาทเหลือเกิน มันไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่กำลังก่อ กำลังทำ กำลังสร้างกรรม กำลังสร้างอกุศล ล้วนแต่พาให้ชีวิตตกต่ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงอาจจะเป็นภพชาติหน้าก็ตาม
จนกระทั่งรถวิ่งไปถึงโรงเชือด เขาเปิดสุ่ม มันก็ยังทะเลาะกัน แย่งที่จะเดินข้างหน้า ฉันต้องเดินข้างหน้า แกต้องเดินข้างหลัง รู้รึเปล่าว่าฉันเป็นใคร อันนี้ตัวเมียของฉัน แล้วมันก็เดินเข้าไปในราง จนขณะที่มันกำลังทะเลาะ กำลังแย่ง กำลังจิกตี มีดก็ปาดคอ ฟึด! อย่างรวดเร็ว แล้วก็สิ้นใจ ล้มลง ท่ามกลางเลือดของตัวเอง แล้วก็จบชีวิตไปอีกหนึ่งชาติ
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เราจะเห็นเลยว่าไก่ประมาทเหลือเกิน มันจะตีกันไปทำไมนักหนา อยู่ในสุ่มก็จะตายกันอยู่แล้ว
ถ้าเราย้อนกลับมา ความจริงชีวิตของมันถูกล็อกไว้ด้วยความตายตั้งแต่วันที่มันเกิดแล้วล่ะ
เราอาจจะบอกว่า “ใช่ มันถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นอาหารของเรา ยังไงมันก็ตาย” จะไก่สี่สิบแปดวัน ไก่สี่สิบหกวัน มันก็ตาย
แล้วไก่อย่างพวกเราล่ะ แปดสิบปี เจ็ดสิบปี หรือจะหกสิบปี หรือจะกี่ปีก็ตาม ไม่ตายหรือ?
แล้ววันนี้ระหว่างตั้งแต่คลอดออกมา จนกระทั่งถึงตอนนี้ ไม่ได้จิกตีกันเพื่อเรื่องแย่งพื้นที่แย่งตัวเมีย แย่งอาหาร แย่งทรัพย์สินแย่งทุกอย่างกันหรือ?
แล้วปลายทางของพวกท่านคืออะไร?
วันนี้ชีวิตอาจจะกำลังอยู่ในสุ่มที่เขากำลังขนไปใกล้ๆ โรงเชือดแล้ว ยังจิกตีกันไม่เลิก ยังทะเลาะกันไม่เลิก ทะเลาะกันไปจนกระทั่งถึงว่าข้าจะต้องเดินข้างหน้าเพื่อจะเข้าสู่แดนประหารหรือเปล่า?
เราไม่ประมาทแน่นะ หรือว่าตอนนี้เรากำลังประมาท ถ้าเราไม่ประมาทผมก็อนุโมทนาสาธุด้วย แต่ถ้าท่านประมาท น่าจะหยุด แล้วหันกลับมาดูตัวเอง ชีวิตของเราใกล้จะถูกเชือดเต็มที ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน อีกไม่นาน
ความตายเป็นสิ่งที่มาถึงแน่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเตือนเอาไว้ตลอด ที่ให้ทำมรณสติก็ดี ให้อยู่ด้วยความไม่ประมาทก็ดี เพราะวันนั้นมาถึงแน่ ไม่ได้ขึ้นกับอยากหรือไม่อยากของใคร
ตอนนี้เวลาที่ท่านกำลังฟังผมอยู่อาจจะเป็นเวลาประมาณซักตีห้าสี่สิบ หรือตีห้าสี่สิบห้าก็ตาม หกโมงเช้ามาถึงแน่ หกโมงเช้ามาถึงแน่ไม่ขึ้นกับอยากหรือไม่อยากของใคร ต่อให้ตอนนี้ท่านอยากให้มันถึงหกโมงเช้าเร็วๆ หกโมงเช้าก็มาถึงแน่โดยไม่ขึ้นกับความอยากของท่าน ต่อให้ท่านกำลังมีความสุขกับการฟังธรรมท่านไม่อยากจะให้ถึงหกโมงเช้าเลย หกโมงเช้าก็มาถึงแน่ ไม่ขึ้นกับความไม่อยากของใคร
อยากหรือไม่อยากของใคร ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความจริงนั้นเลย
แล้วผมอยากจะบอกว่าถ้าหกโมงเช้ามาถึงจริงๆ ผมอาจจะไม่มีเวลาพูดจนถึงตอนนั้น แต่ผมอยากจะให้ท่านหันไปดูนาฬิกาแล้วบอกตัวเองว่าเมื่อหกโมงเช้ามาถึง มันคือตอนไหน?
ท่านจะบอกว่าตอนที่หกโมงเช้ามาถึง มันคือ “ตอนนี้”
เหมือนกันครับ เมื่อความตายมาถึงจริงๆ มันจะคือ “ตอนนี้” มันจะคือตอนนี้ของทุกๆ คน มันจะคือปัจจุบันของทุกคน ถ้าตอนนี้เรายังไม่พร้อม ตอนนั้นก็คือตอนนี้ เช่นกันท่านจะไม่พร้อมเลย
เพราะฉะนั้นอย่าเป็นไก่ในสุ่มที่เอาแต่จิกตีกัน
กลับมาดูแลตัวเอง กลับมาหันมาสนใจที่จะปฏิบัติภาวนา อยู่ในศีล อยู่ในธรรม วันนี้เรายังมีชีวิตอยู่ ให้บอกตัวเองว่าเช้านี้เรามีโอกาสดีจริงๆ ที่มีโอกาสได้ออกไปจากบ้าน ออกไปปฏิบัติธรรม ออกไปช่วยเหลือผู้คน ไม่ว่าท่านจะทำงานอะไร ท่านจะต้องปฏิสัมพันธ์กับใคร ท่านสามารถหาความสุขในชีวิตได้ด้วยการปฏิบัติธรรม ด้วยการดีกับทุกๆ คน ยิ้มแย้มกับทุกคน ช่วยเหลือทุกคนที่กำลังลำบาก ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ใช้สิ่งที่ท่านมีช่วยเหลือทุกคน แล้วสังคมจะเป็นสุข แล้ววันนี้ท่านจะได้ปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องไปที่ไหน เพราะปฏิบัติธรรมจริงๆ อยู่ที่กายกับใจของท่านเอง
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

จากธรรมบรรยายในรายการ “สุขทุกวัน ๗ วัน ๗ กูรู”
AMARIN TV HD (๒๓ มกราคม ๒๕๕๘)
https://www.youtube.com/watch?v=5LiHXTRHP1o

หรือดูคลิปวีดีโอธรรมบรรยายฉบับเต็มได้ที่นี่
https://youtu.be/xkZmKtrHH5Q?list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5

ศึกษาธรรมะข้อธรรมต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
https://makkanuka.wordpress.com/

Advertisements