(การ์ดคำสอน) เพราะคือความรักที่แท้จริง ความรักที่บริสุทธิ์

ทำไมวันนี้ความรักถึงนำมาซึ่งความทุกข์ แต่หลายคนก็จะเถียงในใจว่า “..ไม่ใช่ ความรักทำให้โลกแจ่มใส ทำให้โลกกลายเป็นสีชมพู ทำให้โลกมีพลัง..”
ผมไม่เถียงถ้าใช้ได้ถูกต้อง แต่วันนี้เอาเข้าจริงๆ วันที่ท่านรักแล้วคนรักจากไป ยังไงก็ทุกข์ แล้ววันนี้มันมีอะไรที่ไม่พลัดพรากจากกันบ้าง เราจะย้อนกลับมาดูก่อนว่ารากเหง้าหรือต้นตอของความรักที่เราเข้าใจผิดมันจึงนำมาซึ่งทุกข์ มีเพลงๆ หนึ่งที่บอกว่าด้วยรักและผูกพัน อันนี้แหละคือความจริง เพราะทุกครั้งที่ต้นรักของเราก่อขึ้นไปมันจะมีสายใยของความผูกพันเข้าไปเกาะเกี่ยวไว้ตลอดเวลา นี่จึงทำให้ความรักทั้งหลายมีพื้นฐานที่เตรียมจะทุกข์อยู่แล้วเพราะความผูกพัน วันนี้เราจึงสงสัยว่าแล้วรักแบบไหนหรอที่มันจะไม่ทุกข์ ถ้ารักแล้วไม่ผูกพันเลยนี่แปลว่าอะไร
ผมจะเริ่มอธิบายอย่างง่ายๆ ก่อน ถ้าสมมุติต่อหน้าท่านมีเด็กสองคน คนแรกอ้วนจ้ำม่ำ น่ารัก ผิวขาว อีกคนหนึ่งที่ยืนข้างๆ ตัวดำมาจากซูดาน ผมเกร็ง ตัวผอม ลีบ เอาแบบไม่ต้องใช้จริตอะไรมาก เดินเข้าไปอย่างที่ท่านปรารถนาเลยใช้ความน่ารักเดินเข้าไปหา ท่านจะเดินเข้าไปหาเด็กคนไหน แน่นอนเราจะเดินเข้าไปหาเด็กขาว ตัวอ้วน น่ารัก จ้ำม่ำ ทำไมเราไม่เข้าไปหาเด็กดำ “..มันไม่น่ารักเลย..”
อันนี้คือความจริง เอาล่ะ วางเด็กคนนั้นลงแล้วถอยหลังมาใหม่ แล้วเปลี่ยนใหม่เที่ยวนี้ให้เข้าไปอุ้มด้วยความเมตตา คำตอบอยู่ที่ท่าน ท่านจะเดินเข้าไปอุ้มเด็กคนไหน หรือท่านอาจจะเดินเข้าไปหาเด็กซูดานผอมเกร็งทันทีเลยก็ได้เพราะรู้สึกว่าน่าสงสาร มีเมตตา
เห็นหรือยังครับว่าคำว่ารักกับเมตตามีความต่างกันอยู่ในตัว ถ้าเราเปลี่ยนความรักที่มีต่อลูกเป็นความเมตตา เราจะทำทุกอย่างที่เราทำอยู่เหมือนเดิมแต่มีสิ่งหนึ่งที่หายไป
คำว่าผูกพันมันนำมาซึ่งความคาดหวังแล้วก็ปรารถนาที่จะได้อะไรตอบแทนมาบ้าง อย่างน้อยที่สุดคือรอยยิ้มหรือความรักตอบก็ยังดี นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนให้กับลูกแล้วเราก็บอกว่า “..เราไม่ได้มีความคาดหวังอะไรกับลูกนะ เราไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทน..” แต่ทุกครั้งจริงๆ แล้ว ในความปรารถนาดีของท่าน มันแอบแฝงลึกๆ เอาไว้ ซึ่งเราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่นั่นนำมาซึ่งทุกข์
ในการเลี้ยงลูกแล้วก็ปรารถนาดี ดีทั้งทั้งนั้นหละ ดีทั้งนั้นแต่ถ้าเราอยากรู้ว่าต้นเหตุจริงๆ ของมันคืออะไรที่ทำให้เกิดความทุกข์กันทั้งหมด มันมาจากสิ่งนี้ล่ะ แล้วถ้าเข้าสู่การปฏิบัติธรรมจนกระทั่งถอนแล้วก็ชำระสิ่งนี้ลงได้ แล้วตกลงเราต้องทำยังไง ก็ไม่ต้องรักลูกกันหรอ เปล่าหรอก
ความรักมันมีความรักที่บริสุทธิ์ ความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ เป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ว่าจะใครๆ ก็ตาม
เวลาฟังดูง่ายแล้วเราก็รู้สึกว่าเราจะเป็นคนนั้นด้วย
ในครั้งหนึ่งที่สวนโมกข์ มีการบรรยายของภิกษุณีท่านหนึ่ง อายุท่านตอนนั้นในวันที่ท่านบรรยายน่าจะประมาณ 85 ผมก็ไปนั่งฟังอยู่ด้วย ในตอนแรกที่ผมไปผมอยากจะดูว่าคนจากที่อื่นๆ เขาปฏิบัติธรรมกันยังไงนั่นคือจุดมุ่งหมายที่ผมไป แต่หลังจากผมฟังท่านปฏิบัติแล้วผมกลับไม่ได้สนใจเรื่องปฏิบัติมากนักมีเรื่องหนึ่งที่โดนผมมากๆ คือเรื่องที่ท่านเล่า
ท่านบอกว่าตอนที่ท่านอยู่ที่อังกฤษ ท่านเป็นคนอังกฤษ ตอนนั้นท่านอายุ 19 ท่านบอกว่าท่านมีความปรารถนามากๆ เลยที่อยากจะไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศอินเดีย ท่านบอกว่าไม่รู้ทำไม ท่านก็จึงไปทำเรื่องที่สถานฑูตอินเดียในประเทศอังกฤษเพื่อจะขอไปปฏิบัติธรรมโดยไม่บอกคุณแม่ เพราะว่ากลัวคุณแม่จะห้าม หลังจากที่ทำเรื่องแล้วก็สถานฑูตอนุมัติวีซ่าเรียบร้อย ก็จึงกลับมาบอกคุณแม่ บอกว่าหนูอยากจะไปปฏิบัติธรรมที่อินเดีย จะเป็นการไปแล้วไม่กลับมาอีก
เราเป็นพ่อเป็นแม่ถ้ามีลูกอายุ 19 มาบอกเราอย่างนี้ ท่านจะตอบลูกว่ายังไงครับ ผมไม่ทราบหรอกว่าท่านจะคิดยังไงก็ตาม แต่สิ่งที่เราจะฟังคือเราจะฟังจากคุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้
คุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้ตอบว่า “เอาสิลูก ถ้ามันเป็นความปรารถนาของลูก ถ้ามันเป็นความสุขของลูก แม่พร้อมจะช่วยเหลือ ลูกต้องการอะไรบอกแม่มาเลย ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบินหรืออะไรก็ได้” เพียงแต่แม่บอกว่าเขียนจดหมายมาหาแม่บ้าง หรือถ้ามีเวลาว่างก็แวะกลับมาเยี่ยมที่บ้านบ้าง
จากนั้นเธอก็ไป เธอหายไปหลายสิบปีไปอยู่ที่อินเดียแล้วก็ติดต่อทางบ้านมาเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณแม่เขียนจดหมายไปหาเธอว่า ซื้อตั๋วเครื่องบินให้กลับมาบ้าน แต่เป็นตั๋วไปกลับไม่ต้องห่วง เธอก็จึงบินกลับมาเยี่ยมบ้าน เธอได้พบกับน้าสาวซึ่งเป็นน้องของคุณแม่ น้าสาวบอกเธอว่าหลังจากที่เธอไปแล้วก็ได้คุยกับคุณแม่ คุณแม่ของเธอคุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้ คุณแม่ของภิกษุณีท่านนี้เล่าให้น้าสาวฟังว่า ถ้าได้เกิดชาติหน้าฉันใดแล้วมีโอกาสได้เกิดอีกแล้วเลือกเกิดได้ ขอให้ได้เกิดเป็นแม่ของภิกษุณีท่านนี้อีก เพราะหากภิกษุณีท่านนี้ไปเกิดอยู่ในท้องของคนอื่นที่ไม่เข้าใจ เชื่อว่าเธอจะต้องถูกขัดขวางจากคุณแม่คนนั้นแน่ๆ
ภิกษุณีท่านนี้เธอบอกว่าหลังจากเธอได้ยินน้าสาวพูดอย่างนี้ เธอรู้เลยว่าเธอมีแม่ที่ประเสริฐมากๆ แม่ไม่เคยพูดว่าแล้วเธอไม่รักแม่แล้วหรออยู่ๆ เธอก็ทิ้งแม่ไป ไม่เคยมีคำพูดเหล่านี้ออกจากปากแม่เลย แต่แม่กลับช่วยเหลือแล้วก็ดูแลทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นความปรารถนาของลูกแล้วสิ่งที่ลูกทำก็เป็นสิ่งถูกต้อง ไม่ใช่ว่าต้องเป็นไปดั่งใจของแม่หรือว่าต้องเป็นไปตามที่คุณแม่คาดหวัง แต่ว่านี่เป็นความสุขและเป็นความปรารถนาดีของลูก แล้ววันนี้ภิกษุณีท่านนี้ก็เป็นภิกษุณีที่ดังไปแล้วทั่วโลก แล้วการปฏิบัติของเธอก็เป็นที่น่ายกย่อง แล้วก็เชิดชู แล้วก็สรรเสริญ น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าในวันนั้นคุณแม่ขัดขวาง วันนี้จะไม่มีภิกษุณีดีๆ ที่อยู่ในโลกนี้เลย
ตัวอย่างนี้จึงทำให้เราได้เริ่มกลับมาสะท้อนแล้วก็ย้อนกลับมาที่ตัวเรา แน่นอนที่สุดผมว่าคุณแม่ทางบ้านกำลังมีเสียงคัดค้านในหัวเต็มไปหมด แต่เอาเถอะท่านจะคิดยังไงก็ตามแต่นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงๆ หากท่านไม่สามารถทำได้ขนาดนี้ ผมว่าลองหาสมดุลกันหน่อยดีไหม สมดุลระหว่างความรักความห่วงใยที่มีต่อคนที่เราบอกว่าเรารัก ตัวอย่างพวกนี้มีกันอยู่มากมาย ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จก็ดีไม่ประสบความสำเร็จก็ดี แต่ความสำเร็จในชีวิตทุกคนมองไปที่ทรัพย์สินเงินทองแล้วก็ตำแหน่งหน้าที่
สิ่งหนึ่งที่เราลืมไปสำหรับคนที่เรารักก็คือ ความสุข
สิ่งที่ลูกพยามทำให้เราเป็นเพียงต้องการให้แม่มีความสุขหรือเปล่า ที่ให้ได้แม่ปรารถนาแล้วก็ทำให้ได้ดั่งใจแม่ แต่ลูกไม่เคยมีความสุขในสิ่งนั้นเลย ลูกยินยอมที่จะทิ้งความสุขของตัวเองทั้งหมด เพื่อให้แม่ได้มีความสุขตามที่แม่ปรารถนา แต่แม่เองกลับไม่เคยให้สิ่งนี้กับลูกเลย การเลี้ยงลูกวันนี้ เราจึงต้องกลับมาหาสมดุลจริงๆ ที่มีทั้งผสานประโยชน์ของผู้รับ แล้วก็ผู้ให้
อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ “สุขทุกวัน 7 วัน 7 กูรู”
AMARIN TV (5 ธันวาคม 57)
https://www.youtube.com/watch?v=g0fAdXnCBg0

สามารถดูคลิปวีดีโอ อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ในรายการนี้ทั้งหมดฉบับเต็มได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=2WDvhhrm7-8&index=8&list=PLDzf9cyBwgxCNwRsjZgHTiJdfW0iznaQ5

สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่
http://suanyindee.net/

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/

Advertisements