(อ่านออนไลน์) ออกจากสังสารวัฏ

หมายเหตุ: ได้ขออนุญาตจากทางผู้ประสานงานผู้จัดทำหนังสือแล้ว
เพื่อนำเนื้อหาบทนี้มาเผยแผ่ให้สามารถอ่านได้ออนไลน์ เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้สนใจยิ่งขึ้น

เจริญพรโยม โยมเยอะขึ้นทุกวันนะ เดี๋ยวนี้ล้นไปที่วัดหลวงพ่อทุกวัน ธรรมะจะดีที่สุด ต้องเรียนแบบลูกศิษย์คนหนึ่งอาจารย์คนหนึ่งจึงจะเรียนกันง่ายหน่อย ถ้าลูกศิษย์เป็นร้อยเป็นพันนะ อาจารย์สู้ไม่ไหว ฉะนั้นลูกศิษย์ต้องช่วยตัวเองให้เยอะๆ พยายามฟังซีดีที่หลวงพ่อเทศน์ไว้ [๑] ซีดีมีแจกให้ พยายามฟังนะ ฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง ทำใจให้สบายๆ ลืมความรู้เก่าๆ ไปชั่วคราว เปิดใจฟัง ถ้าฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง ฟังไม่กี่ครั้งก็จะเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อบอก แล้วเราจะพบว่าธรรมะเหมือนเส้นผมบังภูเขาเท่านั้นเอง ไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก
pramote-pamojjo-9-1
ธรรมะไม่ใช่เรื่องลึกลับ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
ธรรมะเป็นเรื่องของตัวเรานี่เอง
ธรรมะไม่ได้อยู่ห่างไกลที่ไหน
ธรรมะอยู่ที่กาย ธรรมะอยู่ที่ใจ
กายของเราเป็นธรรมะเรียกว่า “รูปธรรม”
ใจของเราเป็นธรรมะเรียกว่า “นามธรรม”
เพราะฉะนั้นธรรมะอยู่ที่กายอยู่ที่ใจนี่เอง
ถ้าเราไปดิ้นรนค้นคว้าเที่ยวแสวงหาธรรมะจากที่อื่น เราจะหาไม่เจอ
เพราะฉะนั้นธรรมะไม่ได้อยู่ที่หลวงพ่อนะ ธรรมะอยู่ที่ตัวเราเอง ทำอย่างไรเราจึงจะเปิดใจของเราออกมาเรียนรู้ธรรมะ คือเรียนรู้ความเป็นจริงของตัวเราเอง เรียนรู้ลงมาในกาย เรียนรู้ลงมาในใจ ถ้าเรียนรู้ได้ถ่องแท้แล้ว ความทุกข์จะเหลืออยู่ที่กายเท่านั้น ส่วนความทุกข์ทางใจจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
ความทุกข์ทางกายนี่ห้ามไม่ได้
ร่างกายเป็นผลของกรรม
เรามีร่างกายขึ้นมาแล้ว เราจะต้องทุกข์
ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย หนีไม่พ้นสักคนเดียว
แต่ความทุกข์ทางใจนี่ เราแสวงหามา
เราสร้างขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ นี่เอง

ถ้าเราหัดภาวนาจนเรารู้เข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ เราจะหมดความยึดถือในกายในใจได้ ความทุกข์ทางใจจะไม่มีอีก จิตมันจะพรากออกจากกายจากใจ พรากออกจากขันธ์ ขันธ์อยู่ส่วนขันธ์ จิตอยู่ส่วนจิต จิตจะกว้างขวาง ไร้ขอบไร้เขต ภาษาบาลีเรียกว่า “วิมริยาทิกต” [๒]
การที่พวกเราสนใจศึกษาธรรมะเป็นเรื่องดีมาก เรียกว่าเราไม่ประมาท คนที่ประมาทก็คือละเลยที่จะเรียนรู้ตัวเอง ชีวิตก็เลยจมอยู่กับความทุกข์ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวทุกข์เรื่องโน้นเดี๋ยวทุกข์เรื่องนี้ไปเรื่อยๆ หาทางออกไม่ได้ ดิ้นรนแสวงหาความสุข ดิ้นรนหนีความทุกข์ไปเรื่อยๆ แต่ว่าหาไม่เจอ สังเกตดูคนทั้งหลายนั้นเที่ยวหาความสุขตลอดชีวิตจนถึงวันตายเลยนะ แต่ก็หาไม่ได้ จนจะตายก็ยังหาความสุขไม่ได้เลย พอวันจะตายเจ็บหนักๆ ก็ยังรู้สึกว่า ถ้าตายเสียได้คงจะมีความสุข
การที่พวกเราสนใจศึกษาธรรมะเรียกว่าเราไม่ประมาท คนที่ไม่ประมาทนี้พระพุทธเจ้ายกย่องนะ ความไม่ประมาทเป็นธรรมะสำคัญ ขนาดพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานท่านยังเตือนพวกเราว่าอย่าประมาท คำว่า “ประมาท” ก็มีนัยยะกว้างขวาง วันนี้หลวงพ่อลองพูดอีกนัยยะหนึ่งให้ฟังก็ได้คือ
เราจะต้องไม่ประมาทในอกุศลธรรม
ไม่ประมาทในกุศลธรรม
ไม่ประมาทในธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล
เรียกว่าไม่ประมาทในธรรมทั้งหลายทั้งปวง
อย่างอกุศลธรรม ความโลภ ความโกรธ ความหลง
เราก็อย่าประมาท อย่าเห็นว่ามันเล็กๆ น้อยๆ
ความชั่วที่ร้ายแรงที่ใหญ่โตทั้งหลายนั้น
ก่อนมันจะใหญ่ มันก็เล็กมาก่อน
อย่างคนเรานี้ ส่วนใหญ่ที่หัดทำกรรมชั่วอันแรกๆ ก็คือหัดโกหก ฉะนั้นมุสาวาทนี้ทำผิดได้ง่ายๆ ทำผิดกันบ่อย หาคนที่ไม่โกหกนี่หายาก ใครจะโกหกหลวงพ่อว่าไม่เคยโกหกมีไหม หลวงพ่อก็เคยโกหก เพราะฉะนั้นกรรมชั่วที่ทำตอนแรกนั้นเล็กๆ พอเราทำจนคุ้นเคย ก็ทำได้ใหญ่ขึ้นๆ ทีแรกก็บี้มดนะ ต่อมาก็ฆ่าแมลงวัน ตัวโตขึ้นนะ ต่อไปจิตใจเราก็จะคุ้นเคยกับการฆ่า คุ้นเคยกับการโกหก คุ้นเคยกับการทำชั่วทั้งหลายสะสมไป เพราะฉะนั้นเราประมาทกับกิเลสไม่ได้ แล้วก็อย่าประมาทแบบดูถูกกิเลสด้วย
กิเลสเป็นเหตุให้เกิดกุศลก็ได้ อย่างเรามีตัณหา เราอยากดี เราอยากสุข เราอยากได้มรรคผลนิพพาน อันนี้เป็นกิเลสนะ แต่มันผลักดันให้เราหันมาศึกษาธรรมะ พอเราศึกษาธรรมะแล้ว วันหนึ่งเราก็พ้นจากตัณหาได้ เห็นไหม อาศัยกิเลสเป็นพื้นฐาน กิเลสบางตัวเช่น “มานะ” หรือความถือดี อย่างเราเห็นครูบาอาจารย์ท่านภาวนาแล้ว ดูท่านมีความสุข ทำอย่างไรหนอเราจะได้อย่างท่าน เรามันแย่มาก เราไม่ได้อย่างท่าน นี่ก็เป็นกิเลส เรียกว่ามานะ อาศัยมานะนี่เอง มาพากเพียรศึกษาธรรมะ วันหนึ่งเราก็ละมานะได้ ดังนั้นเราจึงดูถูกกิเลสไม่ได้ มันทำให้เกิดผลดีก็ได้ ทำให้เลวลงๆ ก็ได้ ฉะนั้นเราจะประมาทในกิเลสไม่ได้ เราต้องคอยรู้ทันกิเลสไว้
กุศลทั้งหลาย อโลภะ อโทสะ อโมหะ เราประมาทมันไม่ได้
คุณธรรมความดีแม้แต่เล็กๆ น้อยๆ ก็อย่าไปดูถูกว่าน้อยเกินไป
คุณธรรมความดีที่ใหญ่โตทั้งหลายนั้น
ก่อนมันจะใหญ่โตขึ้นมา มันก็น้อยๆ มาก่อน
pramote-pamojjo-17-750px

อย่างพระพุทธเจ้าท่านสร้างบารมี ก่อนจะเกิด “ปรมัตถบารมี” [๓] บารมียิ่งใหญ่ ก่อนจะเกิด “อุปบารมี” [๔] ก็มีบารมีธรรมดาก่อน อาศัยการสร้างคุณงามความดีเล็กๆ น้อยๆ ไปก่อน ให้จิตใจคุ้นเคยกับการสร้างคุณงามความดี วันหนึ่งก็จะสร้างคุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ คุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่นี้จะช่วยเราในนาทีที่เราจะข้ามภพข้ามชาติ ในเวลาที่จิตเดินเข้าสู่อรหัตตมรรคนั้น คุณงามความดีทั้งหลายจะต้องระดมรวมตัวขึ้นมาต่อสู้กับกิเลส จะมาแตกหักกับมาร [๕] ในนาทีสุดท้ายนี่เอง เพราะฉะนั้นเราต้องสะสมคุณงามความดีทุกชนิดเลย
หลวงพ่อยกตัวอย่างให้ฟัง อย่างพุทธประวัติในพระไตรปิฏกเล่าไว้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะนั่งอยู่บนรัตนบัลลังก์ ไม่ใช่บัลลังก์โก้เก๋อะไรนะ นั่งอยู่บน “หญ้ากุศะ” (Kusa grass หรือ Kusah grass) คนไทยเรามาแปลว่า “หญ้าคา” (Cogon grass หรือ Lalang grass) จริงๆ แล้วไม่ใช่หญ้าคา หญ้ามันคม นั่งไม่ได้ แต่คือหญ้า กุศะ เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า “หญ้ากู๊ศ” (Kush grass) ท่านนั่งลงแล้ว ท่านตั้งใจว่า วันนี้ถ้าไม่บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าก็จะไม่ลุก แล้วมารก็มาผจญ ท่านได้อาศัยคุณงามความดีของท่านมาเป็นเครื่องมือต่อสู้ ในนาทีที่จะสู้กับมารเพื่อจะข้ามภพข้ามชาติให้ได้นั้นน่ากลัวมาก มารจะยกมา ๕ ตัวเลยนะ
“ขันธมาร” คือกายกับใจของเรานี้ ซึ่งแต่เดิมเราจะเห็นว่ากายกับใจเป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง จนมาเห็นจิตที่ทรงธรรมในระดับพระอนาคามี เห็นจิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มีแต่ความสุขล้วนๆ เลย แต่ในฉับพลันนั้นเอง จิตกลับกลายเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ ให้ดูได้ และในตัวขันธ์เองมันก็เป็นทุกข์อย่างแสนสาหัสเลยนะ “กิเลสมาร” ก็จะระดมกำลังเข้ามาโจมตีเรา มันจะมายั่วยวน ถอยเหอะๆ “อภิสังขารมาร” ซึ่งก็คือความคิดของเราที่กลับกลอกหลอกลวง ก็จะมาหลอกเราว่า อย่าสู้เลย ถอยดีกว่า ถ้าสู้ต่อไป ถ้าไม่บ้าก็ตาย จะรู้สึกอย่างนี้นะ ส่วนใจของเรานี่แหละคือ “เทวปุตตมาร” ที่จะเกิดความท้อถอย ไม่กล้าสู้ ส่วนความรู้สึกเหมือนความตายมารออยู่ต่อหน้าแล้วนี่คือ “มัจจุมาร”
เคยอ่านประวัติครูบาอาจารย์ไหม อย่างหลวงปู่มั่นนะ ท่านบอกว่าก่อนจะแตกหักได้นั้น ความทุกข์บีบคั้นสลบไป ๓ ครั้งแน่ะ แต่ไม่ใช่ทุกคนต้องสลบ ๓ ครั้งนะ ไม่จำเป็นต้องสลบเลยสักครั้งก็ได้ ที่ท่านพูดให้ฟังหมายถึงว่า ความทุกข์มันรุนแรงมาก ซึ่งในขณะนั้นถ้าเราไม่เคยสร้างสมบารมีคุณงามความดีไว้เลย เราจะเอาอะไรไปสู้กับมัน มันเหมือนจะตายแล้วนี่ เราจะกล้าเสียสละชีวิตเพื่อธรรมะไหม ถ้าเราเคยสร้างทานบารมีอย่างพระเวสสันดร สละสมบัติ สละลูก สละเมีย กระทั่งชีวิตก็กล้าสละ ถึงนาทีสุดท้าย เราก็กล้าสละชีวิตเพื่อธรรมะ แต่ถ้าเรารักตัวเอง หวงตัวเอง หวงสุดขีดเลย กลัวทุกข์ กลัวตาย กลัวสารพัด ก็จะไม่กล้า ใจมันจะท้อถอยออกมา มันจะข้ามภพข้ามชาติไม่ไหว
ในนาทีที่จะแตกหักนั้น ความทุกข์มันท่วมท้น ทุกข์บดขยี้เราปางตาย เรามีขันติบารมีไหม คืออดทนอดกลั้นได้ไหม เรามีสัจจบารมีไหม เรามีอธิษฐานบารมีไหม คือความตั้งใจมั่นสู้แล้วไม่ถอย หรือถ้าเราจะถอยนะ เราจะมาอยู่กับโลกอย่างมีความสุขมากเลย มีความสุขเยอะเพราะว่าจิตใจที่มันเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานจะมีแต่ความสุขเยอะมาก แต่ว่ามันจะต้องไปเกิดอีก ข้ามภพข้ามชาติไม่ได้
pramote-pamojjo-16-2-750px
คุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้
เราเอามาใช้ในนาทีที่เราจะข้ามภพข้ามชาติ
คุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้
มันเกิดจากคุณงามความดีเล็กๆ น้อยๆ ที่เราหัดสร้างกันนั่นเอง
เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างคุณงามความดีนะ หัดถือศีลไว้ หัดรักษาใจของเราให้สงบสำรวมไว้ หัดเจริญปัญญา หัดรู้กายหัดรู้ใจไป ค่อยๆ ฝึกฝนไป คุณงามความดีก็จะเยอะขึ้น ถ้าเราพอใจในคุณงามความดีที่เรามีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า “ประมาท” ฉะนั้นเราต้องพัฒนาคุณงามความดีไปเรื่อยๆ จึงจะเรียกว่า “ไม่ประมาท”
แม้เรามีคุณงามความดีแล้ว ก็อย่าประมาทว่ามันจะต้องดีตลอด เพราะกุศลสามารถจะพลิกเป็นอกุศลเมื่อใดก็ได้ อย่างเรามีความเมตตากรุณา ความเมตตาพร้อมจะพลิกเป็นราคะ อย่างเช่นเราเมตตาลูกของเรา แล้วก็พลิกเป็นราคะ หวงว่าเป็นลูกของเรา หรืออย่างเราเมตตาผู้หญิงคนนี้มาก แล้วก็พลิกเป็นราคะ ไปหวงเขาไปรักเขาขึ้นมา ความกรุณาก็พร้อมที่จะพลิกเป็นโทสะได้ อย่างเช่นเราเป็นห่วงใครสักคนหนึ่ง คอยเตือนเขา ถ้าเขาไม่เชื่อ เราก็โมโหนะ โมโหนี่เป็นโทสะแล้ว เพราะฉะนั้นเราประมาทไม่ได้ ถึงจะมีกุศลอยู่ ก็ยังประมาทไม่ได้ มันยังพลิกเป็นอกุศลได้ เห็นไหมนี่ ๒ เรื่องแล้วนะ เรื่องประมาทในอกุศลกับประมาทในกุศล

ประมาทในธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศลก็ได้ อะไรคือธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล ก็ขันธ์ ๕ นี่เอง กายกับใจนี่เอง ยกเว้นจิตที่เป็นกุศล จิตที่เป็นอกุศล และเจตสิก [๖] ที่ประกอบกับจิตที่เป็นกุศลและอกุศล ส่วนขันธ์ทั้งหลายนอกจากนี้เป็นวิบาก เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่วอะไร อย่างเรามีร่างกายขึ้นมา อย่าประมาทว่ามันจะคงทนถาวร ไม่นานมันก็แตกสลายไป ตายง่ายนะ คนเราตายง่ายมากเลย หลวงพ่อเคยรู้จักผู้หญิงคนหนึ่งเป็นแม่ครัวอยู่ที่วัดวังน้ำมอก เป็นวัดสาขาของหลวงปู่เทสก์ แข็งแรงนะ ทำงานกระปรี้กระเปร่า คล่องแคล่ว ว่องไว เช้าวันหนึ่งกินข้าวแล้วสำลักข้าวตายเลย แค่นั้นก็ตายได้นะ หรือคนหนึ่งเดินๆ หกล้มป๊อกเดียวตายเลยก็มี

เพราะฉะนั้นเราประมาทไม่ได้ ความตายจะถึงตัวเราเมื่อใดก็ได้ไม่เลือกนะ ไม่มี seniority [๗] ไม่ใช่ว่าแก่แล้วต้องตายก่อนเด็ก เด็กๆตายก่อนหลวงพ่อไปเยอะแล้ว เราประมาทไม่ได้ เราอย่าประมาทในร่างกายนี้ อย่าประมาทในเวทนาหรือความสุขความทุกข์ทั้งหลาย ความสุขมันก็ของชั่วคราว ความทุกข์มันก็ของชั่วคราว ประมาทไม่ได้ ไม่ใช่ความสุขมา ก็หลงระเริง ความทุกข์มา ก็หลงเกลียดชังมัน นี่เรียกว่ายังมัวเมา ยังประมาทอยู่ เราคอยรู้ทันนะ จิตที่ไปรู้อารมณ์ทางตา จิตที่ไปรู้อารมณ์ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อันนี้ไม่ดีไม่ชั่วอะไร เป็นของเกิดแล้วก็ดับไปนะ ไม่มีอะไร เห็นไหมทั้งหมดนี้เราประมาทไม่ได้ ทั้งธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่เป็นกุศล และธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล
ทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าไม่ประมาท ก็คือต้องมีสติ
ถ้าขาดสติคือประมาท ถ้ามีสติเรียกว่าไม่ประมาท
เราต้องมีสติ รู้ลงในกายในใจของเรา
ร่างกายเป็นธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล ส่วนจิตใจนี้มีทั้งที่เป็นกุศล เป็นอกุศลและที่เฉยๆ ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศล หน้าที่ของเราต้องคอยรู้ทัน หัดรู้ทันกายหัดรู้ทันจิตใจของเราไปเรื่อยๆ คำว่า “สติ” นี่มาจากภาษาแขก ก็ไม่รู้จะแปลว่าอย่างไรดี อธิบายอย่างนี้ว่า
สติเป็นตัวระลึกรู้กายระลึกรู้ใจ
ถ้าเรารู้สึกถึงความมีอยู่ของกาย
รู้สึกถึงความมีอยู่ของใจ เรียกว่าเรามีสติ
ถ้าเมื่อใดเรามีกายอยู่ แต่เราลืมกาย
เรามีใจอยู่ แต่เราลืมใจ เรียกว่าขาดสติ
ฉะนั้นให้รู้กายรู้ใจตัวเองเรื่อยๆ รู้สึกถึงความมีอยู่ของกาย รู้สึกถึงความมีอยู่ของใจ รู้สึกบ่อยๆ อย่าใจลอย ถ้าใจลอย เราก็จะลืมกายลืมใจตัวเอง ให้เรารู้สึกตัวไว้ อย่าใจลอย แต่ว่าใจมันมีธรรมชาติชอบลอย ถ้ามันลอยไปก็อย่าให้มันลอยนาน คอยรู้สึกไปเรื่อยๆ รู้สึกในกายรู้สึกในใจไปเรื่อย รู้สึกแล้วอย่าไปบังคับมันนะ รู้สึกเล่นๆ รู้สึกไปเรื่อยๆ รู้สึกอย่างที่มันเป็น ตรงที่เรามีสติก็คือเราจะรู้สึกถึงความมีอยู่ของกาย รู้สึกถึงความมีอยู่ของใจ ถัดจากนั้น เราจะมาเจริญปัญญา
การเจริญปัญญาก็คือ กายเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น
จิตเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น

กายเป็นอย่างไร กายเป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุ มีธาตุไหลเข้ามีธาตุไหลออกตลอดเวลา กายมีความทุกข์บีบคั้นตลอดเวลา นั่งอยู่ก็ทุกข์ เดินอยู่ก็ทุกข์ นอนอยู่ก็ทุกข์ ทำอะไรอยู่ก็ทุกข์ มีความทุกข์ตามบีบคั้นตลอดวันตลอดคืน ไม่มีเว้นวรรคให้หรอก การที่เราคอยรู้อย่างนี้ เรียกว่า กายเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น แล้วกายเป็นอย่างไรอีก กายเป็นไตรลักษณ์ [๘] นั่นเอง แต่ว่ามันเด่นในเรื่องความเป็นทุกข์กับความไม่ใช่ตัวเรา คือมันเป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุที่เรายืมโลกมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว วันหนึ่งก็ต้องคืนให้โลกเขาไป
จิตใจล่ะ จิตใจเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ถามว่าแล้วจิตใจเป็นอย่างไร จิตใจเป็นของไม่เที่ยง จิตใจเราเปลี่ยนแปลงทั้งวันทั้งคืน คนที่ดูจิตดูใจเป็นแล้วน่ะ รู้สึกหรือยังว่า จะหาคนที่ใจร้ายเท่าเรานั้นหายาก กิเลสเกิดทั้งวันเลย กุสลไม่ค่อยจะเกิด สังเกตไหมจิตใจเป็นของบังคับไม่ได้ จะสุขหรือจะทุกข์ จะดีหรือจะชั่ว เราเลือกไม่ได้
ให้เราคอยรู้อย่างที่เขาเป็น รู้กายอย่างที่เขาเป็น คือเขาเป็นทุกข์ เขาไม่ใช่ตัวเรา รู้จิตอย่างที่เขาเป็น คือเขาไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเรา คอยรู้ลงไป พอรู้บ่อยๆ ถึงวันหนึ่งจะรู้สึกตัวขึ้นมา แล้วจะเห็นได้ว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา พอรู้สึกตัวขึ้นมาจะเห็นได้ว่า ความรู้สึกสุขความรู้สึกทุกข์นี้ไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในกายในใจชั่วครั้งชั่วคราว พอรู้สึกตัวขึ้นมาจะเห็นได้ว่า กุศลและอกุศลทั้งหลาย เช่น โลภ โกรธ หลงทั้งหลายไม่ใช่ตัวเรา ความโกรธไม่ใช่ตัวเรา จะเห็นได้ว่าความโกรธมันไม่เคยบอกว่ามันเป็นเรา ความโลภมันก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรา เพราะฉะนั้นคอยรู้ลงไปในกายรู้ลงไปในใจนะ
ฝึกหัดรู้หัดดูไปเรื่อยๆ แล้วจะเห็นว่า กระทั่งตัวจิตเอง เดี๋ยวจิตก็เกิดที่ตา แล้วก็ดับลงที่ตา เดี๋ยวจิตก็เกิดที่หู แล้วก็ดับลงที่หู เดี๋ยวจิตก็เกิดที่ใจ แล้วก็ดับลงที่ใจ จิตเกิดตรงไหนก็ดับลงตรงนั้น จะเห็นมันเกิดดับๆ ตลอดเวลาเลย กระทั่งตัวจิตเองก็เกิดดับ ไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง จิตจะเกิดทางตา จิตจะเกิดทางหู หรือจิตจะเกิดทางใจ เราก็เลือกมันไม่ได้ สั่งมันไม่ได้ เกิดแล้วจะเป็นกุศลหรืออกุศล เราก็สั่งไม่ได้ หัดสังเกตนะ หัดคอยรู้คอยดูไปนะ
pramote-pamojjo-18-750px

สำหรับวิธีสังเกตนะ หลวงพ่อแนะนำให้ไปหาหนังสือของอาจารย์สุรวัฒน์มาอ่านนะ [๙] มีภาพเณรเยอะ แต่เณรไม่ได้เกี่ยวอะไรกับในเนื้อเรื่องนะ เป็นภาพปกและภาพในหนังสือ ลองไปดูนะ มีวิธีปฏิบัติที่ง่ายๆ หรือหนังสือที่หลวงพ่อเขียนเล่มที่ง่ายๆ คือเรื่อง “แด่เธอผู้มาใหม่” [๑๐] ไปหามาอ่านนะ อ่านแล้วค่อยๆ สังเกตไป วันหนึ่งเราก็จะสามารถรู้กายได้อย่างที่มันเป็น รู้ใจได้อย่างที่มันเป็น
วิธีการสังเกตเริ่มแรกสุดเลยคือ ต้องไม่ลืมกายต้องไม่ลืมใจ ต้องมีสติเสียก่อน กายมีอยู่ ก็คอยรู้สึกไว้ จิตใจมีอยู่ ก็คอยรู้สึกไว้ รู้สึกถึงความมีอยู่ของกาย รู้สึกถึงความมีอยู่ของใจ ถ้าเรารู้สึกด้วยจิตใจที่เป็นกลาง ตั้งมั่น สักว่ารู้ สักว่าดู มันก็จะเกิดปัญญา กายเป็นอย่างไร จะรู้ว่าเป็นอย่างนั้น จิตเป็นอย่างไร จะรู้ว่าเป็นอย่างนั้น รู้แล้วจะเป็นยังไง รู้แล้วก็จะเห็นว่าทั้งกายทั้งจิตนี้ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มี นี่จะเห็นอย่างนี้ หัดใหม่ๆ เรียนจากหลวงพ่อ พอสติเกิดก็จะเริ่มเห็นว่าตัวเราไม่มีได้แล้ว ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนยากเย็นแสนเข็ญอะไรเลย ไม่ต้องไปนึกเอาเองด้วย
หลายคนมาถามว่า จะพิจารณาไตรลักษณ์ต้องทำอย่างไร
ไตรลักษณ์ไม่ได้เอาไว้คิดนะ
แต่ถ้าเมื่อไหร่เราสามารถเห็นกายเห็นใจ
เห็นสภาวะธรรมของรูปธรรมนามธรรมได้
จะเห็นไตรลักษณ์โดยอัตโนมัติ
ฉะนั้นต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ฝึกไป จนกระทั่งสติตัวจริงเกิดหลวงพ่อพูดมาเยอะแล้วว่า สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้ วิธีทำให้จิตจำสภาวะได้คือ เบื้องต้นหากรรมฐานมาสักอย่างหนึ่ง ใครเคยพุทโธก็พุทโธไป ใครเคยหายใจก็หายใจไป ใครเคยดูท้องพองยุบก็ดูท้องพองยุบไป ใครเคยขยับมืออย่างหลวงพ่อเทียนก็ขยับมือไป แต่ไม่ได้ทำเหมือนที่หลายคนทำนะ หลายคนที่เคยทำส่วนใหญ่จะไปเพ่ง รู้ลมหายใจก็ไปเพ่งลมหายใจ รู้ท้องก็ไปเพ่งท้อง รู้เท้าก็ไปเพ่งเท้า รู้มือก็ไปเพ่งมือ รู้อะไรก็เพ่งอันนั้น
ดังนั้นแทนที่เราจะไปเพ่งให้จิตนิ่ง เราก็แค่รู้สึกในอารมณ์นั้น มีอารมณ์นั้นเป็นเครื่องรู้เครื่องอยู่เรียกว่า “วิหารธรรม” แล้วคอยรู้ทันจิตใจตัวเองไป เช่น เราหัดพุทโธๆ ไป ใจเราแอบไปคิดแวบ ให้รู้ว่าใจแอบไปคิดแล้ว พุทโธๆ ใจเราสงบลงมา ให้รู้ว่าใจสงบ พุทโธแล้วซึมๆ ไป ให้รู้ว่าซึมๆ นี่เป็นการหัดรู้สภาวะ แล้วต่อไปเมื่อใจเราแอบไปคิดแวบ สติจะเกิดเอง หลวงพ่อยืนยันนะว่า สติเกิดเอง
สติเกิดเอง แต่ว่ามีเหตุให้เกิด เหตุคือ จิตจำสภาวะได้
ไม่มีใครสั่งสติให้เกิดได้ เพราะสติเป็นอนัตตา มีเหตุจึงจะเกิด
ฉะนั้นหน้าที่ของเราคือ ทำเหตุของสติ
ทำเหตุของสติคือ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง จะรู้ลมหายใจก็ได้ ถ้าจะรู้ลมหายใจ ขอแนะนำว่าให้หายใจออกก่อน ถ้าหายใจออกก่อนจิตจะผ่อนคลาย ถ้าหายใจเข้าก่อน จิตจะแข็งกระด้าง ในพระไตรปิฏกก็พูดเรื่องหายใจออกหายใจเข้า หายใจออกแล้วใจผ่อนคลาย รู้ว่าจิตใจผ่อนคลาย หายใจไปแล้วจิตแอบไปคิด รู้ว่าจิตไปคิด หายใจแล้วจิตไหลไปเกาะนิ่งๆ เพ่งอยู่กับลมหายใจ รู้ว่าจิตไปเพ่งลมหายใจ หายใจแล้วจิตมีปิติ รู้ว่าจิตมีปิติ หายใจแล้วจิตมีความสุข รู้ว่าจิตมีความสุข หายใจแล้วจิตเป็นอุเบกขา รู้ว่าจิตเป็นอุเบกขา หายใจไปรู้ทันจิตไป ดูท้องพองยุบก็แบบเดียวกันนะ ใจหนีไปคิดก็รู้ ใจไปเพ่งท้องก็รู้ ใจเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นกุศลอกุศลก็รู้ ต่อไปพอจิตขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว หรือเกิดความรู้สึกอะไร สติจะเกิดเอง สติจะเกิดอัตโนมัติเลย
ฝึกอย่างหลวงพ่อเทียนก็ได้นะ หลวงพ่อเทียนเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีที่สุดองค์หนึ่งที่หลวงพ่อเคยพบเห็นนะ หลวงพ่อเทียนขยับปุ๊ปหลวงพ่อเทียนตื่น หลวงพ่อเทียนสอนว่า เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวให้รู้สึก จิตเคลื่อนไหวให้รู้สึก ท่านสอนอย่างนี้ ท่านไม่ได้สอนว่า กายเคลื่อนไหวให้เพ่ง จิตเคลื่อนไหวให้เพ่ง แต่งสอนให้รู้สึก เพราะฉะนั้นเราขยับมือไป ใจเราแอบไปคิดปุ๊ป เรารู้ทัน ขยับมือไป ใจเราไปเพ่งใส่มือ เรารู้ทัน ขยับไปแล้วใจเป็นอย่างไรเรารู้ทัน ฉะนั้นเหมือนๆ กันหมดนะ กรรมฐานอะไรก็ได้ อย่าทะเลาะกัน เหมือนๆ กันทั้งนั้นแหละ ไม่ดีไม่เลวกว่ากันหรอก ทำถูกก็ได้ผลอย่างเดียวกัน
ให้เราหัดรู้สภาวะจนสติเกิด พอสติเกิดแล้ว เราก็พัฒนาให้มีสัมมาสมาธิคือ ให้มีใจที่ตั้งมั่น ซึ่งมีอยู่ ๒ วิธี วิธีหนึ่งสำหรับคนที่ทำฌานได้คือ ทำฌานไป พอจิตถึงฌานที่สอง จะเกิดสภาวธรรมตัวหนึ่งเรียกว่า “เอโกทิภาวะ” เป็นภาวะที่จิตจะตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูขึ้นมา พอเราออกจากฌานแล้ว กำลังของฌานจะหนุนให้ตัวผู้รู้ผู้ดูนี้ยังตั้งมั่นอยู่ได้อีกช่วงยาวๆ เราก็จะเห็นเลย กายเป็นของถูกรู้ เวทนาเป็นของถูกรู้ กุสลเป็นของถูกรู้ อกุศลเป็นของถูกรู้ อะไรๆ ก็เป็นของถูกรู้ มีจิตผู้รู้อยู่ต่างหาก นี่คือวิธีการหนึ่ง
อีกวิธีการหนึ่งสำหรับคนที่ทำฌานไม่ได้คือ เวลาจิตมันฟุ้งซ่านให้รู้ว่าฟุ้งซ่าน เวลาจิตมันไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้รู้ทันจิตไปเรื่อยๆ แล้วจิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเอง ถ้าจิตไม่หลงไม่ไหลไปจิตก็จะตั้งมั่นขึ้นชั่วขณะ จะรู้สึกตัวขึ้นมา เวลารู้สึกตัวนะ ใจจะเป็นกลางๆ โล่งๆ ว่างๆ จะตื่นขึ้นมา แต่ส่วนใหญ่จิตของพวกเราจะไหลออกไปข้างนอก ครูบาอาจารย์เรียกว่า “ส่งจิตออกนอก” ไหลไปหลงไป เช่นหลงไปดูใครต่อใครแล้วลืมตัวเอง นักปฏิบัติอีกพวกหนึ่งจะส่งจิตเข้าข้างใน จะเพ่งเข้าไป เพ่งเข้ามาในกาย เพ่งเข้ามาในใจ หลวงปู่เทศก์เรียกว่า “ส่งใน” จิตที่เป็นสัมมาสมาธิจริงๆ ไม่ใช่จิตส่งออกนอก ไม่ใช่จิตส่งในอย่างที่พวกเราเป็น
จิตที่เป็นสัมมาสมาธิ เป็นจิตที่ตั้งมั่น
เป็นกลาง สักว่ารู้ สักว่าเห็น ไม่ส่งออกนอก ไม่ส่งใน
ตั้งอยู่หรือทรงตัวอยู่ โดยที่ไม่ได้บังคับให้ทรงตัวอยู่
สัมมาสมาธิเป็นสิ่งที่หลวงพ่อเห็นว่าพวกเราพลาดกันมากที่สุดเลย พวกเรานี่สัมมาสมาธิจะเกิดยากมากเลย เพราะพวกเราคุ้นเคยกับมิจฉาสมาธิ คุ้นเคยกับสมาธิที่เพ่งเอา เราไม่คุ้นเคยกับสมาธิที่จิตตั้งมั่นในการรู้อารมณ์ เราคุ้นเคยแต่สมาธิที่จิตเข้าไปตั้งแช่อยู่ในตัวอารมณ์ จิตที่ไปตั้งแช่นิ่งอยู่กับอารมณ์เรียกว่า “อารัมมฌูปนิชฌาน” คือจิตที่ใช้ทำสมถะ เป็นการทำสมถะ เช่น เราดูท้องพองยุบแล้วเราไปเพ่ง จิตไปเกาะที่ท้อง รู้ลมหายใจแล้วจิตไปเกาะนิ่งอยู่กับลมหายใจ นี่เป็นสมถะ ฉะนั้นค่อยๆ เรียน ค่อยๆ ฟังไปนะ
จิตที่เป็นสัมมาสมาธิเกิดแล้ว ปัญญาจึงจะเกิดได้
เพราะสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา
ปัญญาไม่ใช่เกิดจากการคิด ปัญญาที่เกิดจากการคิดเรียก “จินตามยปัญญา” ไม่ใช่ “ภาวนามยปัญญา” ภาวนามยปัญญานี่เกิดจากจิตมันตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ เป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู เห็นปรากฏการณ์ทั้งหลายปรากฏขึ้นมา เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป เห็นสภาวธรรมทั้งหลายในแต่ละปรากฏการณ์ ล้วนแต่ไม่ใช่ตัวเราทั้งสิ้น ใจมันเห็นอย่างนี้มันจึงจะมีปัญญา
นักปฏิบัติส่วนหนึ่งจะติดสมถะ เพราะว่าอะไร เพราะว่าเวลาเราเรียนธรรมะ เราเรียนข้ามขั้นคือ พอเราถือศีล มี “ศีลสิกขา” แล้ว เราก็ไปกำหนดรูปนามเอาเลย หรือไปเจริญ “ปัญญาสิกขา” เราข้าม “จิตตสิกขา” ไปบทเรียนหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้เรียนจิตตสิกขาให้ถ่องแท้เสียก่อน จิตจะไม่มีสัมมาสมาธิ จิตจะไปเพ่งรู้ท้องก็เพ่งท้อง รู้เท้าก็เพ่งเท้า รู้ลมก็เพ่งลม รู้มือก็เพ่งมือ รู้อะไรก็เพ่งอันนั้น จะไม่สักว่ารู้สักว่าเห็น พวกเราอย่าเรียนข้ามขั้นนะ
ถ้ามีสัมมาสมาธิ จิตจะตั้งมั่น สักว่ารู้สักว่าเห็น ปัญญาจะเกิด จะเห็นว่า ทุกอย่างนี่ไม่ใช่ตัวเรา แต่ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิ จิตไม่ตั้งมั่น ไปดูอะไรมันก็จะเป็นเราไปหมดเลย เห็นความโกรธเกิดขึ้น มันก็เป็นเราโกรธ เห็นขามันเมื่อย ก็เป็นขาของเราเมื่อย จะเป็นอย่างนี้ตลอด
เวลาที่ใจเราไม่ตั้งมั่นแล้วไปรู้สิ่งต่างๆ
เราจะสะสมความรู้ผิดๆ ความเห็นผิดๆ ตลอดเวลา
ว่ามันมีตัวเรา มันมีตัวเรา
แต่ถ้าเรามีสติถูกต้องเรียกว่า “สัมมาสติ”
มีสมาธิถูกต้องเรียกว่า “สัมมาสมาธิ”
ปัญญาที่เกิดขึ้นจะเป็น “สัมมาทิฏฐิ” เป็นปัญญาที่ถูกต้อง
pramote-pamojjo-15-750px
มีปัญญาที่ถูกต้องก็คือ การที่เราเห็นว่ากายกับใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา นี่เป็นปัญญาพระโสดาบัน แต่พระโสดาบันนี้ไม่ใช่นึกๆเอาเองนะ เช่นดูมา ๓ วันแล้ว พอสมควรแล้ว บัดนี้เป็นพระโสดาบันแล้ว แขวนป้ายให้ตัวเอง อย่างนั้นไม่ใช่นะ มันมีกระบวนการที่จิตตัดสินความรู้ สิ่งเหล่านี้ในคัมภีร์อภิธรรมของเราสอนไว้ทั้งหมด แต่เราละเลยที่จะเรียน ฉะนั้นอดทนนิดหนึ่ง ฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง หลวงพ่อเรียกร้องตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องเปิดกว้าง ถ้าฟังด้วยใจแคบ จะต้องโมโหหลวงพ่อ แล้วจะต้องมีคนมาขอขมาเรื่อยๆ

คอยดูมันลงไปนะ ถึงวันหนึ่งเราจะเห็นว่า กายกับใจไม่ใช่ตัวเรา อันนี้ยังไม่ได้ละ “อวิชชา” [๑๑] ละแค่ “สักกายทิฏฐิ” [๑๒] เห็นว่าไม่ใช่เรา แต่ว่ามันยังรักมันยังหวงแหนในกายในใจนี้ ต้องดูต่อไปอีก ดูต่อไปถึงวันหนึ่งเราจะเห็นว่า กายนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ ถ้าเห็นว่ากายเป็นทุกข์ล้วนๆ มันจะหมดความยึดถือในกาย เมื่อหมดความยึดถือในกาย ก็จะไม่ยึดถือในตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะไม่ยึดถือในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะหรือสิ่งที่มาสัมผัสกาย กามและปฏิฆะในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะก็จะไม่มี นี่เป็นภูมิธรรมของพระอนาคามี ฉะนั้นจิตใจของพระอนาคามีจะเด่นดวงอยู่อย่างนั้น มีแต่ความสุขอยู่กับจิตผู้รู้ มีความสุขมาก
ถ้าตามรู้ตามดูต่อไป ไม่นิ่งนอนใจ ก็จะเจอกับปรากฏการณ์ที่หลวงพ่อเล่าเมื่อครู่นี้ มันจะเห็นเลย จิตนั้นจะพลิกตัวเป็นความทุกข์ให้ดู ไม่ใช่จิตเป็นทุกข์บ้างสุขบ้าง หรือเป็นสุขมากๆ นะ จิตจะกลายเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ ให้ดูเลย ถึงจุดนั้น ถ้าอดทนได้ ตามรู้ตามดูไปด้วยใจที่ตั้งมั่น สู้ตาย ตายเป็นตาย ยอมตายเพื่อสัจจะความจริง ตามรู้ตามดูเรื่อยไป ไม่ดิ้นรนหนีต่อไปแล้ว เพราะว่าไม่มีทางหนีแล้ว
เมื่อเห็นจิตเป็นทุกข์แล้ว ก็ไม่มีทางหนีทุกข์แล้ว
จะหนีไปอยู่บนภูเขามันก็มีจิต
จิตมันตามไปด้วยทุกหนทุกแห่ง มันไม่มีที่จะหนีเลย
เมื่อความทุกข์บีบคั้นจนไม่มีที่จะหยั่งลงในสังสารวัฏนี้อีกต่อไปแล้ว
จิตมันจะสลัดจิตทิ้ง เรียกว่า “ปฏินิสสัคคะ” สลัดคืน
ใจก็เข้าถึงธรรมล้วนๆ คราวนี้มีแต่ความสุขล้วนๆ
ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ปรัชญานะ แต่เป็นศาสตร์ที่เราลงมือปฏิบัติตามเรียนรู้ตามแล้วเราได้ผลจริงๆ เราพ้นทุกข์จริงๆ ไม่ใช่ปรัชญาที่คิดเล่นๆ สนุกๆ หรืออย่างเรื่องนรกเรื่องสวรรค์นี้ไม่ใช่อุบายหลอกเด็กนะ ศาสนาพุทธเป็นของจริงของแท้ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องมาหลอกเด็ก คนไหนไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ แต่ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนั้นเป็นของจริง ส่วนเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เรื่องของเรา ท่านไม่มาง้องอนให้เชื่อด้วยซ้ำไป แต่ท่านท้าให้พิสูจน์ “เอหิปัสสิโก” คือ พึงกล่าวกับผู้อื่นว่า มาลองดูไหม มาลองพิสูจน์ดู วิธีพิสูจน์ก็บอกให้แล้วนะ ให้มารู้กาย ให้มารู้ใจ ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นเป็นกลาง รู้ลงไปสิ วันหนึ่งก็จะแจ้งของเราเอง
ถ้าเรารู้จิตใจของเราชำนิชำนาญแล้ว จะรู้ทันจิตใจคนอื่นด้วย แล้วจะรู้เลย สัตว์ต่างๆ มีจริงนะ เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เทวดา พรหม มีจริงๆ เพราะว่าถ้าเราดูใจเราออก เราก็ดูใจคนอื่นออก มันจะไม่สงสัยอีกต่อไป จะไม่คิดเลยว่าพระพุทธเจ้าหลอกเด็ก
แม้เราไม่ใช่เด็กที่ใครจะหลอกได้ แต่เราโง่กว่าเด็กอีก เพราะเด็กยังพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ส่วนเราเรียนอะไรยากมากเลย เราจะมีความคิดความเห็นอะไรของเราเต็มไปหมด ซึ่งขวางกั้นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของตัวเองเยอะแยะเลย
ขออนุโมทนากับพวกเราที่สนใจธรรมะ ดีแล้วนะ แต่ละคนไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร อย่าประมาท วิธีที่ไม่ประมาทที่ดีที่สุดคือ ศึกษาธรรมะ ศึกษากายศึกษาใจของเราให้ดี หลวงพ่อมีญาติผู้ใหญ่ที่พึ่งตายไปนะ แต่ก่อนมาศาลาลุงชินประจำ ตอนตายตายด้วยความมีสติรู้สึกตัวตลอดเลย ตายได้อย่างสวยงาม ก็อาศัยการที่เราฝึกฝนเอาวันละเล็กวันละน้อยนี้เอง ถึงเวลาคับขันจวนตัวขึ้นมาแล้วไม่มีใครช่วยเราได้เลย มีแต่บุญหรือกุศลที่เราฝึกฝนอบรมมานี้แหละที่จะช่วยเราได้ เพราะฉะนั้นเราอย่าประมาท เราคอยฝึกไป คอยรู้ไปดูไป
[1] สามารถดาวน์โหลดไฟล์ธรรมเทศนาได้ฟรีจากเว็บไซต์ http://www.dhamma.com  [กลับขึ้นด้านบน]
[2] วิมริยาทิกตจิต คือจิตไร้ขอบเขต จิตไร้พรมแดน  [กลับขึ้นด้านบน]
[3] บารมียอดเยี่ยม บารมีขั้นสูงสุด เช่น การสละชีวิตเพื่อเป็นทาน หรือเพื่อรักษาศีลเป็นต้น  [กลับขึ้นด้านบน]
[4] บารมีขั้นกลาง คือบำเพ็ญบารมีสูงกว่าบารมีธรรมดา แต่ยังไม่ถึงปรมัตถบารมี เช่น บริจาคอวัยวะเป็นทาน หรือสละอวัยวะเพื่อรักษาศีล เป็นต้น  [กลับขึ้นด้านบน]
[5] สิ่งที่กำจัดหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี มี ๕ อย่าง คือกิเลสมาร ขันธมาร อภิสังขารมาร เทวปุตตมาร และมัจจุมาร  [กลับขึ้นด้านบน]
[6] ธรรมที่ประกอบกับจิตหรืออาการต่างๆ ของจิต  [กลับขึ้นด้านบน]
[7] ลำดับความอาวุโส  [กลับขึ้นด้านบน]
[8] ลักษณะ ๓ ประการได้แก่ อนิจจัง (ความเป็นของไม่เที่ยง) ทุกขัง (ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้) และอนัตตา (ความเป็นของมิใช่ตัวตน)  [กลับขึ้นด้านบน]
[9] สามารถดาวน์โหลดหนังสือได้ฟรีจากเว็บไซต์ http://www.dhamma.com/karavassdham/  [กลับขึ้นด้านบน]
[10] สามารถดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ได้ฟรีจากเว็บไซต์ http://www.dhamma.com  [กลับขึ้นด้านบน]
[11] ความไม่รู้จริง หรือความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง, อวิชชา ๘ คือ ๑.ไม่รู้ทุกข์ ๒. ไม่รู้เหตุแห่งทุกข์ ๓.ไม่รู้ความดับทุกข์ ๔.ไม่รู้ทางให้ถึงความดับทุกข์ ๕.ไม่รู้อดีต ๖.ไม่รู้อนาคต ๗.ไม่รู้ทั้งอดีตทั้งอนาคต ๘.ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท  [กลับขึ้นด้านบน]
[12] ความเห็นว่าเป็นตัวของตน หรือความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน เช่น เห็นรูปเป็นตน เห็นเวทนาเป็นตน เป็นต้น  [กลับขึ้นด้านบน]
จากหนังสือ นาทีทองในสังสารวัฏ เล่ม ๓
(ธรรมเทศนาวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐)
พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ดาวน์โหลดหนังสือ pdf อ่านได้ที่นี่ค่ะ
http://www.dhamma.com/nateetong/

Advertisements