ณ สมดุลแห่งธรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ

สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันมีอยู่ ๑

สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะมีอยู่ ๑

สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ ๑

สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะมีอยู่ ๑

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

1511207_10151943764132484_1688684746_n-2-3-2

เราจะมาดูเพื่อจะได้ไม่สับสน บางคนเราก็อาจจะเคยได้ยินว่า Happiness is here and now การปฏิบัติสมาธิทำให้เกิดความสุข บ้างก็บอกว่าเป็นไปเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ผิด เพราะว่าข้อที่ ๑ สมาธิภาวนาเป็นไปเพื่อความสุขในการพักผ่อน ถ้าบอกว่าพ้นทุกข์ก็คือข้อ ๔ สิ้นอาสวะเลย เข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นไปเพื่อญาณทัศนะ ให้เกิดมุมมองที่ถูกต้องของรูปและนาม มุมมองที่ถูกต้องได้ของรูปและนามสมาธิภาวนาจะเป็นไปเพื่อการเห็นไตรลักษณ์ ก็จะเข้าใจความเป็นรูปและนาม สมาธิภาวนาเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ อันนี้ท่านเข้าใจกันดีอยู่แล้ว เดินจงกรม นั่งสมาธิ รู้ลม สังเกตอาการเคลื่อน เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น สมมุติว่าท่านเดินจงกรม บางคนก็เดินช้า บางคนก็เห็นเดินปกติ บางคนก็เดินก็ไม่ถึงกับชมนกชมไม้แต่ก็เดินในสปีดปกติ เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ แต่ว่าถ้าเราเข้าใจเรื่องของจิต ถ้าเราแนบ ทำให้จิตค่อยๆหยุดแล้วก็แนบด้วยการเพ่ง ดีกรีของการเพ่งคล้ายๆกับการหมุนสายกีตาร์ จากหย่อนๆมีการตึงขึ้นไปเป็นลำดับเป็นดีกรี ท่านยิ่งแนบมากขึ้นเท่าไหร่ สมาธิจะเกิดมากขึ้นเท่านั้น มันจะเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งบางครั้งมันก็อาจจะมีคำว่ามากเกินไป อะไรที่มากเกินไปไม่ดีแน่

แค่ไหนพอดี ผมถึงบอกว่าการปฏิบัติธรรมเนี่ย เป็นศิลปะ ไม่ใช่ศาสตร์ จึงไม่มีค่าอะไรที่แน่นอน อย่างเช่นบางคนนั่งปั๊ปรู้สึกเกร็งเพ่งบังคับทำยังไงก็ไม่หาย ก็ถามว่ามันควรจะต้องแค่ไหน ผมก็บอกว่า

ถ้ามีคนเคยทูลถามพระพุทธเจ้าว่า แค่ไหนถึงจะพอดี ท่านก็ตรัสว่า เปรียบเสมือนบุรุษจับนก บีบแรงเกินไปนกก็ตาย เบาเกินไปนกก็บินหนี ทำยังไงถึงจะจับพอดีๆ ท่านก็บอกว่า จับบ่อยๆสิ

คำตอบอาจจะไปคนละเรื่องกับคนที่อยากจะรู้ก็ได้ จับบ่อยๆแล้วจะรู้เอง เพราะฉะนั้นคำว่าจับบ่อยๆหลายคนก็บอกจะว่าจับบ่อยๆนี่จับมาเป็นสิบปีแล้วนะก็ยังหาไม่เจอเลยว่าแค่ไหน อย่าให้พูดต่อเลยเดี๋ยวมันจะช้ำไปเปล่าๆ เวลามีงานประชุมทางโลก เค้าจะกลัวที่สุดก็คือ ………. คือสิ่งนี้ ………. ที่ทางโลกเค้าเรียกว่า Dead Air ทำไมเวลาเกิด Dead Air คนจึงเกิดความกดดัน ทางโลกจะกลัวมากเพราะห้องประชุมมันจะเหมือนตกอยู่ในสภาพสุญญากาศ แล้วผู้คนจะกดดัน ผมสงสัยจริงๆเลยว่ามันคือความสงบไม่ใช่หรือ มันเกิดเป็นความกดดันได้ยังไง ดูบนจอนะครับ

http://www.youtube.com/watch?v=Ahg6qcgoay4

เห็นไหมครับ ? ตอนนับไม่เห็น เห็นตอนหลัง แปลว่าอะไรครับ ทำไมตอนนับจึงไม่เห็น .. มัวแต่นับ ..

ถ้าดูอีกตามความเป็นจริงคือเรากำลังพุ่งเพ่งเกิดสมาธิกับสิ่งนั้น โดยที่ไม่คลาดสายตาเลย ถูกไหมครับ เพราะตั้งใจที่จะนับลูกบาสให้ได้ครบทุกลูกเลย มันจึงการพุ่งเพ่งเกิดสมาธิที่สูงมาก สูงจนกระทั่งแม้แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อหน้าต่อตาก็ไม่เห็น

ฉันใดก็ฉันนั้นนะครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่สมาธิภาวนาเป็นการพุ่งเพ่ง แล้วสร้างเงื่อนไขเข้าไปเยอะ มันจะไม่เห็นสิ่งที่อยู่ต่อหน้าต่อตาคือไตรลักษณ์ นี่คือเมื่อไหร่ก็ตามที่สมาธิสูงจนถึงจุดๆนึง เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์จึงจำเป็นต้องคลายออกบ้าง เพื่อกลับมาอยู่ในวิถีจิตปกติ เมื่อไหร่ก็ตามถูกสร้างเงื่อนไขเข้าไป ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ถ้านั่งสมาธิด้วยการรู้ลมแล้วกำหนดจุดให้ถี่ยิบเลย จะมีสภาพเหมือนกับถูกสร้างเงื่อนไข มันจะไม่ไปทางไหนเลยนะครับ สักพักมันจะเกิดสมาธิที่ดิ่งแล้วก็รวม อาจจะเกินกว่าจุดที่ต้องการก็ได้ หรืออาการต่างๆก็เช่นกัน

ดังนั้นผู้ปฏิบัติต้องมีปัญญา ที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องการสมาธิสูงๆ เมื่อไหร่ควรจะผ่อน การปฏิบัติธรรมจึงเหมือนกับการที่ต้องใชัปัญญาในการรู้เองว่าควรจะแค่ไหนในแต่ละเวลา แล้วผมจะบอกความจริงของนักปฏิบัติให้เลยว่า อย่ายึดคำสอนใดเป็นคำสอนที่จะเดินทางตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะว่าแม้บัลลังก์นี้ท่านจะทำแบบนี้แล้วดี บัลลังก์หน้าก็ไม่ใช่ บัลลังก์หน้าพอเปลี่ยนไปนึกว่าจะใช่มันก็ไม่ใช่อีก

เพราะว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็เปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย เหตุปัจจัยของแต่ละอย่างมีอย่างน้อย ๒๔ เหตุที่เข้ามาๆ เพราะฉะนั้นใน ๒๔ เหตุ อาจจะมากกว่า ๒๔ ซึ่งจะทำให้ผลทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดเวลา จึงไม่มีใครสามารถคาดเดาหรือว่า Project อะไรได้ ผู้ปฏิบัติจึงจำเป็นต้องพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ แล้วเข้าใจจนกระทั่งถึงจุดที่จิตใจปล่อยวางไม่ยึดถือ เพราะเห็นแล้วว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นเพราะมีเหตุ ดับไปหรือเปลี่ยนไปเพราะหมดเหตุหรือเหตุเปลี่ยนไป โลกนี้ทุกอย่างจึงเป็นอนิจจังตลอดเวลา เมื่อเข้าใจอนิจจังจะเห็นเลยว่าสภาพเหล่านี้ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาว่านี้คือสภาพของทุกข์ ที่เรียกว่าทุกขัง แต่ความเป็นจริงไม่มีผู้ทุกข์ เราไปสร้างผู้ทุกข์ขึ้นมาเอง แต่ว่าวันนี้เราค่อยๆศึกษาอย่างนี้ไปก่อน

แล้วสรรรพสิ่งที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็เพราะว่ามีเหตุที่เปลี่ยน ผลก็เปลี่ยน เหตุก็เปลี่ยน ผลก็เปลี่ยน เป็นสภาพของอนัตตาไม่ได้มีตัวตนอะไร นั่งสมาธิแล้วถ้าเกิดไม่มีปัญญาพอนั่งสงบดีก็จะบอกว่า “โอ้บัลลังก์นี้ดีจังนั่งแล้วมีความสุข” พออีกบัลลังค์นึงก็นั่งแบบเดิม ฟุ้งตลอด นั่งเท่าไหร่ก็ไม่สงบ เราก็จะได้ยินโยคีพูดเสมอๆว่า “โอ้.. วันนี้นั่งไม่ดีเลยนั่งไม่สงบ” ผมถามแล้วนั่งดีเป็นยังไง “อ๋อนั่งดีนั่งแล้วมันสงบ แล้วเนี่ย นั่งไม่ได้ดีเลย อยากจะสงบแบบคราวที่แล้วก็ทำไม่ได้ ไม่รู้ทำอะไรผิด” คุณเข้าไปยึด คุณยังไม่รู้เลย มาถอนความยึดมั่นถือมั่น แต่มาสร้างความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ดูไม่ออกด้วยว่าแต่ละสิ่งแต่ละอย่างก็แค่ของเกิดๆดับๆ พอเข้าไปยึดถือก็โง่เองก็ทุกข์เอง ของมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดตามเหตุปัจจัย ไปล็อกเองว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดี

ถ้าเห็นทุกอย่างเป็นตามเหตุตามปัจจัย ก็เห็นแล้วมันเหตุ แล้วก็หมดเหตุ ความคิดอาจจะไม่หยุด แต่จิตหยุด วันนี้ที่เราปฏิบัติกันทั้งหมดปลายทางคือ เตสัง วูปสโม สุโข การสงบระงับสังขารการปรุงแต่งได้เป็นความสุข เค้าไม่ได้บอกนะครับว่าการหยุดความคิดได้เป็นความสุข วันนี้ทำไมต้องหยุดคิด ทำไมต้องมารู้ลมให้คิดดับ เพราะวันนี้เราเคลื่อนที่ตลอดเราจึงมองไม่เห็นอะไรซักอย่าง เราจึงจำเป็นต้องหยุดทุกอย่าง ให้สังเกตเห็นก่อน แล้วปล่อยให้มันเคลื่อนแล้วหยุด

มีสองอย่างที่เคลื่อนอยู่ตอนนี้ สภาพความจริงโดยสมมุติ กับสภาพความจริงที่เป็นความเคลื่อนไหวภายใน ผมใช้คำง่ายๆว่ามีคู่ขนานอยู่สองอย่าง เราเห็นเส้นเดียวไม่เห็นคู่ขนานของมัน ชีวิตของเราจึงเดินด้วยตาข้างเดียว อริยบุคคลทั้งหลายท่านมีสองตา ท่านเห็นทั้งโลกบัญญัติและโลกปรมัติพร้อมกัน มนุษย์เห็นโลกฝั่งเดียวไม่เห็นอีกโลกนึง

นี่คือสาเหตุที่ทำไมเราจึงต้องหยุดก่อน เพื่อให้เข้ามาเห็นแล้วก็ไปสังเกตเห็นอีกอันนึง แล้วหลังจากนั้นปล่อยให้สภาพบัญญัติเดินไป แต่สภาพปรมัติหยุด จิตหยุด เมื่อนั้นสงบ นั่งกลางสำเพ็งก็สงบ แต่ไม่ได้สงบแบบนั่งสมาธิแล้วเงียบไม่ใช่ ใจสงบเย็น

นิพพานไม่ได้อยู่ที่หยุดความคิดแล้วก็หยุดทุกอย่าง ไม่ใช่ ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ขันธ์ทำงานเป็นปกติ แต่ปล่อยความยึดถือขันธ์ ความคิดเกิดตลอดเวลาก็ได้ แต่ไม่ยึดความคิดอีก วันนี้มันยึดความคิด มันจึงเป็นทุกข์กับความคิด แต่จะทำให้เข้าไปถึงสิ่งนี้ได้มันต้องหยุดก่อน วันนี้ที่ผมมาชี้เรื่องลูกบาสอะไรก็ดี เพื่อให้ท่านรู้จักที่จะผ่อนดีกรีการปฏิบัติ ผมบอกแล้วว่าคอร์สนี้สั้นห้าวันสี่คืน ผู้ปฏิบัติต้องเก็บเกี่ยวหาปัญญาเอาเอง อย่าเดินดุ่ยๆเดิน ตามที่เขาเล่าว่า ท่านสามารถลองเดินเร็วได้เดินช้าได้ด้วยตัวเอง ลองนั่งแบบนั้นแบบนี้ด้วยตัวเอง ท่านจะเริ่มรู้สึก อ้อ..แบบนี้ก็ดีแบบนึงแต่ก็มีข้อเสียแบบนึง อันนี้ก็ดีแบบนึงมีข้อเสียแบบนึง ให้ปฏิบัติแบบนี้แล้วท่านจะรู้เลยว่า ‘แค่ไหน’

พระพุทธเจ้าจึงได้บอกว่า จับบ่อยๆสิ บางทีมันก็แรงไป นกตายก็รู้ว่านกตาย บางทีเบาไปนกก็บินหนี ก็รู้ว่าแค่นี้นกบินหนี มันจะได้ลองขยับๆๆๆ แล้วมันจะหาสมดุลแห่งธรรมได้

จากธรรมบรรยายโดย อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
คอร์สปฏิบัติธรรม มัคคานุคาเบื้องต้น (18-22 ม.ค. 2555)

สามารถศึกษาธรรมะเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ
http://www.suanyindee.net
http://www.youtube.com/results?search_query=ประเสริฐ+อุทัยเฉลิม

Advertisements