(อ่านออนไลน์) ศรัทธาที่ถูกต้องในทางพระพุทธศาสนา

จากธรรมบรรยายโดย อาจารย์สุภีร์ ทุมทอง
ดาวโหลดอ่านหนังสือ “ศรัทธาที่ถูกต้อง” ในรูปแบบ pdf ได้ที่นี่
https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/03/true-belief-ajsupee.pdf
หรือฟังในรูปแบบไฟล์เสียง mp3 ได้ที่นี่ค่ะ
(เป็นคลิปเสียงตอนที่อาจารย์บรรยายเรื่องนี้เอาไว้ก่อนที่จะถอดเทปและเรียบเรียงออกมาเป็นหนังสือค่ะ)
https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/03/true-belief-ajsupee.mp3

true-belief-ajsupee-3

ขอนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย

สวัสดีครับท่านผู้สนใจในธรรมะทุกท่าน วันนี้ก็มาฟังธรรมะอีกครั้งหนึ่งสำหรับหัวข้อที่บรรยายวันนี้ชื่อว่า “ศรัทธาที่ถูกต้อง” อันนี้ก็อาจจะปรารภเหตุหลายๆ อย่างจึงมีผู้ต้องการให้พูดเกี่ยวกับเรื่องศรัทธา เลยตั้งชื่อหัวข้อว่า ศรัทธาที่ถูกต้อง

๑. คุณสมบัติเบื้องต้นชาวพุทธ

ศรัทธานี้เป็นหลักธรรมที่สำคัญในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนาเรานี้ หลายๆ ท่านที่ได้ศึกษาหรือว่าได้ยินได้ฟังมาบ้าง ก็จะทราบว่าเป็นศาสนาที่มุ่งเน้นในด้านปัญญา มีปัญญาเป็นธรรมะสูงสุดในภาคปฏิบัติ มีปัญญาเป็นยอด ไม่เหมือนศาสนาหรือคำสอนอื่นๆ บางทีอาจจะเอาศรัทธาเป็นใหญ่ เป็นสิ่งสูงสุด แต่ทางพุทธเรานี้ว่าปัญญาเป็นสิ่งสูงสุด จนกระทั่งมีบาลีรับรองว่า

ปญฺญุตฺตรา สพฺเพ ธมฺมา  ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงมีปัญญาเป็นยอด มีปัญญาเป็นสิ่งสูงสุด
อมโตคธา สพฺเพ ธมฺมา  ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงมีอมตะเป็นที่รวมลง
นิพฺพานปริโยสานา สพฺเพ ธมฺมา  ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงมีนิพพานเป็นที่สุด
  [1]

ถ้าว่าตามหลักพุทธศาสนาของเรานี้ ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงนั้นมีปัญญาเป็นยอดในบรรดาธรรมะที่เป็นฝ่ายสังขาร อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นยอด และในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้นปัญญานี้เป็นหัวหน้า แม้กระทั่งคำว่าพุทธะก็ดี ที่ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้าคือ ผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริง ถ้าพูดถึงความตรัสรู้ที่ไม่เกี่ยวกับบุคคลตัวตน สภาวะที่ทำหน้าที่ในการตรัสรู้ เห็นความจริง คือปัญญา พุทธศาสนาก็เลยเป็นศาสนาแห่งปัญญา เราทั้งหลายก็คงจะได้ยินอยู่เรื่อยๆ

พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญาก็จริงอยู่ แต่ถ้าพูดถึงหลักธรรมภาคปฏิบัติเบื้องต้น เป็นคุณสมบัติของพุทธบริษัท กลับเริ่มต้นด้วยศรัทธา คุณสมบัติที่เป็นพื้นฐานของอุบาสก อุบาสิกาก็ดี ของอริยสาวกเบื้องต้นที่เป็นพระโสดาบันก็ดี ล้วนแต่มีศรัทธาเป็นตัวหลัก เป็นตัวเบื้องต้นทั้งนั้น

การเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดีก็ต้องเป็นคนมีศรัทธา มีศีล เชื่อกรรม มุ่งกรรม ไม่มุ่งมงคล อย่างนี้เป็นต้น มีศรัทธาเข้ามาเกี่ยวข้อง มีศรัทธาเข้ามาเป็นตัวนำอยู่ แม้คนที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อที่จะได้ทรัพย์สมบัติหรือได้สิ่งที่ดีงามตามต้องการ ได้ความสุขในอนาคต ก็ต้องมีทรัพย์ ทรัพย์ที่เป็นด้านนามธรรม คุณงามความดีทั้งหลายก็เริ่มต้นที่ศรัทธา ทรัพย์คือศรัทธา สัทธาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศรัทธาก็เป็นข้อแรกทั้งนั้นเลย ทั้งๆ ที่ทางพุทธนี้เป็นศาสนาแห่งปัญญา แต่ศรัทธาก็มาเป็นข้อแรกๆ อยู่เสมอ

จนกระทั่งในการปฏิบัติเพื่อจะถึงความพ้นทุกข์ คนที่จะถึงความพ้นทุกข์ได้ จะตรัสรู้ได้ช้า ตรัสรู้ได้ไว ท่านก็ว่าต้องดูตามอินทรีย์ใครอินทรีย์อ่อนก็ตรัสรู้ช้า บรรลุช้า ใครอินทรีย์แก่กล้าก็ตรัสรู้ไว บรรลุไว ในอินทรีย์ก็มีศรัทธาอยู่ข้างหน้าเหมือนกัน เป็นสัทธินทรีย์

เรื่องศรัทธากับทางพุทธเรานี้ เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่เสมอทีเดียว ทั้งๆ ที่เป็นศาสนาแห่งปัญญาแต่ศรัทธาก็เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นคุณสมบัติของอุบาสกอุบาสิกา เป็นคุณสมบัติที่เป็นอริยทรัพย์ เป็นคุณงามความดีเบื้องต้น

วันนี้ ผมก็จะมาพูดถึงศรัทธา เป็นศรัทธาที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อแสดงให้เห็นว่าศรัทธาที่ท่านหมายเอานี้คืออย่างไร เราจะได้ไปพัฒนา ไปทำให้เกิดให้มีขึ้น ถ้าใครมีแล้วก็จะได้ทำให้เพิ่มพูนขึ้นต่อไป

๒. สภาวะและลักษณะของศรัทธา

ก่อนจะพูดถึงศรัทธาที่ถูกต้อง ต้องทำความรู้จักและเข้าใจความหมายของศรัทธาก่อน ศรัทธาเป็นอะไร เป็นตัวอย่างไร อยู่ในธรรมะหมวดไหน ตัวเราๆ นี้มันไม่มี เป็นที่ประชุมของรูปและนาม ศรัทธานี้อยู่ฝ่ายนามเป็นธรรมะ ไม่ใช่ใครเป็นผู้มีศรัทธา ไม่ใช่ศรัทธาของใครหรอก เป็นธรรมะอย่างหนึ่ง เป็นสังขาร ธรรมะนี้ถ้าว่าโดยหลักใหญ่ๆ แล้วก็มีสองฟากด้วยกัน ได้แก่ สังขารกับวิสังขาร สังขารธรรมกับนิพพาน ศรัทธานี้อยู่ฝ่ายสังขาร เป็นสังขารธรรมอย่างหนึ่ง

ทีนี้ในบรรดาสังขารก็มีทั้งฝ่ายรูปและฝ่ายนาม ศรัทธาอยู่ฝ่ายนามธรรม ตัวเรานี้ก็เป็นสังขาร เป็นขันธ์ห้าประชุมรวมกัน รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ศรัทธานี่เป็นตัวไหนในนามธรรมทั้งสี่ เป็นเวทนาขันธ์ หรือว่าสัญญาขันธ์ หรือว่าสังขารขันธ์ หรือว่าวิญญาณขันธ์ ศรัทธาไม่ใช่เวทนา ศรัทธาไม่ใช่สัญญา ศรัทธาไม่ใช่วิญญาณ ศรัทธานี้อยู่ในกลุ่มสังขารขันธ์ จัดเป็นหมวดสังขาร คือสิ่งที่ปรุงแต่งให้จิตมีคุณภาพอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นธรรมะที่เป็นฝ่ายดีงาม ศรัทธานี้เป็นธรรมะฝ่ายดีงามอย่างเดียว ท่านเรียกว่าเป็นฝ่ายโสภณะ

เมื่อมีการประชุมรวมกันของขันธ์ห้า ก็เลยมีสมมติเรียกว่า ตัวเรา ตัวเขา คน ผู้หญิง ผู้ชาย สัตว์ต่างๆ ศรัทธาก็เป็นหนึ่งในขันธ์ห้า อยู่ในหมวดสังขารขันธ์ สังขารขันธ์นี้ก็มีหลายๆ อย่าง มีทั้งฝ่ายดี ทั้งฝ่ายไม่ดี และก็ฝ่ายที่เข้ากับใครก็เป็นอย่างนั้นไป

สังขารฝ่ายไม่ดีก็มี เช่น โลภะ โทสะ โมหะ อิจฉา มัจฉริยะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน รำคาญใจลังเลสงสัย พวกนี้เป็นสังขารฝ่ายไม่ดี เป็นสิ่งไม่มีตัวไม่มีตน เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นเป็นครั้งๆ ก็เป็นสังขาร คำว่า สังขาร หมายถึง มันไม่ได้มีอยู่ก่อน มีเมื่อมันเกิดขึ้น เกิดเพราะมีเหตุมีปัจจัย ถ้าเหตุปัจจัยยังมีอยู่ ผลมันยังอยู่ พอเหตุหมด ผลจึงหมดไป อย่างนี้เป็นแบบสังขาร

ถ้าเป็นสังขารฝ่ายดีงาม ฝ่ายโสภณะมีหลายอย่างด้วยกัน เช่น ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ กรุณา ปัญญาพวกนี้เป็นฝ่ายดี

นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีสังขารที่เข้ากับใครก็เป็นอย่างนั้นก็มี เช่น ความขยัน ความขยันก็ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล ไม่ใช่ใครขยัน ความขยันของใคร แต่เป็นความขยันที่เกิดขึ้น ถ้าขยันดี มันก็ดี ถ้าขยันเลว มันก็เลว เจตนา เจตนานี่เป็นกรรม เป็นสังขารที่เข้ากับใครก็เป็นอย่างนั้นไป เจตนาดีก็ดี เจตนาไม่ดีก็ไม่ดี นี้เป็นธรรมะฝ่ายสังขาร จัดอยู่ในหมวดสังขารขันธ์

ดังนั้น ศรัทธานี้ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล ไม่ใช่ใครศรัทธา ไม่ใช่ศรัทธาของใคร เป็นสังขาร เป็นธรรมะอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง มีเมื่อเกิดขึ้น เกิดเพราะเหตุเพราะปัจจัย ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว มันก็เป็นธรรมะฝ่ายดี

ลักษณะของศรัทธาก็คือ มีอาการผ่องใสของจิต ช่วยให้จิตมีความผ่องใส และหยั่งลงในวัตถุหรือในเรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส วัตถุอันเป็นที่ตั้งของศรัทธา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นวัตถุชั้นสูงสุด ต่อมาก็คุณงามความดีต่างๆ เรื่องดีๆ คนดีๆ ก็เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาได้

ศรัทธาต้องเป็นฝ่ายดีอย่างเดียว แต่คำภาษาไทยเราเอามาใช้ บางทีก็ผิดได้ เช่นว่าศรัทธาในคนนั้นคนนี้ ศรัทธาเจ้าพ่อนั้นเจ้าแม่นี้ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นเพียงคำพูดไม่ใช่ศัพท์ธรรมะ เป็นเพียงคำพูดภาษาไทย ถ้าเป็นศัพท์ธรรมะ ศรัทธาต้องเป็นฝ่ายดีเท่านั้นเหมือนกับคำว่าสติ สติต้องเป็นฝ่ายดี เป็นความระลึกได้ นึกได้ในกุศล อย่างภาษาไทยเราเอามาใช้ เช่น เดินดีๆ ให้มีสติ กินข้าวได้ก็ถือว่ามีสติแล้ว นั่งได้ก็ถือว่ามีสติ ไม่หลับก็ถือว่ามีสติ ทำนองนี้ ก็เป็นคำพูดภาษาไทยเท่านั้นเอง แต่ที่จริงอย่างนั้นไม่ใช่สติ แค่เดินได้อย่างเดียวยังไม่ใช่สติ เดินได้ก็เป็นสัญญา การกำหนดเครื่องหมายได้เฉยๆ ถามว่าทำงานได้ไม่ผิดพลาดเป็นสติไหม ยังไม่ใช่สติทีเดียว ถ้าเป็นสติต้องเป็นการระลึกได้ นึกได้ในฝ่ายที่ดีงาม เช่น ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ระลึกได้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ ไม่หลงลืมคุณของพระพุทธเจ้า ระลึกได้ในฝ่ายดีงาม ระลึกถึงศีลของตัวเอง อย่างนี้เป็นต้น หรือว่าระลึกไปในกาย เวทนา จิต และธรรมนี้จึงจะเรียกว่าสติ คำพูดภาษาไทยเราก็เป็นอย่างหนึ่ง ศัพท์ธรรมะก็เป็นอย่างหนึ่ง ศรัทธาก็คล้ายกันนี่แหละ

ศรัทธานี่ ภาษาไทยเราก็เอามาใช้เยอะแต่ว่าโดยทั่วไปที่ใช้กัน ก็ไม่ได้หมายถึงสภาวะที่เป็นตัวศรัทธา เป็นเพียงคำพูดเท่านั้นเอง เช่นศรัทธาเจ้าพ่อนั้นเจ้าแม่นี้ อันนี้ไม่ใช่สภาวะศรัทธา แต่เป็นความหลง เป็นโมหะ เป็นความลุ่มหลง บางคนก็เชื่อหลวงพ่อรูปนั้นรูปนี้ ศรัทธาหลวงพ่อรูปนั้นรูปนี้  อันนี้ก็ยังไม่ใช่ศรัทธาจริง นี้เป็นอธิโมกข์ จิตที่ดิ่งลงไป โดยสภาวะไม่ใช่ตัวศรัทธา  เพราะว่าคน หญิง ชาย ไม่ใช่สัทเธยยวัตถุ ไม่ใช่ที่ตั้งของศรัทธา ที่ตั้งของศรัทธาต้องเป็นธรรมะในฝ่ายดีงาม เช่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณงามความดี มีความเลื่อมใสในความดีของคนนั้นอย่างนี้พอได้ เพราะว่าไม่ได้เอาไปตั้งในคน ตั้งในความดีของเขา อย่างนี้เป็นศรัทธาได้ ถ้าไปตั้งในคน ก็จะเป็นเรื่องอื่นไป

นี้พูดถึงตัวสภาวะก่อน ศรัทธาเป็นธรรมะอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เวลาเราเรียน ก็ต้องเรียนให้มันเป็นธรรมะ ไม่ใช่ใครมีศรัทธา ใครเสื่อมศรัทธา ไม่ใช่อย่างนั้น ศรัทธามันเกิดขึ้น หรือว่าศรัทธามันไม่เกิดเท่านั้น มันเป็นเรื่องสังขาร ไม่ใช่ใครเป็นผู้ศรัทธา ไม่ใช่ศรัทธาของใคร ศรัทธามันเกิดขึ้น หรือว่าศรัทธามันไม่เกิด ศรัทธามันมี หรือศรัทธามันไม่มี ศรัทธามั่นคง หยั่งลงมั่นในสิ่งนี้ หรือไม่หยั่งลง ไม่มั่นคง

ศรัทธาเป็นธรรมะฝ่ายนามธรรม จัดอยู่ในหมวดสังขารขันธ์ เป็นหนึ่งในขันธ์ทั้งห้า เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าตัวเรานั่นแหละ พวกเราบางครั้ง บางเวลา บางโอกาส ศรัทธาก็เกิดขึ้นเหมือนกัน มีความผ่องใสของจิต มีความมั่นใจในพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระอรหันต์ มั่นใจในพระธรรม มีความเลื่อมใสในพระอริยสงฆ์อย่างนี้เป็นต้น นี้ตัวสภาวะ ศรัทธาเป็นธรรมะฝ่ายสังขาร

ศรัทธานี้เป็นฝ่ายดีอย่างเดียวเท่านั้นเหมือนกับสติ แต่คำภาษาไทยก็ใช้ปนกันไปเราก็ไม่ยุ่งกันนะ ถ้าพูดถึงศรัทธาในแบบธรรมะก็ต้องเข้าใจว่าต้องเป็นฝ่ายดีเท่านั้น ทีนี้ มีความละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ทางพุทธเรานี่ บางสิ่งที่ดี ยังไม่ถือว่าเป็นแบบพุทธก็มี เป็นดีแบบทั่วๆ ไป ทางพุทธเรานี้ ศรัทธาที่ต้องการจะมีลักษณะพิเศษ ศรัทธาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ ให้เราทั้งหลายฝึกหัดให้มีขึ้น มีลักษณะพิเศษกว่าศรัทธาอื่นๆ ศรัทธาทั่วๆ ไป เช่น ศรัทธาในคุณงามความดีของคน ศรัทธาในคนทำดี อย่างนี้ก็เรียกว่าศรัทธาเหมือนกัน เป็นสภาวะศรัทธานั่นเอง แต่ทางพุทธเราไม่ได้มีเท่านี้ ยังมีที่ลึกซึ้งกว่านี้ให้ฝึกกัน วันนี้จะมาพูดให้ฟัง

หลังจากรู้จักลักษณะของศรัทธาแล้วว่าเป็นธรรมะอย่างหนึ่ง เป็นหนึ่งในขันธ์ห้านั้นแหละ จัดอยู่ในหมวดสังขารขันธ์ ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เวลาพูดถึงศรัทธา ก็อย่าไปพูดว่าใครศรัทธา ศรัทธาของใคร ต้องรู้จักศรัทธานั้น มันเป็นศรัทธา ไม่ใช่ใครเป็นผู้ศรัทธา ไม่ใช่ศรัทธาของใคร เหมือนธรรมะอื่นๆ นั่นเอง เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลาศึกษา เราก็ต้องศึกษาให้มันเป็นธรรมะ ไม่มีใครเป็นผู้โลภ ไม่มีใครเป็นผู้โกรธ ไม่มีใครเป็นผู้หลง ความโกรธมันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป ไม่ใช่ความโกรธของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของความโกรธ ศรัทธาก็เช่นเดียวกันเป็นธรรมะอันหนึ่ง เป็นธรรมะที่มีเหตุก็เกิดหมดเหตุก็ดับ

ศรัทธาเป็นธรรมะฝ่ายดี เป็นธรรมะที่ควรทำให้มีขึ้น ทำให้เกิดขึ้น เป็นธรรมะที่เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของพุทธบริษัททั้งหลายโดยแท้จริง ทางพุทธเรานี้เน้นไปที่ปัญญา แต่การจะมีปัญญาได้ ต้องมีกระบวนการมีคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งคุณสมบัติเบื้องต้นแทบทั้งหมด หมวดธรรมต่างๆ ที่เป็นคุณสมบัติของพุทธบริษัท ตั้งแต่เบื้องต้นคือศรัทธา ถ้าท่านทั้งหลายได้ศึกษาหมวดธรรมต่างๆ ที่เป็นคุณสมบัติฝ่ายดี โดยทั่วไปหลักธรรมเหล่านั้นก็จะมีศรัทธาขึ้นก่อนเสมอ แล้วลงท้ายที่ปัญญานี้เป็นลักษณะพิเศษ จะได้เข้าใจศรัทธาได้ชัดขึ้น

หลังจากเข้าใจตัวศรัทธาแล้ว ต่อไปจะพูดถึงศรัทธาที่ถูกต้องตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้า ศรัทธาทั่วๆ ไป เราไม่พูด รู้ว่าเป็นฝ่ายดี อันนั้นทั่วๆ ไป ต่อไปจะพูดเอาเฉพาะที่ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าศรัทธาที่เป็นไปเพื่อปัญญา ศรัทธาที่เป็นหมวดธรรม เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา

๓. ศรัทธา ๒ ระดับ

ศรัทธาที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน มีอยู่ ๒ ระดับหลักๆ ด้วยกัน

ระดับที่ ๑ คือ ศรัทธาระดับพวกปุถุชนทั่วไป ศรัทธาของพวกปุถุชนก็จะเป็นลักษณะอย่างหนึ่ง มีคำสอนบอกเอาไว้ว่าให้มีศรัทธาอย่างไร

ระดับที่ ๒ คือ ศรัทธาของพระอริยเจ้าชั้นโสดาบัน เป็นผู้ที่มีปัญญาระดับหนึ่งแล้ว มีศรัทธาบริบูรณ์เต็มที่ แต่ปัญญายังไม่บริบูรณ์เต็มที่

ศรัทธาตามแบบคำสอนของพระพุทธเจ้ามีสองแบบ สองระดับ คือ ระดับปุถุชน ผู้ที่เป็นพุทธบริษัท เป็นอุบาสกอุบาสิกา ที่ยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า ก็จะมีศรัทธาแบบหนึ่ง ขั้นที่สองก็คือศรัทธาระดับพระอริยเจ้า คือพระโสดาบัน ศรัทธาที่เป็นระดับพระอริยเจ้าระดับพระโสดาบันนี้ เป็นศรัทธาที่สมบูรณ์บริบูรณ์เต็มที่แล้ว แต่สมาธิและปัญญา และหลักธรรมอื่นๆ ยังไม่เต็มที่

พระโสดาบันท่านมีศรัทธาเต็มที่บริบูรณ์แล้ว แต่ปัญญายังไม่เต็มบริบูรณ์ สิ่งที่ท่านทำอยู่ ประพฤติอยู่ ก็ยังไม่ใช่ทำด้วยปัญญาล้วนๆ แต่ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ไม่ใช่ทำตามปัญญาของตัวเองล้วนๆ ถ้าเป็นพระอริยบุคคลระดับสูงขึ้นไป จนถึงพระอรหันต์ไม่ต้องใช้ศรัทธา พระอรหันต์มีแต่ปัญญากับกรุณา ดังนั้น บางทีพระอรหันต์ท่านก็เรียกว่าผู้ไม่มีศรัทธา แต่ไม่ใช่คนที่เป็นปุถุชนนะ หมายถึงว่า ท่านไม่ต้องใช้ศรัทธาแล้ว ใช้ปัญญา เนื่องจากว่าศรัทธาเป็นคุณสมบัติตั้งแต่ต้น จนกระทั่งเป็นพระโสดาบันก็มีศรัทธาเต็มบริบูรณ์แล้ว ส่วนพระอรหันต์มีปัญญาเต็มที่สมบูรณ์ ทำสิ่งต่างๆ ด้วยปัญญา ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ จึงถือว่าไม่ต้องเชื่อ

ศรัทธามีสองระดับเท่านี้เอง คือระดับปุถุชนทั่วไปกับระดับพระอริยเจ้าชั้นโสดาบัน ถ้าพระอริยบุคคลสูงกว่านั้นก็จะไม่พูดเรื่องศรัทธาแล้ว พูดเรื่องปัญญา เพราะพระโสดาบันนี้มีศรัทธาเต็มบริบูรณ์แล้ว เต็มที่แล้ว ส่วนหลักธรรมชั้นอื่นๆ ยังไม่เต็มที่ ยังไม่บริบูรณ์ต้องฝึกฝนเพิ่มพูนกันต่อไป

๔. ศรัทธาของปุถุชน

ศรัทธาระดับปุถุชนมีลักษณะอย่างไร นี้ต้องมาขยายความกัน ศรัทธาที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ศรัทธาเชื่อคนโน้นคนนี้ ไม่ใช่เชื่อเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่เชื่อปัญญาแท้ที่จริง ศรัทธากับปัญญาก็คือเรื่องเดียวกันนั่นแหละ แต่ผู้ที่เป็นพุทธบริษัทเบื้องต้นนี้ยังไม่มีปัญญาเป็นของตนเอง ใช้วิธีเชื่อปัญญาของพระพุทธเจ้าแทน จริงๆ สิ่งที่เขาเชื่อ สิ่งที่เขามั่นใจนั้นก็คือปัญญานั่นเอง แต่ไม่ใช่ปัญญาของตัวเอง เป็นปัญญาของพระพุทธเจ้า ศรัทธานี้เลยมีชื่อเรียกพิเศษขึ้นมา เรียกว่า ตถาคตโพธิศรัทธา

ตถาคต คือ พระพุทธเจ้าของเรานั่นแหละ โพธิ คือ การตรัสรู้ ปัญญาตรัสรู้ ศรัทธา หรือเชื่อมั่นในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่า เพราะเหตุดังนี้ๆ พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นต้น อย่างที่พวกเราสวดกันเป็นประจำนั่นเอง ศรัทธาของปุถุชนทั่วไป หมายถึงเชื่อในปัญญาของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เชื่อคนโน้นเชื่อคนนี้ เชื่อหลวงพ่อรูปโน้น เชื่อรูปนี้ เชื่อคนนั้นว่าอย่างนี้ เชื่อคนนี้ว่าอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ใช่ศรัทธาที่ถูกต้อง แม้ว่าอาจจะเป็นศรัทธาคือธรรมะฝ่ายดีก็ตามแต่ยังไม่เป็นศรัทธาที่พระพุทธเจ้าให้สร้างขึ้น ศรัทธาที่พระพุทธเจ้าให้สร้างขึ้นคือ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต เชื่อปัญญาคือมั่นใจในปัญญา

จะมีความเชื่อมั่นก็ด้วยการเรียนธรรมะนี่แหละ ศึกษาธรรมะ เพราะธรรมะนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไปตรัสรู้เข้า เมื่อศึกษาเรียนรู้แล้วก็เชื่อมั่นว่าเป็นอย่างนั้นแหละ เชื่อว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ความเชื่อมั่นในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือเชื่อมั่นในหลักธรรมที่พระองค์เอามาสอนนั่นแหละ เพราะหลักธรรมที่พระองค์ทรงนำมาสอนนั้น เป็นหลักธรรมที่ตรัสรู้ด้วยปัญญา แล้วเอามาบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย และทำให้ง่ายๆ เมื่อฟังแล้วก็มีศรัทธาในคำสอนอันนั้น ในหลักธรรมอันนั้นแหละ เชื่อมั่นว่ามาจากการตรัสรู้ เป็นความจริงแบบนั้นแหละ

ศรัทธาที่ถูกต้องในแบบพวกปุถุชน ไม่ใช่เชื่อคนโน้น ไม่ใช่เชื่อคนที่เขาทำดี ถามว่าเชื่อคนทำดีแล้วเป็นศรัทธาไหม เป็นเหมือนกันแต่ไม่ใช่ศรัทธาในแบบที่พระพุทธเจ้าให้เราทำ ไม่ใช่แบบที่ถูกต้อง ไม่ใช่แบบที่จะทำให้เกิดปัญญา ศรัทธาที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เราทั้งหลายเกิดปัญญา ก็คือเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อตัวปัญญานั่นเอง โดยผ่านหลักธรรมต่างๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อันนี้ไม่ดี เราก็เชื่อมั่นว่าไม่ดีจริงๆ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าอริยมรรคมีองค์แปดนี้ เป็นทางที่ทำให้ถึงความพ้นทุกข์ เราก็มั่นใจอย่างนั้นจริงๆ พวกปุถุชนก็ยังไม่เคยมีอริยมรรคมีองค์แปดสักคนหรอก ยังไม่พ้นทุกข์หรอก ตอนนี้ทุกข์เต็มที่ทีเดียว แต่ก็เชื่อมั่นว่าอันนี้แหละใช่ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

เรียนธรรมะหมวดโน้นหมวดนี้ แล้วก็มั่นใจว่าเป็นอย่างนั้นแหละ โลกนี้เป็นทุกข์เราก็เชื่อ นี้เรียกว่ามั่นใจหรือศรัทธาในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั่นเอง เรียกตามชื่อก็ว่า ตถาคตโพธิศรัทธา ในพระสูตรต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงแสดงศรัทธาชนิดนี้เป็นอันมาก ถ้าไปอ่านในพระไตรปิฎก เริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่พระองค์จะประกาศศาสนา พระองค์ก็มาพิจารณา ก่อนจะแสดงธรรมะ ก็พิจารณาว่าธรรมะที่เราตรัสรู้แล้วนี้ มีความลึกซึ้ง เห็นได้ยากรู้ตามได้ยาก เป็นของประณีต ละเอียดอ่อน อันบัณฑิตเท่านั้นจะรู้ได้ ส่วนคนทั่วไปที่ติดอกติดใจ เพลิดเพลินหมกมุ่นอยู่ในอาลัยรู้ได้ยาก พระองค์ก็น้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่แสดงธรรม พอเป็นอย่างนั้นแล้ว สหัมบดีพรหมก็มาอาราธนา พระพุทธเจ้าทรงมองดู สัตว์โลกที่มีอินทรีย์แตกต่างกัน แล้วก็ตกลงพระทัยที่จะแสดงธรรม พระองค์ก็กล่าวคาถาขึ้นมาเบื้องต้นว่า

สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดจะฟัง จงปล่อยศรัทธาเถิด
เราได้เปิดประตูอมตะแก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว  [2]

สัตว์ใดที่ต้องการฟัง ก็จงปล่อยศรัทธามา หมายถึง คนที่ต้องการฟังธรรม มีความเลื่อมใสเชื่อปัญญาตรัสรู้ พระองค์ทรงเปิดประตูอมตะแก่สัตว์เหล่านั้น ถ้าไม่เชื่อเสียก่อนแล้ว เป็นคนมีทิฏฐิมานะ มีความเห็นอย่างโน้นอย่างนี้คอยคิดขัดแย้ง ก็จะมีปัญหาได้ ฉะนั้น เวลาฟังธรรมก็ต้องปล่อยศรัทธา ปล่อยความเชื่อมั่นออกมาว่า พระพุทธเจ้านี้เป็นผู้ที่ได้ตรัสรู้ รู้แจ้งทั้งโลกนี้และโลกอื่น แล้วก็เอามาบอกมาสอน เราก็มาเรียน พิจารณาดู ให้เกิดความเข้าใจแล้วดำเนินตามทางนี้ นี้ในตอนก่อนแสดงธรรมพระองค์ก็ตรัสถึงศรัทธา

ต่อมา พระสูตรต่างๆ ที่มีเรื่องพระภิกษุออกบวชก็มีเรื่องศรัทธาทั้งนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลกแล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงธรรมะอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด สมบูรณ์พร้อมด้วยอรรถและพยัญชนะ พวกคหบดีต่างๆ ก็ได้ฟังธรรมะอันนั้น พอได้ฟังธรรมะ ก็ได้เกิดศรัทธา มีความเลื่อมใสในพระตถาคต เลื่อมใสเพราะได้ฟังธรรม นี้คือศรัทธาที่ถูกต้อง บางท่านก็มีศรัทธามาก เห็นว่าพระพุทธองค์ตรัสไว้นั้นจริงทุกประการ ปฏิบัติตามแล้วเป็นพระอรหันต์ หมดจดจากกิเลส พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดพ้นจากทุกข์ได้จริง จนเกิดความคิดว่าฆราวาสนี้คับแคบ เป็นทางมาของธุลี ก็ออกบวชเพราะศรัทธาในพระพุทธเจ้า ดังพระพุทธพจน์ว่า

คหบดี บุตรคหบดี หรืออนุชนในตระกูลใดตระกูลหนึ่งได้สดับธรรมนั้นแล้วเกิดศรัทธาในตถาคต เมื่อมีศรัทธาย่อมตระหนักว่า

“การอยู่ครองเรือนเป็นเรื่องอึดอัด เป็นทางแห่งธุลี การบวชเป็นทางปลอดโปร่ง การที่ผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วนดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ทางที่ดีเราควรโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต”  [3]

หลังจากได้ฟังธรรมแล้วก็เห็นว่า การประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ มาทำแบบฆราวาสนี้มันยาก คือจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ในแบบฆราวาสนี่มันยาก เชื่อมั่นแล้วว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และแสดงธรรมเป็นของจริง พระองค์เป็นพระอรหันต์ ทีนี้ จะเป็นอรหันต์ตามอย่างนั้น อยู่ในเพศฆราวาสมันทำยาก ก็เลยพากันออกบวช นี้เป็นศรัทธาในแบบปุถุชนทั่วไปที่กล่าวถึงในพระไตรปิฎกมากมาย ท่านเหล่านั้นก็ได้ฟังธรรม แล้วมีศรัทธาในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ทรงแสดงคุณสมบัติของพุทธบริษัท การเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดี การได้ทรัพย์ที่จะเป็นประโยชน์ในภพหน้า ทรัพย์อันเป็นอริยทรัพย์ คุณสมบัติเหล่านี้ก็ล้วนมีศรัทธาเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นศรัทธาระดับปุถุชนทั้งนั้น คือเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่า เพราะเหตุดังนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นต้น คือเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้จริงๆ และธรรมะที่พระองค์นำมาแสดงก็แสดงจากการตรัสรู้

คุณสมบัติของอุบาสกอุบาสิกาที่ดี มีอยู่ 5 ข้อ ข้อที่ (1) ก็มีศรัทธา (2) มีศีล (3) เป็นพวกมุ่งกรรม ไม่มุ่งมงคล (4) ไม่แสวงหาเขตบุญนอกศาสนา (5) ทำอุปการะแก่ศาสนาพระพุทธศาสนาก่อน  [4]

เริ่มต้นข้อที่ 1 คือศรัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หรือจะพูดถึงความถึงพร้อมที่เรียกว่าสัมปทา ความถึงพร้อมที่จะเป็นเหตุให้ได้สมบัติในอนาคต สมบัติในภายภาคหน้า ผู้ที่จะได้ประโยชน์ในภายภาคหน้า ก็ต้องมีความถึงพร้อมอยู่ 4 ประการ เรียกว่า สัมปทา ๔ มีสัทธาสัมปทา สีลสัมปทา จาคสัมปทา และปัญญาสัมปทา สัทธาสัมปทา ก็คือเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ดังพระพุทธพจน์ว่า

สัทธาสัมปทา เป็นอย่างไร

คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้มีศรัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของตถาคตว่า “แม้เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค” นี้เรียกว่า สัทธาสัมปทา  [5]

เหตุปัจจัยที่เป็นไปเพื่อทำให้เกิดปัญญา ธรรมะที่เป็นกองหนุนปัญญามี ๕ อย่าง มีอะไรบ้าง ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ศรัทธา คือ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอยู่ข้างหน้า อันนี้เรื่องศรัทธาของพวกที่ยังเป็นปุถุชน ที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้า

ถ้าจะเป็นอุบาสกอุบาสิกา เป็นพวกที่อยู่ใกล้ชิด เป็นพวกที่ถือว่าอยู่ทางข้างพระพุทธศาสนา ก็เริ่มต้นที่ศรัทธา คือเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายก็จะเห็นชัดว่า ศรัทธาตามแบบคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือว่าศรัทธาที่ถูกต้องนี้ไม่ใช่ศรัทธาที่คน แต่เป็นศรัทธาในปัญญา คือ เชื่อมั่นในปัญญาของพระพุทธเจ้า เหมือนกับเรามีผู้นำอยู่คนหนึ่ง ซึ่งผู้นำของพวกเรานี้ก็คือพระพุทธเจ้า ทีนี้เราก็เชื่อปัญญาของผู้นำ เชื่อความรู้ของผู้นำ พระองค์มีปัญญาตรัสรู้ธรรมะแล้ว เราก็เชื่อปัญญา มีความมั่นใจในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า นี้เป็นตัวศรัทธาที่ถูกต้องในทางพุทธ

นอกจากปุถุชนเต็มขั้นที่ยังไม่ได้ฝึกจิตจะต้องมีศรัทธาแล้ว แม้แต่ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่จะเป็นไปเพื่อการตรัสรู้ ศรัทธาก็ยังเป็นตัวนำ เป็นกองหนุนในการที่จะช่วยให้ถึงการตรัสรู้เช่นกัน คุณสมบัติที่จะวัดผลว่าจะตรัสรู้ได้ช้า จะตรัสรู้ได้ไว ธรรมะหมวดอินทรีย์ หมวดพละ ก็มีศรัทธาอยู่ข้างหน้าเป็นสัทธินทรีย์ สัทธาพละ ศรัทธาเหล่านี้ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ คือเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าดังพระพุทธพจน์ว่า

สัทธินทรีย์ เป็นอย่างไร

คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค  [6]

พวกที่อินทรีย์แก่กล้าก็บรรลุได้ไว อินทรีย์อ่อนก็บรรลุได้ช้า เพราะฉะนั้น ยิ่งเชื่อมั่นมั่นใจในปัญญาของพระพุทธเจ้ามากเท่าไร ก็เป็นคุณสมบัติที่บ่งบอกความก้าวหน้าสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ศรัทธาเป็นคุณสมบัติอันแรกอยู่เสมอที่ต้องพิจารณา ถ้าปฏิบัติแล้ว ศรัทธาลดลง ก็แสดงว่าผิด ถ้ามีความมั่นใจในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น ชัดเจนขึ้น มั่นคงขึ้น ก็ถูกต้อง และศรัทธานี้ก็เป็นอันเดียวกันกับผู้ที่ยังไม่ได้ฝึกนั่นเอง คือ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เรียกว่า ตถาคตโพธิศรัทธา

ศรัทธาระดับที่หนึ่ง ระดับปุถุชน สำหรับพวกเราทั่วไป คือเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นแหละ ง่ายๆ อย่างนี้ นี่คือศรัทธาที่ถูกต้อง ถ้าเป็นศรัทธาในคนโน้นคนนี้ ถึงแม้ว่าตัวศรัทธานี้จะเป็นของดี แต่ยังไม่ถูก ยังไม่เป็นไปเพื่อปัญญา ยังไม่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ ถ้าศรัทธาในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า นี้จึงจะเป็นไปเพื่อเกิดปัญญาเป็นไปเพื่อจะทุ่มเทกำลังความเพียรประพฤติปฏิบัติ ละชั่ว มาทำดี และทำจิตให้ผ่องใสหมดจดจากกิเลส ด้วยการเจริญอริยมรรคต่อไป

พระพุทธองค์ตรัสว่า สิ่งนี้มันไม่ดี เราก็เชื่อมั่นว่ามันไม่ดีจริงๆ เพราะพระองค์ตรัสรู้มาไม่ใช่เรารู้เอง เรามั่นใจปัญญาของพระพุทธเจ้า ก็จะมีความเพียรเพื่อที่ละสิ่งไม่ดี พระองค์ตรัสว่า สิ่งนี้ดี เรามีศรัทธา มั่นใจในปัญญาตรัสรู้ ก็เป็นไปได้ที่จะมีความเพียรทำตาม พระองค์ทรงสอน การจะบรรลุธรรมได้ต้องมีคุณสมบัติอันนี้ๆ เราเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เราก็ทำคุณธรรมเหล่านั้นเพิ่มเติมขึ้นมา ทำอย่างนี้ๆ จะทำให้เกิดปัญญา เกิดวิชชา จะทำให้เป็นพระอริยเจ้า ตอนนี้เรายังไม่เป็น ยังไม่เคยเป็น ถ้าไม่มีศรัทธา มันก็ทำไม่ได้ หรือทำไปก็ยึกๆ ยักๆ ไม่ลงทุนลงแรงอย่างเต็มที่ กลัวมันจะไม่ได้ กลัวมันจะผิด แต่ถ้าเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระองค์ว่าทำอย่างนี้เราก็ทำตาม ผลมันยังไม่เกิด ยังไม่มีใครรับรอง แต่อาศัยศรัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็เป็นไปได้ที่จะเกิดฉันทะ เกิดความเพียรขึ้น นี้จึงเป็นศรัทธาที่ถูกต้อง

ศรัทธานี้ก็จะมีอาการออกมาในลักษณะมั่นใจ เชื่อมั่น มั่นคง หยั่งลง ในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุดังนี้ๆ ทำอย่างนี้แล้วได้อย่างที่พระองค์ทรงบอกทุกประการ ยิ่งมั่นใจมากเท่าไรก็เรียกว่ามีศรัทธาเยอะเท่านั้น ทำไมจึงเรียกว่าศรัทธา ก็เพราะว่าไม่ใช่ปัญญาของตนเอง เป็นความมั่นใจ ความเชื่อพระพุทธเจ้าว่าอย่างนี้ๆ ถ้าเชื่อ ถ้ามั่นใจ ก็จะได้ปฏิบัติยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าไม่เชื่อ คงไม่มีทางก้าวหน้าคงไม่มีทางได้ปัญญา

ศรัทธาลักษณะเช่นนี้ จัดเป็นความเห็นถูกระดับโลกิยะ เป็นสัมมาทิฏฐิระดับที่เป็นส่วนของบุญ ก่อให้เกิดการกระทำกรรมที่ดีและเป็นเครื่องอาศัยทำให้เกิดปัญญาขั้นสูงต่อไป ดังพระพุทธพจน์ว่า

สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลคืออุปธิ เป็นอย่างไร

คือ ความเห็นว่า “(๑) ทานที่ให้แล้วมีผล (๒) ยัญที่บูชาแล้วมีผล (๓) การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมีผล (๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี (๕) โลกนี้มี (๖) โลกหน้ามี (๗) มารดามีคุณ (๘) บิดามีคุณ (๙) สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี (๑๐) สมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็มีอยู่ในโลก” นี้เป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ  [7]

สัมมาทิฏฐิข้อที่ ๑๐ นั่นเองมีผลต่อเนื่องมาสู่ตถาคตโพธิศรัทธา จึงกล่าวได้ว่า ผู้ที่มีความเห็นถูกต้อง จะมีความเชื่อมั่นในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

คุณสมบัติต่างๆ ของพวกปุถุชน เริ่มตั้งแต่เป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดี จนกระทั่งเป็นผู้ปฏิบัติธรรมจึงเริ่มต้นที่ศรัทธาก่อนเสมอ ทั้งๆ ที่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา แต่ไม่ให้พิจารณาเริ่มที่ปัญญา ให้เริ่มที่ศรัทธา ดูว่ามีศรัทธาหรือเปล่าเป็นอันดับแรก พวกที่เน้นปัญญามากเกินไป ชอบไปคิดพิจารณาเอาเอง อันนี้ใช้ไม่ได้ จะไม่มีเกิดปัญญา เกิดแต่ทิฏฐิและความเห็นยึดถือต่างๆ ดีไม่ดีก็เพี้ยนไป ท่านจึงให้ดูความมั่นใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า เชื่อปัญญาตรัสรู้ พระพุทธองค์ตรัสอย่างไร ต้องเป็นจริงอย่างนั้น พูดภาษาเราคือ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมาก ถ้าจะเป็นเหตุผลในแบบธรรมะก็คือหาเหตุผลเพื่อจะทำให้เกิดศรัทธา เชื่อพระพุทธเจ้าได้อย่างเต็มที่ อย่างนี้ไม่ว่ากัน แต่จะไปหาเหตุผลทำนองค้านไปค้านมาแบบพวกคิดมากก็จะไม่ได้อะไร อย่างนั้นจะมีปัญหาเยอะ ง่ายๆ ก็คือ พระองค์ตรัสอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น สิ่งไหนที่เรายังไม่เข้าใจชัดก็วางไว้ก่อน เอาอันที่เข้าใจชัดมาปฏิบัติก่อน แล้วก็จะเข้าใจยิ่งๆ ขึ้นไป ศรัทธาก็จะมากขึ้นตามลำดับ นี้เป็นศรัทธาระดับที่หนึ่งเรียกว่า ตถาคตโพธิศรัทธา เป็นศรัทธาระดับปุถุชน มั่นใจในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

เราทั้งหลายที่เป็นปุถุชนนี้ ควรทำศรัทธาเช่นนี้ให้มีขึ้น เพราะเป็นคุณสมบัติข้อแรกเลย การจะทำให้มีขึ้นก็ต้องฟังธรรมเยอะๆ นั่นแหละฟังเหตุผลของธรรมะจนกระทั่งมั่นใจว่าเป็นอย่างนั้น ถ้ามั่นใจว่าเป็นอย่างนั้น เรียกว่าเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้ายังไม่ค่อยมั่นใจ ยังยึกๆ ยักๆ อยู่ ก็แสดงว่ายังไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อแล้ว จะทำความเพียรให้เต็มที่มันก็เป็นไปไม่ได้ จึงไม่เจริญก้าวหน้า ดังนั้นหลักธรรมต่างๆ ที่เป็นคุณสมบัติของพุทธบริษัทจึงเริ่มต้นที่ศรัทธา เมื่อมีศรัทธาก็จะเข้าไปฟังธรรม นำไปปฏิบัติ จนจบที่ปัญญา หากไม่มีศรัทธาแล้ว ก็จะขาดการฟังธรรม และห่างออกไปจากธรรมวินัยนี้ ดังพระพุทธพจน์ว่า

ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวการบรรลุอรหัตตผลด้วยขั้นเดียวเท่านั้น แต่การบรรลุอรหัตตผล ย่อมมีได้ด้วยการบำเพ็ญสิกขาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญกิริยาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญปฏิปทาโดยลำดับ

การบรรลุอรหัตตผล ย่อมมีได้ด้วยการบำเพ็ญสิกขาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญกิริยาโดยลำดับ ด้วยการบำเพ็ญปฏิปทาโดยลำดับเป็นอย่างไร

คือ กุลบุตรในศาสนานี้ เกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหาย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ย่อมเงี่ยโสตลงสดับ เงี่ยโสตลงสดับแล้วย่อมฟังธรรม ครั้นฟังธรรมแล้วย่อมทรงจำไว้ ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้ว เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมควรเพ่งพินิจ เมื่อมีการเพ่งพินิจธรรมอยู่ ฉันทะย่อมเกิด กุลบุตรนั้นเกิดฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะ ครั้นอุตสาหะแล้วย่อมไตร่ตรอง ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมอุทิศกายและใจ เมื่ออุทิศกายและใจแล้ว ย่อมทำให้แจ้งสัจจะอันยอดเยี่ยมด้วยนามกาย และเห็นแจ่มแจ้งสัจจะอันยอดเยี่ยมนั้นด้วยปัญญา

ภิกษุทั้งหลาย ถ้าศรัทธาไม่มี การเข้าไปหา การนั่งใกล้ การเงี่ยโสตลงสดับ การฟังธรรม การทรงจำธรรม การพิจารณาเนื้อความ ความเพ่งพินิจธรรมฉันทะ อุตสาหะ การไตร่ตรอง และการอุทิศกายและใจก็ไม่มี เธอทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติพลาด เป็นผู้ปฏิบัติผิด โมฆบุรุษเหล่านี้ได้ก้าวออกไปจากธรรมวินัยนี้ไกลเท่าไร  [8]

๕. ศรัทธาของพระอริยเจ้า

ต่อไปศรัทธาระดับที่สอง หลังจากที่มีศรัทธาระดับที่หนึ่งแล้วก็มาฝึกคุณธรรมต่างๆ ฝึกความเพียร ฝึกสติ ฝึกสมาธิ ฝึกปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น นอกจากศรัทธาแล้วยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ต้องทำขึ้นมา แต่ศรัทธานี้เป็นอันแรก ที่วัดความสำเร็จในเบื้องต้น พอฝึกหัดคุณสมบัติต่างๆ ตามวิธีที่พระพุทธองค์สอนไว้ไปถึงระดับหนึ่ง ก็จะได้บรรลุเป็นพระอริยเจ้าระดับโสดาบัน ศรัทธาก็เต็มสมบูรณ์ ศรัทธาอันนี้ก็เลยจัดเป็นระดับที่สอง

ศรัทธามีสองระดับ ศรัทธาระดับปุถุชนกับศรัทธาระดับอริยเจ้า ระดับอริยเจ้าเป็นศรัทธาของพระโสดาบัน เป็นศรัทธาที่เกิดขึ้นเนื่องจากได้เห็นธรรมะตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว เลิกสงสัยแล้ว จึงเป็นศรัทธาที่หยั่งลงอย่างมั่นคงไม่หวั่นไหว คุณสมบัติของพระโสดาบัน มีเรื่องศรัทธาอยู่ ๓ ข้อ อีกข้อหนึ่งก็เป็นเรื่องศีลหรือเรื่องจาคะ เราคงได้ยินบ่อยๆ

คุณสมบัติของพระโสดาบันมีอยู่ ๔ ข้อเป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้น ทำให้สามารถบอกตนเองได้ว่าเป็นโสดาบัน เป็นผู้แน่นอนแล้ว คือเป็นผู้มีความเลื่อมใสอันหยั่งลงไม่หวั่นไหวในคุณของพระพุทธเจ้า คุณของพระธรรม คุณของพระสงฆ์ และเป็นผู้มีศีลบริบูรณ์ ดังพระพุทธพจน์ว่า

ธรรมบรรยายชื่อธรรมาทาส ที่พระอริยสาวกผู้ประกอบแล้ว เมื่อหวังพึงพยากรณ์ตนเองได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีภูมิแห่งเปรตสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำมีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า เป็นอย่างไร

คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้

๑. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค

๒. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

๓. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูกทาง ปฏิบัติสมควร ได้แก่ อริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคล พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก

๔. ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจ ไม่ขาด ที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ท่านผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำ เป็นไปเพื่อสมาธิ

อานนท์ นี้แล คือ ธรรมบรรยายชื่อธรรมาทาส ที่อริยสาวกผู้ประกอบแล้ว เมื่อหวังก็พึงพยากรณ์ตนเองได้ว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีภูมิแห่งเปรตสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า  [9]

ศรัทธานี้ไม่หมือนกับศรัทธาแบบปุถุชน ศรัทธาแบบปุถุชนนี้เชื่อมั่นในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แต่ตอนเป็นพระโสดาบันนี้มีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในคุณของพระพุทธเจ้าเป็นต้น หยั่งลงไปในคุณ เนื่องจากมีปัญญาเห็นธรรมแล้ว เป็นพยานด้วยตนเองแล้ว อาศัยปัญญาที่เห็นธรรมนั่นเอง ก็เลยหยั่งลงอย่างมั่นคงในคุณของผู้แสดงธรรม คุณของพระธรรม และคุณของผู้ที่ปฏิบัติตรงตามธรรม ลักษณะไม่เหมือนกัน ปุถุชนเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อปัญญา มั่นใจในปัญญา ส่วนระดับพระอริยเจ้านี่ เป็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในคุณของพระพุทธเจ้าเลย เพราะว่าท่านมีปัญญาเห็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ คือได้เห็นอริยสัจเหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ ได้เห็นนิพพานเป็นครั้งแรกแล้ว ส่วนพวกปุถุชนนี้ยังไม่เห็น ยังไม่เคยมีอริยมรรค ต้องเชื่อไว้ก่อน เชื่อปัญญา ส่วนพระโสดาบันนี้เป็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า พระองค์มีคุณอย่างนั้นจริงๆ ไม่หวั่นไหวเลย เนื่องจากมีปัญญาระดับหนึ่ง แต่ปัญญายังไม่สมบูรณ์ นี้เป็นคุณสมบัติข้อที่หนึ่ง

คุณสมบัติข้อที่สอง ก็เป็นศรัทธาเหมือนกัน มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในคุณของพระธรรม เพราะท่านได้เห็นธรรมมีปัญญารู้ธรรม ไม่เหมือนกับพวกปุถุชน ปุถุชนมีศรัทธาอยู่ประเด็นเดียว คือศรัทธาเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ส่วนพระอริยเจ้ามีศรัทธาอยู่สามเรื่อง คุณสมบัติข้อที่สาม เป็นผู้มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ว่าพระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงปฏิบัติชอบ ปฏิบัติสมควรอย่างนี้ๆ เหมือนที่เราสวดกัน

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวของพระอริยเจ้า หรือเรียกว่าศรัทธาที่สมบูรณ์นี้มีอยู่สามเรื่อง คือเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระธรรม เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบและคุณธรรมอื่นๆ ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่มีเป็นอย่างอื่นไปได้ ไม่หวั่นไหว ไม่โยกเยกโอนเอนไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่าธรรมะอันพระผู้มีพระภาคนั้นตรัสเอาไว้ดีแล้วเป็นต้น จนกระทั่งวิญญูชนรู้ได้เฉพาะตน เป็นผู้ที่มีศรัทธามั่นคง เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกที่เป็นโอรสของพระพุทธเจ้า เกิดจากพระธรรม เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูกต้อง ปฏิบัติสมควร เป็นผู้ที่ควรของบูชา ควรของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรกราบไหว้ทำความเคารพ เป็นนาบุญของโลกอย่างนี้ๆ นี้เป็นศรัทธาระดับโสดาบัน

คุณสมบัติข้อที่สี่ ศีลที่พระอริยเจ้าท่านชื่นชม ท่านรักใคร่พอใจ เป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นศีลที่รักษาด้วยวัตถุประสงค์ของศีลจริงๆ ไม่ใช่ศีลที่รักษาเพื่อให้ได้ทรัพย์ ให้ได้ไปเกิดที่โน่นที่นี่ หรือเป็นศีลที่รักษาแล้วยึดว่าเราเป็นผู้มีศีล เป็นศีลของเรา ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นศีลที่บริสุทธิ์ล้วนๆ ปราศจากตัณหาและทิฏฐิ เป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ เพื่อเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญา มีวัตถุประสงค์เพื่อสมาธิและปัญญา เรียกตามชื่อว่า อริยกันตศีล ศีลที่พระอริยเจ้ารักใคร่พอใจ ศีลที่พระอริยเจ้าท่านชื่นชม พูดภาษาเราก็คือเป็นสิ่งที่ดีงามในสายตาของพระอริยเจ้า ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ไม่ว่าที่นี้หรือที่ไหน พระอริยเจ้าท่านพอใจศีลเหล่านี้ มีศีลเหล่านี้อยู่ประจำจิตตลอดเวลา ทั้งชาตินี้และชาติหน้า

พวกปุถุชนรักษาศีล เป็นเรารักษาศีล เราเป็นผู้มีศีล ยังมีความยึดถืออยู่ เนื่องจากตนเองยังไม่ดี ก็ต้องรักษาดี ยังไม่มีพื้นฐานที่ถูกต้อง ก็ไม่ดีนักในสายตาของพระอริยเจ้า ถ้าเป็นอริยกันตศีล เป็นพื้นฐานของพระอริยเจ้า ดีในสายตาของพระอริยเจ้า ศีลก็เป็นศีลจริงๆ เป็นไปเพื่อสมาธิที่ถูกต้อง ข้อนี้เป็นคุณสมบัติของพระโสดาบัน

พระโสดาบันท่านมีปัญญาเห็นอริยสัจ ได้รู้ปฏิจจสมุปบาทระดับหนึ่งแล้ว มีปัญญาระดับหนึ่ง ทำให้มีศรัทธาที่หยั่งลง เชื่อมั่น ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ นี้เป็นศรัทธาระดับโสดาบัน เป็นความผ่องใสไม่หวั่นไหวคือพระโสดาบันนี้ได้เห็นธรรมะ ได้รู้ธรรมะ รู้เรื่องความไม่มีตัวไม่มีตน ได้ความรู้ระดับหนึ่งแล้ว กิเลสยังไม่หมด ปัญญายังไม่เต็มที่ มีปัญญาระดับหนึ่ง พอมีปัญญา ก็ทำให้ศรัทธานั้นเต็มที่บริบูรณ์ พอศรัทธาเต็มที่บริบูรณ์ ก็ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ไม่ต้องมีผู้อื่นเป็นปัจจัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ต้องมีใครคอยชักจูงให้มานับถือ ถึงความหยั่งลงมั่นใจในคุณของพระพุทธเจ้า พวกปุถุชนต้องอาศัยมั่นใจในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ยังอาศัยอยู่ อาศัยธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มาเรียนมาศึกษา พิจารณาดู แล้วก็เชื่อว่าอันนั้นจริง คือเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อะไรที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็ธรรมะนั่นแหละ เอาธรรมะนั้นมาเรียน มาศึกษา จนกว่าจะเชื่อ ถ้าเชื่อก็เรียกว่าเป็นปุถุชนที่ค่อนข้างดี ถ้ายังไม่เชื่อรู้สึกว่ายังไม่เชื่อตรงนั้นตรงนี้ ยังเป็นพวกคิดมากอยู่ ก็ยังเป็นปุถุชนที่ยังเลวอยู่มาก ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ใกล้ ยังไม่ใช่อุบาสกอุบาสิกาที่ดี ถ้าเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดี เขาจะเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นคุณสมบัติข้อที่หนึ่ง ส่วนเชื่อแล้ว ตัวเองจะปฏิบัติได้แค่ไหนนั้นอีกเรื่องหนึ่ง ปฏิบัติได้ถึงระดับหนึ่งก็เป็นพระโสดาบัน ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา มีศรัทธามั่นคงไม่หวั่นไหว

ความเป็นพระโสดาบันนี้มีอานิสงส์มากมายอย่างที่ท่านแสดงเอาไว้ เลิศกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เลิศกว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เลิศกว่าเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์ ทำไมเป็นเช่นนั้น เพราะพระเจ้าจักรพรรดิ ถึงแม้จะเป็นผู้ทรงธรรม ตายจากมนุษย์แล้วก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตายจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็ยังไม่แน่นอน ไม่พ้นจากอบายได้ ส่วนพระโสดาบันแม้จะไม่ค่อยมีอะไรนัก ถ้าเป็นพระโสดาบันที่เป็นพระภิกษุ ยังต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ไม่ค่อยมีอะไรอย่างเขา แต่ก็ไม่มีทางตกอบาย ปิดอบายได้ พระโสดาบันก็เลยเลิศกว่าอันอื่น เลิศกว่าสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ เลิศกว่าสมบัติของเทวดาต่างๆ พระพุทธเจ้าก็ยกย่องมาก จนกระทั่งเลิศกว่าพวกที่ไปเกิดเป็นพรหม พวกที่เป็นผู้สอนสมาธิ ให้คนไม่มีกามราคะไม่ติดข้องในกาม แล้วไปเกิดเป็นพรหม ก็ถือว่ามีประโยชน์มาก แต่สู้พระโสดาบันไม่ได้ พระโสดาบันแม้จะมีกามราคะ แต่ไม่ตกอบาย พวกที่ไปเกิดเป็นพรหม ไม่มีราคะก็จริงอยู่แต่ไม่พ้นอบาย ตัวอย่างดังคาถาว่า

thothan-1พฺยา เอกรชฺเชน สคฺคสฺส คมเนน วา
สพฺพโลกาธิปจฺเจน โสตาปตฺติผลํ วรํ
 [10]

โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นเอกราชในแผ่นดิน
กว่าการไปสู่สวรรค์ หรือกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง  [11]

นี้เป็นศรัทธาระดับที่สอง คือศรัทธาที่เป็นคุณสมบัติของพระโสดาบัน เป็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม และในพระสงฆ์ ต่อไปสูงกว่าพระโสดาบัน ไม่พูดเรื่องศรัทธาแล้ว พระโสดาบันนี่ศรัทธานั้นมาทำหน้าที่จนจบแล้ว พอจบตรงนี้แล้วไม่ใช่หมายความว่าท่านพระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์นี้จะไม่มีศรัทธา มีศรัทธานั่นแหละ แต่หน้าที่หมดเท่านั้นแล้ว ต่อไปก็ต้องเป็นหน้าที่ของธรรมะอื่นๆ ให้วิริยะ ให้สติ ให้สมาธิ โดยเฉพาะให้ปัญญาทำหน้าที่ต่อไป ส่วนศรัทธาได้ทำหน้าที่ของตนเองมาจนจบที่เป็นโสดาบัน

ดังนั้น ศรัทธาที่ถูกต้องในพุทธศาสนาคือศรัทธาที่เชื่อมโยงมาสู่ปัญญา โดยทำหน้าที่ถึงที่สุดตอนเป็นพระโสดาบัน เพื่อให้มีความมั่นใจได้ ปลอดภัย ไว้วางใจได้ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ที่แน่นอน ไม่มีทางตกต่ำ จะได้เป็นพระอรหันต์ในภายหน้าแน่นอน

ศรัทธาที่เป็นตัวจุดประกาย เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อจะได้ฝึกตัวเอง ให้โอกาสแก่ตนเองที่จะได้ฝึกเรื่องที่ยังไม่เคยฝึกได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้มีในสิ่งที่ยังไม่เคยมี ได้เป็นในสิ่งที่ยังไม่เคยเป็น เห็นในสิ่งที่ไม่เคยคือเห็นอริยสัจ มีอริยทรัพย์ และได้เป็นพระอริยเจ้า ถ้าไม่มีศรัทธา เราก็ไม่ได้ฝึก ไม่เชื่อมั่นก็ไม่ได้ทำ ไม่ได้ให้โอกาสตัวเอง ก็ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างนั้น เมื่อมั่นใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะได้ให้โอกาสแก่ตัวเอง ได้ฝึกให้ได้อันที่ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะแต่เดิมเป็นปุถุชน ฝึกให้เป็นโสดาบัน พอจบโสดาบันศรัทธาก็หมดหน้าที่ไป นี้เป็นลักษณะของศรัทธาที่ถูกต้องในแบบพุทธ เชื่อมโยงระหว่างระดับที่หนึ่งมาสู่ขั้นที่สอง ก็จบเท่านี้

๖. สรุป

จากที่ได้บรรยายมา สรุปได้ว่า ศรัทธาที่ถูกต้องในทางคำสอนของพระพุทธเจ้ามี ๒ ระดับเท่านั้นเอง และไม่ยากด้วย สั้นนิดเดียว

ในเมืองไทยเรา เวลาเราพูดถึงศรัทธาวัดโน้น ศรัทธาวัดนี้ ศรัทธาหลวงพ่อรูปโน้น ศรัทธาหลวงพ่อรูปนี้ ศรัทธาอาจารย์โน้น ศรัทธาอาจารย์นี้ อย่างนี้ก็เป็นคำพูด อาจจะเป็นศรัทธาจริงๆ หรือไม่เป็นก็ได้ ถ้าเป็นศรัทธาจริงๆ ก็ต้องเป็นธรรมะที่เป็นฝ่ายดี เป็นโสภณะ ศรัทธาในอาจารย์ อาจารย์เป็นคนดี ศรัทธาในความดีที่เกิดขึ้นในตัวอาจารย์ อันนี้ถือว่าเป็นศรัทธาอยู่ แต่ยังไม่ถูกต้องนัก เพราะว่าไม่ได้เป็นไปเพื่อปัญญา ไม่ได้เป็นไปเพื่อจะเป็นพระโสดาบัน ของดีก็เป็นของดี แต่มันไม่ถูก ดีก็น่าจะถูก แต่ว่าบางทีไม่ถูกก็มี ทางพุทธเราเป็นไปเพื่อพ้นทุกข์จึงเรียกว่าถูก ถึงแม้จะดีแต่ไม่เป็นไปเพื่อพ้นทุกข์ก็ยังถือว่าผิดอยู่ ศรัทธาก็เหมือนกัน เป็นของดี เป็นโสภณะอยู่ แต่ถ้าไม่ถูก มันก็ดีเฉยๆ แต่มันไม่ถูก ไม่เป็นไปเพื่อพ้นทุกข์

บางคนใช้คำว่าศรัทธา แต่ไม่ใช่ศรัทธาหรอก เป็นแต่คำพูดเฉยๆ ก็มี อย่างศรัทธาเจ้าพ่อนั้น ศรัทธาเจ้าแม่นี้ อย่างนี้คงไม่ใช่ศรัทธาแล้ว เพราะว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่ก็ดี ที่ว่ามีอำนาจมีอะไรต่างๆ เยอะแยะนั่น ไม่ใช่ที่ตั้งของศรัทธา พวกนั้นเป็นที่ตั้งแห่งความหลงก็จะเป็นโมหะ เป็นความลุ่มหลงไป ถ้าเป็นศรัทธาในบุคคล ในกลุ่มที่ดิ่งลงไป โดยที่ยังไม่มีการพิจารณาก่อน นั้นก็เป็นแค่คำพูดเฉยๆ ยังไม่ใช่ศรัทธาจริง ภาษาธรรมะท่านเรียกว่า อธิโมกข์ โดยส่วนใหญ่เมืองไทยเรานี้ คนไหนที่ดูท่าทางดิ่งมั่นคงลงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาจะถือว่าคนนั้นมีศรัทธามาก ศรัทธาสิ่งนี้มาก โดยไม่โงหัวเลย อันนี้ไม่ใช่ศรัทธา แต่เรียก อธิโมกข์ หมายถึง ความดิ่งลงไปในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ศรัทธาที่พูดกันในภาษาไทยโดยทั่วไปนี้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ศรัทธาจริงๆ ถ้าเป็นแบบลุ่มหลง อย่างนี้เป็นโมหะ เป็นความหลง เป็นอวิชชา อวิชชานั่นแหละอาการเหมือนศรัทธาเลย ที่จริงคือโง่นั่นเอง ไม่รู้เรื่อง หลงนั่นเอง อีกอันหนึ่งคือดิ่งลงไปเลย เรียกอธิโมกข์ อันนี้มีทั้งดี ทั้งไม่ดี ถ้าไปดิ่งลงไปในสิ่งที่ดี มันก็ดี ดีแต่ไม่ถูก ถ้าดิ่งลงไปในฝ่ายไม่ดี ก็ไม่ดี สิ่งไม่ดีคงไม่ต้องพูดเรื่องถูกไม่ถูกแล้ว

ศรัทธาที่เป็นตัวสภาวะจริงๆ เช่นว่าศรัทธาในคุณงามความดี อันนี้ถูกต้อง เห็นคนอื่นเขาทำดีก็มีศรัทธา ไม่ใช่ศรัทธาในคนนะ ศรัทธาในคุณงามความดี อันนี้ก็ดีอยู่ แต่ยังไม่ถูกทางพุทธ ถ้าถูก ทางพุทธมีศรัทธาอยู่ ๒ ระดับ ระดับที่หนึ่งคือ ศรัทธาในแบบปุถุชน ศรัทธาในแบบปุถุชนนี้จะมีลักษณะเดียว คือเชื่อมั่นปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เรียกว่า ตถาคตโพธิศรัทธา พวกปุถุชนมีศรัทธาได้อันเดียว หมายความว่า ไปเรียนธรรมะ ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า เรียนเรื่องกรรมและผลของกรรม เรียนเรื่องนรกสวรรค์มาแล้ว ก็เชื่อมั่นว่า เป็นอย่างที่พระองค์แสดงไว้นั่นแหละถูก พระพุทธเจ้าทรงสอนถูกแล้ว อริยมรรคมีองค์แปดเป็นทางที่ดี ที่เลิศ ทำให้ถึงนิพพาน ทำให้พ้นทุกข์ เราก็เชื่อ มั่นใจนี้คือศรัทธาของปุถุชน ได้เท่านี้

ใครมีศรัทธาเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็ชื่อว่าเป็นอุบาสกอุบาสิกา เป็นผู้อยู่ใกล้ชิดศาสนาแล้ว เป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดี ใครมีมากก็เรียกว่ามีสัมปทา มีความถึงพร้อมแล้วด้วยศรัทธา เป็นการได้ทรัพย์ที่สำคัญในโลกนี้ ดังบาลีที่ว่า

สทฺธีธ วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฺthothan-2
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
สจฺจํ หเว สาธุตรํ รสานํ
ปญฺญาชีวี ชีวิตมาหุ เสฏฺthothan-2
 [12]

ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่ประเสริฐของบุรุษในโลกนี้
ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้
สัจจะเท่านั้นเป็นรสที่ดีกว่ารสทั้งหลาย
บุคคลมีความเป็นอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายจึงกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ  [13]

ถ้าเชื่อมั่นใจในคำสอนพระพุทธเจ้า ก็เป็นไปได้ที่จะงดเว้นสิ่งที่ไม่ดี กระทำสิ่งที่ดี คุณธรรมอื่นๆ ทรัพย์อื่นๆ ก็จะได้ทำมาตามกำลังความเพียรของตัวเอง นี่ก็สำหรับพวกปุถุชน แม้ยังไม่คิดปฏิบัติธรรมเพื่อถึงความพ้นทุกข์ ยังติดข้องและปรารถนาสมบัติในโลก ก็ยังมีศรัทธาเป็นคุณสมบัติอยู่ข้างหน้า เป็นคุณสมบัติของอุบาสกอุบาสิกา เป็นคุณสมบัติของผู้ที่อยู่ในโลก ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเหมาะสมถูกต้อง

แม้แต่จะแนะนำพ่อแม่ พระพุทธองค์ตรัสว่าพ่อแม่นี้มีคุณมาก ตอบแทนอย่างไรก็ไม่หมด ให้แม่นั่งบ่าข้างหนึ่ง พ่อนั่งบ่าข้างหนึ่ง ให้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ดูแลท่านอย่างดี อยู่ตั้งหนึ่งร้อยปีก็ทดแทนบุญคุณไม่หมด วิธีการจะทดแทน ตอบแทนดีที่สุด คือ ถ้าพ่อแม่ยังไม่มีศรัทธา แนะนำให้ท่านมีศรัทธา ให้ตั้งอยู่ในสัทธาสัมปทา นี่เป็นข้อแรกในการตอบแทนบุญคุณ คือแนะนำท่านให้เชื่อในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า บาปน่ากลัว ก็ให้กลัวบาป บุญกุศลเป็นสิ่งดีงาม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เชื่อมั่น ให้มั่นใจในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ส่วนจะทำได้มากได้น้อยนั้น นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่หากมั่นใจแล้ว ก็ย่อมมีการปฏิบัติต่อให้ยิ่งๆ ขึ้นไปได้

แม้ผู้ที่รักการปฏิบัติธรรม ต้องการพ้นทุกข์แล้ว ได้ฟังธรรมะ เชื่อพระพุทธเจ้า แล้วก็อยากจะพ้นทุกข์ มาปฏิบัติธรรม ศรัทธาก็ยังเป็นตัวที่ชี้วัดว่า จะตรัสรู้เร็ว ตรัสรู้ช้า มีโอกาสจะตรัสรู้ไหมต้องดูตามอินทรีย์ มาปฏิบัติแล้วก็ต้องมาตรวจสอบ ไม่ใช่ว่านั่งสมาธิเก่ง เดินจงกรมเก่ง แต่ศรัทธาไม่ดีอย่างนี้ยังไงก็ไม่บรรลุ วัดกันที่อินทรีย์ตัวแรกก่อน คือศรัทธา เพราะตัวนี้จะเป็นตัวนำไปสู่ปัญญาที่ถูกต้อง ถ้าเอาตัวอื่นเป็นตัวนำมีโอกาสผิดพลาดเยอะ พวกปุถุชน ท่านให้มีศรัทธา ให้เชื่อมั่นปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นหลักเท่านั้น ห้ามไปทำอย่างอื่น ทางพุทธศาสนาเน้นปัญญา แต่ให้มีศรัทธาเป็นคุณธรรมเบื้องต้นก่อน เน้นปัญญาก็จริง แต่ปัญญาจะสมบูรณ์ตอนเป็นพระอรหันต์

เมื่อมีศรัทธาเบื้องต้นแล้วก็มาปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ได้มีปัญญาเห็นธรรมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ได้รู้ปฏิจจสมุปบาท ได้เห็นอริยสัจ จะมีคุณสมบัติของพระโสดาบัน ซึ่งศรัทธาก็เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของพระโสดาบัน ศรัทธานี้แยกออกมาเป็นสามข้อ คือความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระธรรม ความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ นี้คือตัวศรัทธา มีลักษณะหยั่งลงอย่างมั่นคง มีคำกล่าวถึงลักษณะคุณสมบัตินี้ ดังตัวอย่างว่า

ได้เห็นธรรม บรรลุธรรม รู้ธรรม หยั่งลงสู่ธรรม ข้ามพ้นความสงสัย ปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความแกล้วกล้า ปราศจากความมีผู้อื่นเป็นปัจจัย ในศาสนาของพระศาสดา  [14]

ภิกษุทั้งหลาย ญาณ ๒ ประการนี้ คือ (๑) ธัมมญาณ (๒) อันวยญาณ ของอริยสาวกเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง อริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้าง ผู้ถึงสัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง ประกอบด้วยญาณอันเป็นเสขะบ้าง ประกอบด้วยวิชชาอันเป็นเสขะบ้าง บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นพระอริยะผู้มีปัญญาเพิกถอนกิเลสบ้าง ดำรงอยู่ใกล้ประตูอมตนิพพานบ้าง  [15]

พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้  [16]

สรุปแล้วศรัทธาที่ถูกต้องเป็นศรัทธา เชื่อมโยงไปสู่ปัญญา ศรัทธาในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนธรรมะ สอนให้เข้าใจว่ามีแต่ธรรมะ ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีของตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีของเรา ไม่มีของเขา ไม่มีใคร ไม่มีของใคร มันเป็นของมันอย่างนั้น สิ่งต่างๆ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มั่นใจในสิ่งที่พระองค์สอนเหล่านี้ ไม่เชื่อถือของขลัง ไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่หลงมงคลตื่นข่าว มั่นใจเรื่องกรรม หวังผลที่มาจากเหตุ มั่นใจในปัญญาของพระพุทธเจ้าเป็นเบื้องต้น จนกว่าจะมีปัญญาเห็นด้วยตัวเอง ทีนี้ก็จะมีความเลื่อมใสอันหยั่งลงอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ต่อไป ถ้าศรัทธาถูกต้องก็เป็นไปได้ที่จะเกิดความเพียร เกิดสติ เกิดสมาธิ เกิดปัญญาต่อไป

ช่วงสุดท้ายก็ให้ฝึกสติสักหน่อยหนึ่ง ให้ทุกท่านตั้งใจ ยืดกายให้ตรง ทำความรู้สึกตัวว่ากายกำลังนั่งอยู่ เอาความรู้นั้นสำรวจไปที่หัวไล่ลงมาที่คอ คอตรงไหม ถ้าไม่ตรงก็ปรับให้ตรงไล่ไปที่หลัง ไล่ลงไปถึงก้นที่กระทบกับเก้าอี้ให้รู้สึก ไล่ลงไปที่น่อง จนกระทั่งฝ่าเท้าที่กระทบพื้น ให้จิตเข้ามาดูอยู่ที่กาย ทำอย่างนี้บ่อยๆ ให้ระลึกถึงกาย เห็นกายว่ากำลังทำอาการอย่างนี้ๆ อย่างน้อยก็สนใจที่เท้าที่กระทบอยู่ที่พื้น รู้สึกที่ฝ่าเท้ามีน้ำหนักลงที่พื้น

พอจิตกลับมาอยู่ที่ตัว รู้สึกตัวดีแล้ว เอาความรู้นั้นไปไว้ที่โพรงจมูก ดูลมหายใจเข้า ดูลมหายใจออก ดูสบายๆ กว้างๆ ดูบ่อยๆ เสมอๆ อย่างนี้ก็จะช่วยให้มีสติสัมปชัญญะเพิ่มขึ้น ช่วยให้ผ่อนคลาย หลักเบื้องต้นของการปฏิบัติธรรมคือ ให้จิตมารู้กายก่อน ให้มีสติ รู้ตัวอยู่เสมอ ฝึกสติเตรียมไว้ก่อน เอาไว้ใช้เวลาที่จำเป็น โดยเฉพาะเวลาที่จะทำผิดทางกาย วาจา ใจ จะได้รู้เท่ารู้ทัน งดเว้นได้ แล้วค่อยๆ สังเกตกายและใจให้เห็นความจริง มันเป็นรูป เป็นนาม ซึ่งล้วนไม่แน่ไม่นอน เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน

บรรยายวันนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้วนะครับ อนุโมทนาทุกท่านครับ

บรรณานุกรม

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๐ .

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย. ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙ .

[1] อํ.ทสก. (บาลี) ๒๔/๕๘/๘๕ มูลกสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[2] สํ.ส. ๑๕/๑๗๒/๒๓๒ พรหมายาจนสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[3] ที.สี ๙/๑๙๑/๖๔ สามัญญผลสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[4] ดูรายละเอียดใน อํ.ปญฺจก. ๒๒/๑๗๕/๒๙๓ จัณฑาลสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[5] อํ.จตุกก. ๒๑/๖๑/๑๐๑ ปัตตกัมมสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[6] สํ.ม. ๑๙/๔๗๙/๒๘๗ ปฐมวิภังคสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[7] ม.อุ. ๑๔/๑๓๖/๑๗๖ มหาจัตตารีสกสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[8] ม.ม. ๑๓/๑๘๓/๒๑๒-๓ กีฏาคิริสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[9] สํ.ม. ๑๙/๑๐๐๖/๕๐๙ ตติยคิญชกาวสถสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[10] ขุ.ธ. (บาลี) ๒๕/๑๗๘/๔๘  [กลับขึ้นด้านบน]
[11] สํ.ส. ๑๕/๗๓/๘๐ วิตตสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[12] สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๗๓/๔๗  [กลับขึ้นด้านบน]
[13] สํ.ส. ๑๕/๗๓/๘๐ วิตตสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[14] ขุ.อุ. ๒๕/๔๓/๒๕๗ สุปปพุทธกุฏฐิสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[15] สํ.นิ. ๑๖/๓๓/๗๑-๒ ญาณวัตถุสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
[16] ม.มู. ๑๒/๘๙/๘๒ สัมมาทิฏฐิสูตร  [กลับขึ้นด้านบน]
จากธรรมบรรยาย อาจารย์สุภีร์ ทุมทอง
ดาวโหลดอ่านหนังสือ “ศรัทธาที่ถูกต้อง” ในรูปแบบ pdf ได้ที่นี่
https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/03/true-belief-ajsupee.pdf
หรือฟังในรูปแบบไฟล์เสียง mp3 ได้ที่นี่ค่ะ
(เป็นคลิปเสียงตอนที่อาจารย์บรรยายเรื่องนี้เอาไว้ก่อนที่จะถอดเทปและเรียบเรียงออกมาเป็นหนังสือค่ะ)
https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/03/true-belief-ajsupee.mp3

สามารถศึกษาธรรมะ เพิ่มเติมจาก อาจารย์สุภีร์ ทุมทอง
อ่านหนังสือธรรมะ pdf และฟังเสียงธรรม mp3 ได้ที่เว็บไซต์นี้เลยค่ะ
http://www.ajsupee.com

Advertisements