กาย ใจ สรรพสิ่ง และความทุกข์

sky-effect-1-600px

เราฝึกของเราไปเรื่อยนะ
ถึงวันนึงเราเข้าใจความจริง
สิ่งที่เรียกว่าตัวเราคือรูปกับนามกายกับใจเนี่ย
จริงๆก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกธาตุข้างนอก
เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล
เป็นอนูเล็กๆของจักรวาลอันนึง

แต่ความไม่รู้ ทำให้เราไปขโมยเอามา
ขโมยธรรมชาติรูปนามส่วนหนึ่งของจักรวาลออกมา
เรียกว่าตัวเราขึ้นมา มีตัวเค้าขึ้นมา

แต่พอเราหัดเจริญสติรู้ลงที่กายรู้ลงที่ใจเรื่อยๆ
วันนึงเห็นกายนี้ใจนี้กับโลกข้างนอกก็อันเดียวกัน
เป็นของไม่เที่ยงเหมือนกัน เป็นทุกข์เหมือนกัน เป็นอนัตตาเหมือนกัน
อย่างกายนี้ก็เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ
เหมือนกันแผ่นฟ้าแผ่นดิน เหมือนกับคนอื่นสัตว์อื่นนั่นเอง
ส่วนจิตใจก็เป็นนามธาตุนามธรรม
เรียกวิญญาณธาตุ ก็เป็นธาตุอีกอันนึง

ความไม่รู้ทำให้เราไปขโมยเอาขันธ์ ๕ เอามาจากโลกเอามาเป็นของเรา
พระพุทธเจ้าเลยสอนให้รู้กายให้รู้ใจเนืองๆ
วันนึงเห็นกายเห็นใจนี้กับโลกข้างนอก มันอันเดียวกันนี่
เข้าใจความจริงแล้วมันจะปล่อยวาง
มันจะคืน จะสลัดคืนกายคืนใจ
คืนเจ้าของคืนโลกนั่นเอง คืนจักรวาลเค้าไป

แล้วมันจะเกิดธรรมชาติอีกชนิดนึง
เมื่อมันปล่อยวางแล้วมันพ้นความปรุงแต่ง
มันจะไปเห็นสภาวะที่เหนือความปรุงแต่ง

เพราะงั้นเวลาคนที่เข้าไปเห็นสภาวะที่เหนือความปรุงแต่งแล้ว
พอเราย้อนมาดู พอกลับมาดูโลกธาตุข้างนอก มันเห็นเสมอกันหมด
ไม่มีคนมีสัตว์มีอะไร แต่ก็มีโดยสมมุติหรอก
เพราะงั้นการกระทำอย่างพระอรหันต์สมัยพุทธกาล
หรือครูบาอาจารย์องค์ไหนท่านภาวนาดีๆ
ท่านไม่เห็นมันมีคน ไม่มีคนมีสัตว์
แต่ว่าอนุเคราะห์สงเคราะห์ไปงั้นแหละ
เมื่อจิตของท่านอยู่กับธรรม ก็ไม่มีคนมีสัตว์อะไร มันก็มีความสุข

แต่ถึงคราวจำเป็นต้องออกมาสัมผัสกับโลก เอาขันธ์ออกมาใช้นะ
เป็นความลำบากขันธ์ต้องกลับมายุ่งกับโลก
แต่ก็ทำไปเพื่อว่าสงเคราะห์ไปอย่างนั้นแหละ
สงเคราะห์ทั้งๆที่เห็นอยู่แล้วว่าไม่มีอะไรหรอก
ไม่มีคนมีสัตว์หรอก
แต่ความเมตตากรุณามันเต็มเปี่ยม
ประกอบด้วยปัญญาด้วย เพราะงั้นอุเบกขาก็แนบอยู่เลย

คนไหนสงเคราะห์ก็ได้สงเคราะห์ไป
คนไหนสงเคราะห์ไม่ได้รอไว้ก่อน
วันเวลาจะค่อยๆให้บทเรียนกับแต่ละคน
แต่ละคนแสวงหาความสุข บางคนมุ่งความสุขมากจนไม่ยอมดูทุกข์
ปฏิบัติไม่เอา ไม่เอาเรื่องปฏิบัติเลย
ก็ต้องให้โลกนี้ รวมทั้งให้นรกนะ อบรมสั่งสอนให้
จิตเราจะผ่านความทุกข์ แต่ละคนจะต้องผ่านความทุกข์
ครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า
จนกระทั่งวันนึงมันเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต
ชีวิตนี้ทุกข์ล้วนๆนะ จะค่อยๆวาง ค่อยๆวางลงไป
งั้นถ้าจะพูดไปแล้ว การเดินทางในสังสารวัฏนี่
ก็คือการอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ความจริงของชีวิตของธรรมชาตินั่นเอง

เรียนรู้ไปเรื่อย เที่ยวหาความสุขเที่ยวหนีความทุกข์ไปเรื่อย
แต่บทเรียนที่ได้รับก็คือ สุขก็ไม่จริงมีแต่ทุกข์ ทุกข์เยอะสุขน้อย
สุขแป๊ปเดียวเดี๋ยวทุกข์อีกแล้ว
ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ วันนึงใจโอย.. มันเข็ดขยาดนะเข็ด

หลวงปู่เทศก์ท่านเคยเขียนไว้ว่า
ท่านตายไปท่านคงไม่เกิดอีกแล้วล่ะ
ท่านเขียนบันทึกของท่านนะ
คนอื่นเอามาเผยแพร่หลังจากท่านมรณะภาพไปแล้ว
บอกเราคงไม่ต้องเกิดอีกแล้วล่ะ
เพราะว่าเราเห็นแล้วว่ามันมีแต่ทุกข์ล้วนๆเลย

ตราบใดที่เรายังเห็นว่าทุกข์บ้างสุขบ้างนะ
เรายังได้รับบทเรียนไม่พอ
มีความสุขซักนิดนึงหลงระเริงไป
ระเริงแป๊ปเดียวเดี๋ยวปัญหาใหม่มาอีกแล้ว
ความทุกข์ใหม่เข้ามาจ่อเอาอีกแล้ว
แก้ปัญหาแก้ทุกข์นี้ยังไม่เสร็จอีกตัวนึงมารอคิวอีกแล้ว
ช่วงไหนความทุกข์ประดังเข้ามามากก็บอกว่าเราทุกข์
ช่วงไหนมันห่างออกไปนิดนึงเราก็บอกว่าช่วงนี้สุข
สุขนิดเดียวเพื่อรอจะทุกข์อีกแล้ว
ความสุขของมนุษย์ไม่มีหรอก

ความสุขเป็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้าตลอดเราวิ่งไม่ทัน
ตอนเด็กๆเคยรู้สึกไหม ถ้าเรียนหนังสือจบแล้วจะสุข
ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุข ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุข
ถ้าอย่างนี้ตลอดชีวิตเลย
ตอนเด็กๆนะถ้าเรียนหนังสือจบแล้วจะมีความสุข
จบปริญญาตรีแล้วได้ด๊อกเตอร์จะมีความสุข
จบมาแล้วได้ง่ายดีๆทำ ถ้าได้งานดีๆทำจะมีความสุข
ได้งานดีแล้ว ถ้ารวยๆแล้วจะมีความสุข
ถ้าตำแหน่งใหญ่ๆจะสุขอีก
มีแต่ถ้าจะสุข ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุข ถ้าอย่างนี้จะสุข
ถ้ามีแฟนสวยๆหล่อๆ รวยๆเก่งๆ นิสัยดีๆแล้วจะสุข
มีแต่ถ้าอย่างนี้แล้วจะสุข
มีแฟนแล้วถ้ามีลูกไบรท์ๆจะมีความสุข
มีแต่ถ้าอีกแล้ว

วิ่งตามความสุขทั้งชีวิตเลยวิ่งไม่ทัน
มันน่าสงสารนะ คนในโลกนะ มันถูกหลอก
มารเอาความสุขมาหลอกให้เราวิ่งพล่านๆไปนะ
ตกเป็นขี้ข้ามันจิกหัวเราตลอดเวลา เห็นแล้วน่าอนาจ
เห็นแล้วสังเวชนะ จนวันนึงแก่แล้ว
แก่แล้วนี้มันจะปวดจะเมื่อยนะ อยู่เฉยๆมันก็ปวดก็เมื่อยในตัวของมัน
ยังนึกเลยวันไหนมันไม่เจ็บไมปวดไม่เมื่อยนะมันคงมีความสุข
พอเจ็บหนักๆนะ เจ็บหนักๆนี่ โอย…รักษาไม่ไหวแล้ว
ทรมานมากเลย รู้สึกอีกถ้าตายซะได้จะมีความสุข
ไปโน่นแล้วข้ามไปอีกชาตินึงแล้ว

ไล่หาความสุขตั้งแต่เล็กๆเลย
ถ้าได้อย่างนี้จะสุข ได้อย่างนี้จะสุข
จนสุดท้ายเลย ถ้าตายซะได้คงจะมีความสุข
ความสุขนี้เป็นของที่หลอกๆ
เหมือนภาพลวงตาพวกนี้ หลอกตาอยู่ไกลๆ
วิ่งไปเรื่อย หาไปเรื่อย ตะครุปไป หนีออกไปอีกแล้ว

ในการที่เราเข้ามารู้ใจของเรานะ เรียนรู้กายรู้ใจนะ
เราจะเห็นความจริงของชีวิตเรา
ชีวิตเรา เราอยากให้มีความสุข อยากให้จิตใจมีความสุข
หาทางตอบสนองตลอดเวลาเลย แล้วก็ไม่อิ่มไม่เต็ม
จะขาดตลอด จะพล่องตลอด
พระพุทธเจ้าถึงสอน
นัตถิ ตัณหา สมา นที ห้วงน้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี
อยากยังไงก็ไม่สมอยาก
อยากไปเรื่อยแล้วก็ดิ้นไป
อยากแล้วก็ดิ้นไป ทุกข์ตั้งแต่เกิดยันตาย
เที่ยวหาความสุข เที่ยววิ่งหนีความทุกข์

ถ้าเรามีสติ แค่เรารู้กายเราจะเห็นเลย
กายนี้ทุกข์ทั้งวัน ถ้าเราไม่มีสติ เราจะรู้สึกร่างกายนี้นานๆทุกข์ทีนึง
เจ็บป่วยแล้วถึงจะทุกข์
ถ้ามีสติ นั่งอยู่นี่เดี๋ยวก็ทุกข์แล้ว ต้องเปลี่ยนอิริยาบท
ยืนเดินนั่งนอนต้องเปลี่ยนอิริยาบทตลอดเพราะมันทุกข์
นั่งแล้วมันเมื่อยใช่ไหม มันทุกข์ ต้องเปลี่ยน

ละเอียดเข้าไปอีก
หายใจเข้าหายใจออกก็เพื่อแก้ทุกข์นะ
หายใจไม่ออกเลยทุกข์หนักเลย
หายใจเข้าอย่างเดียวก็ทุกข์
หายใจออกอย่างเดียวก็ทุกข์
แค่หายใจเข้าหายใจออกก็หายใจแก้ทุกข์นะ
คล้ายๆเราหายใจแขม่วๆๆหนีความทุกข์ไปทุกวัน
หรือเราเปลี่ยนอิริยาบทไปเรื่อย
นอนกลางคืน นอนในห้องพลิกไปพลิกมาเพราะมันทุกข์
เนี่ยดิ้นหนีความทุกข์ตลอดชีวิตเลย
วันนึงหมดแรงดิ้นนะนอนเฉยๆหมดแรงดิ้นนะ
ความทุกข์ขยี้ตายเลย

ฉะนั้นชีวิตจริงๆทุกข์มากเลย
แต่คนที่ไม่เคยเจริญสติจะรู้สึกว่ามันสุขบ้างทุกข์บ้าง
เที่ยววิ่งหาความสุข เที่ยววิ่งหนีความทุกข์ไปเรื่อยๆ
แต่ถ้าคนไหนใจกล้า มีสติรู้กายมีสติรู้ใจ
เห็นมันเป็นตัวทุกข์ล้วนๆเลย
วันนึงใจเราปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ
มันจะพบความสุขอีกชนิดนึง

เคยมีคนนึงนะ คนๆนึง
ตอนเด็กๆอยู่บ้านพ่อบ้านแม่
มีความรู้สึกว่าบ้านของพ่อกับแม่เนี่ย
ไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของเรา
วันนึงเราโตขึ้นเราจะมีบ้านของตัวเอง
ต่อมาย้ายบ้าน ยังไม่มีเงินซื้อบ้าน ไปเช่าบ้าน
เช่าบ้านก็รู้อีก บ้านนี้เช่าเขาอยู่
ยังไม่ใช่บ้านที่แท้จริง
ต้องเที่ยวหาไปอีก
ทำงานไปเก็บเงินไป ไปซื้อบ้านได้
แต่ที่ดินยังเช่าอยู่
บ้านเป็นของตัวเองแล้วแต่ที่ดินยังเช่าอยู่
รู้อีกว่าบ้านนี้ยังไม่ใช่บ้านที่แท้จริง
วันนึงมีเงินไปซื้อทั้งที่ทั้งบ้านได้
รู้สึกว่าเราจะอยู่ตรงนี้ตลอดชีวิตแล้ว
อยู่ไปซักพักนึง รู้สึกอีกแล้วยังไม่ใช่บ้านที่แท้จริง
ใจเรานี่มันจะมีความผลักดันนะให้หาไปเรื่อยๆ
วิ่งไปเรื่อยๆเคยรู้สึกไหม
อย่างมาทำงาน ทำตรงนี้แล้วคิดว่าอยู่ตรงนี้แหละ
ถึงช่วงนึงรู้สึกว่า แหมมันยังไม่ค่อยเหมาะ

กระทั่งหลวงพ่อนะ หลวงพ่อมาอยู่วัด
แต่เดิมมาอยู่วัด คิดว่าเรามาทำวัดที่นี่ขึ้นมา
แล้วเราจะอยู่ เราไม่ต้องไปไหนแล้ว
นี่จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายจะเป็นบ้านที่แท้จริงสักที
พอมาอยู่ไม่กี่วันรู้สึกแล้วไม่ใช่นะไม่ใช่

งั้นเราจะเที่ยวหาที่ๆเราจะพ้นทุกข์จริงๆ
เที่ยวหาไปเรื่อย นี่คือการเปรียบเทียบ
บ้านแต่ละหลังก็คือภพทั้งหลายนั่นเอง
เที่ยวหาไปอยู่ในภพนี้แล้วมันก็ยังไม่ใช่
อยู่ในภพนี้มันก็ยังไม่ใช่

อย่างเป็นเทวดานะ เทวดาเวลาจะตาย
เพื่อจะบอกเลยให้ไปเกิดเป็นคนนะ
เป็นมนุษย์นั่นแหละดี
พอมนุษย์จะตายพรรคพวกบอกไปเป็นเทวดานะ
เห็นไหมมันหาบ้านไปเรื่อย หาภพไปเรื่อย
หาไปเรื่อยๆเลยเราไม่พบบ้านที่แท้จริง
ใจนี้จะหาความสุขหาความสงบที่แท้จริงไม่ได้ เคยรู้สึกไหม

วันใดที่เราปล่อยวางจิตได้ เราถึงจะเจอบ้านที่แท้จริง

พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
บางส่วนจากธรรมบรรยาย
เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๔๘ หลังฉันเช้า
ณ วัดสวนสันติธรรม จ.ชลบุรี

สามารถฟังคลิปเสียงท่อนนี้ผ่านทาง Youtube ได้ทางนี้ค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=3iNtyom5Sg4&list=PL97801F68E4C38598&index=8
สามารถดาวโหลดเพื่อฟัง อ่าน และศึกษา
ข้อธรรมคำสอนหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโชได้ที่
เว็บไซต์ วิมุตติ นี้เลยค่ะ
http://www.dhamma.com

Advertisements