(ภาพการ์ตูน) เรื่อง “นิพพาน”

หมายเหตุ: หากเปิดด้วย firefox บน android ภาพอาจแตกแสดงผลได้ไม่เต็มที่ ด้วยข้อจำกัดของบราวเซอร์

(หรือถ้าภาพไม่ขึ้น ให้โหลดหน้านี้ใหม่อีกทีนึงนะคะ)

title

แท้จริงจิตของคนและสัตว์ทั้งหลาย
จะส่งออกไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์อยู่ตลอดเวลา

1

ราวกับท่อนไม้แช่น้ำ แล้วจิตจะเกิดการกระเพื่อมหวั่นไหว
ยินดียินร้ายไปกับอารมณ์อย่างไม่มีทางรู้เท่าทันได้เลย

2

ต่อเมื่อศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
จนเกิดสติรู้เห็นสภาวธรรมได้แล้ว
จะรู้สึกว่าอารมณ์ก็เป็นอันหนึ่ง จิตก็เป็นอีกอันหนึ่ง
คล้ายกับเห็นว่ากาย เวทนา และจิตสังขารก็ทำงานโลภโกรธหลงไป

3

โดยมีธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง
เป็นผู้รู้ผู้เห็นธรรมที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น
และเห็นว่าบางคราวธรรมชาติรู้ก็แยกจากอารมณ์
บางคราวธรรมชาติรู้ก็ไหลรวมเข้ากับอารมณ์

4

เมื่อศึกษามาถึงจุดนี้บางท่านก็เกิดความสงสัยว่า
ควรจะรู้อารมณ์ที่ปรากฏอยู่กลางอกเป็นก้อนเล็กบ้างใหญ่บ้าง
หนักบ้างเบาบ้าง สุขบ้างทุกข์บ้าง ดีบ้างชั่วบ้าง
หรือควรตามรู้ธรรมชาติรู้ที่เหมือนจะอยู่ด้านบนแถวๆ ศีรษะดี
เรื่องนี้ขอเรียนว่าถ้าสติจะระลึกรู้อะไรก็รู้อันนั้น อย่าจงใจรู้อันใดอันหนึ่ง

เพราะเราไม่ได้เอาอะไรสักอย่างเดียว

5

เมื่อเจริญปัญญาเรียนรู้จิตใจตนเองมากเข้าๆ ก็จะเห็นอีกว่า
จิตใจจะถูกยึดถือและบีบเค้นอยู่ตลอดเวลา
ก่อให้เกิดความทุกข์อย่างไม่รู้จักจบสิ้น
6

เมื่อเจริญปัญญามากขึ้นไปอีก
จนถึงขั้นที่สติตามรู้สภาวธรรมได้เป็นอัตโนมัติแล้ว
จะเห็นว่าทันทีที่ตื่นนอน งานแรกที่ทำก็คือ
การหยิบฉวยจิตขึ้นมาศึกษาพิจารณา
และเกิดการบีบคั้นจิตอยู่ตลอดเวลาด้วย

ทั้งจะพบว่าจิตพร้อมจะหยิบฉวยจิตได้โดยง่าย
แต่ปล่อยวางไม่เป็น

7

เมื่อเจริญปัญญาจนถึงขีดสุด
คือรู้แจ้งในความเป็นไตรลักษณ์ของจิตแล้ว
ก็เท่ากับการรู้ทุกข์อย่างแจ่มแจ้ง

เพราะจิตเป็นตัวทุกข์ตัวสุดท้ายที่จะปล่อยวางได้

จากนั้นจะเห็นว่า จิตเกิดการปล่อยวางก้อนทุกข์ที่กลางอก
พร้อมทั้งสลัดทิ้งธรรมชาติรู้ที่ตั้งอยู่เบื้องบนทิ้งไปพร้อมๆกัน
ถึงจุดนี้จิตใจจะเป็นอิสระเพราะไม่ยึดถืออะไรเลย

8

จิตจะได้สัมผัสกับความสุขของนิพพานที่ยิ่งใหญ่
เป็นอันจบการศึกษาพระพุทธศาสนาแต่เพียงเท่านี้
นี้คือการรู้แจ้งอริยสัจจ์ที่ชัดเจน
หมดจนถึงขีดสุด

9

ภายหลังที่จบการศึกษาทางพระพุทธศาสนา
เพราะเกิดปัญญารู้แจ้งอริยสัจจ์แล้ว
ชีวิตที่เหลืออยู่จะอยู่กับโลกในลักษณะของบัวที่ไม่ติดน้ำ
คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจทำหน้าที่ไป
อย่างเดียวกับมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
ในการรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖

10

แต่อารมณ์ทั้งหลายจะมีลักษณะเหมือนสิ่งที่เคลื่อนไหวไปในอากาศที่ว่างเปล่า
ไม่มีสิ่งใดไปกระทบกระทั่งกับอารมณ์ทั้งหลายนั้น
ที่จะก่อให้เกิดความทุกข์ในจิตใจขึ้นมาได้อีก
เพราะปล่อยวางจิตที่จะรองรับความทุกข์ทิ้งไปได้แล้ว

11

หลังจากที่ได้ศึกษาบทเรียนทั้ง ๓ จนจบแล้ว
จิตก็พ้นจากกองทุกข์คือพ้นจากขันธ์
แต่ขันธ์ก็ยังคงไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตาอยู่ดังเดิม
ดังนั้นการเสวยเวทนาทางกายจึงยังมีอยู่
แต่ไม่มีการเสวยเวทนาทางใจอีก

12

แม้ใจจะมีความสุขมากเพียงใด ใจก็ไม่ยึดถือในความสุขนั้น
คงอยู่กับความสุขนั้นดังดอกบัวที่ไม่เปียกน้ำอย่างที่กล่าวมาแล้ว

ถึงจุดนี้ความตายก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชอบ
การมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าติดใจ

13

เพียงมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขเหมือนคนที่ทำงานรับจ้าง
เสร็จแล้วนั่งเล่นๆ รอรับค่าจ้างอยู่

และค่าจ้างนั้นก็คืออนุปาทิเสสนิพพาน
หรือความสิ้นขันธ์อันเป็นกองทุกข์นั่นเอง

14

พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช

เพื่อประโยชน์ต่อผู้สนใจต่อไป
หากท่านจะนำไปเผยแผ่ต่อที่อื่น โปรดลงเครดิตเหล่านี้ให้ครบนะคะ

เนื้อหาข้อความตัดตอนมาจากหนังสือ “วิมุตติมรรค”
โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

http://www.dhamma.com/

ดาวโหลดหนังสือ
http://media.dhamma.com/pramote/books/wimut.pdf

ฟังเสียงอ่านหนังสือ
ตอนที่ 1 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2013/05/wimutimuk1.mp3
ตอนที่ 2 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2013/05/wimutimuk2.mp3
ตอนที่ 3 – https://dhammaway.files.wordpress.com/2013/05/wimutimuk3.mp3

หรือสามารถดาวโหลดหนังสือธรรมะและเสียงอ่านหนังสือ ได้จากลิงค์นี้อีกทางนึงค่ะ
http://www.jittasikka.com/pramote/