เจ้าชายสิทธัตถะ การออกแสวงหาหนทางพ้นทุกข์

บทความนี้ได้นำมาจากหนังสือ “นิพพานชั่วพริบตา”
โดยผู้เขียน อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

หมายเหตุ: ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนแล้ว เพื่อนำบทความนี้มาเผยแผ่เป็นธรรมทาน
“…

หากมีพ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่งอยู่ด้วยกันกลางหุบเขาลึก
ทั้งสามคนเป็นโรคร้ายที่ต้องรอวันตายกันทั้งหมด

แต่วันหนึ่งผู้เป็นพ่อตัดสินใจว่า
พ่อจะไม่รอให้ทุกคนต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคนี้
พ่อจะไม่งอมืองอเท้าอยู่อย่างนี้

พ่อจะออกไปหายาจากที่ไหนก็ตาม
ไม่ว่าจะแสนไกลแสนลำบากสักเพียงใดก็ตาม
พ่อจะออกไปหายามาช่วยทุกคน
รวมถึงคนในหมู่บ้านทั้งหมดด้วยให้ได้

ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีใครคิดอาจหาญจะแก้ไขมันเลย
หากมีคนนอกหมู่บ้านหรือในหมู่บ้านเองบอกว่า
“พ่อคนนี้ใช้ไม่ได้ เขาทิ้งครอบครัวไป”
ผมว่าผมรับคำกล่าวหานี้ไม่ได้เหมือนกัน
เพราะเป็นการกล่าวหาที่ไม่ถูกต้อง

…”

journey-4
ครั้งหนึ่งในหลักสูตรมัคคานุคาที่ยุวพุทธฯ ศูนย์ ๒ มีโยคีท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า “เพื่อนของดิฉัน เขาเปลี่ยนไป นับถือศาสนาคริสต์ เพราะว่าศาสนาพุทธสอนให้เอาแต่ตัวเองรอด มานั่งหลับตาทำสมาธิแล้วไปนิพพาน แต่ทิ้งเพื่อนฝูง ทิ้งครอบครัวทั้งหมด” คำกล่าวหาเช่นนี้ ผมทราบดีว่ากำลังพุ่งเป้าไปที่เรื่องใด ผมจึงบอกไปว่า ผมอยากจะตอบคำถามนี้นะ ที่ไหนก็ได้ในโลกที่กล่าวหาพระพุทธเจ้าในทำนองนี้
แต่ก่อนอื่นผมขอชี้แจงความจริงสักนิด ตัวผมเองเดินทางไปบรรยายมาก็มาก ได้พบเจอกับคนที่นับถือศาสนาคริสต์มาก็หลายคน ซึ่งเมื่อพวกเขาเข้าใจความจริงและเห็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ที่เป็นแบบแผนพิสูจน์ได้แล้ว พวกเขาก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธเยอะเหมือนกัน มีจำนวนมากมายหลายครอบครัวด้วย
ครั้งหนึ่งผมไปบรรยายให้กับสภาพัฒนาการเมือง และมีผู้นำของศาสนาอิสลามเข้าร่วมฟังด้วย ผมบรรยายตั้งแต่ ๙ โมงเช้า ถึง ๕ โมงเย็น โต๊ะอิหม่ามเข้ามานั่งสนทนากับผมหลังจบการบรรยาย เขาบอกว่า “อาจารย์พูดได้ดีนะ ถ้าอาจารย์พูดไม่ดีผมลุกออกไปตั้งแต่ ๑๕ นาทีแรกแล้ว ศาสนาพุทธนี่น่ากลัว น่ากลัวตรงคนที่รู้จริงออกมาพูดนี่ล่ะ”
ตัวผมเองไปบรรยายให้นักศึกษาอิสลามฟังอยู่บ่อยๆ ผมไม่ได้ต้องการไปเปลี่ยนศาสนาใครหรอก เพียงแต่ต้องการให้เขาเป็นคนดี และพ้นทุกข์ก็เท่านั้นเอง วันนี้ผมจึงเข้าไปได้ในทุกที่ ไม่มีข้อจำกัดว่าจะเป็นสถานที่ บุคคล อาชีพ หรือศาสนาใด
คนเรานั้น จะเข้าใจอะไรต้องเข้าใจให้จริง   ผมไม่ได้มาแก้ตัวแทนพระบรมศาสดา เพราะความยิ่งใหญ่ของท่านไม่จำเป็นต้องให้ผงธุลีอย่างผมไปปกป้องแต่อย่างใด เพียงแต่ผมอยากจะอธิบายความจริงให้ชาวโลกโดยเฉพาะชาวพุทธได้รับรู้ไว้
หากจะพูดเรื่องนี้ก็ต้องย้อนไปในช่วงที่
เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จประพาสเมืองกบิลพัสดุ์
ขณะที่นายฉันนะ กำลังขับรถม้าไปตามเส้นทาง ท่านก็ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ ซึ่งตั้งแต่เกิดมาท่านยังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย
พระราชบิดาทรงปกปิดโดยการไม่ให้ในวังที่พระองค์ประทับอยู่นั้น มีคนเจ็บหรือคนแก่เลย เพราะไม่ต้องการให้เจ้าชายเกิดความสลดสังเวชแล้วออกบวช ฉะนั้น เมื่อพระองค์เห็นคนแก่ก็เลยเกิดความสงสัย จึงถามฉันนะไปว่า
old3
“ทำไมหลังของเขาถึงได้โค้งงอ เรี่ยวแรงไม่มี ต้องเดินขาสั่นอยู่อย่างนั้น”
ฉันนะกราบทูลว่า
“เขาเรียกคนแก่พระเจ้าค่ะ”
พระองค์ทรงถามต่อไป
“คนแก่คืออะไร เราต้องแก่ด้วยหรือ พระราชบิดาด้วยหรือ
ยโสธราพิมพาชายาของเราด้วยหรือ และประชาชนทุกคนเลยหรือ”
face1
ฉันนะทูลตอบตามความจริง
“พ่ะย่ะค่ะ ทุกคนเลย รวมทั้งพระองค์ด้วย”

ว่าแล้วรถม้าก็เคลื่อนต่อไป…
เพียงไม่นานเจ้าชายสิทธัตถะก็ได้เห็นคนเป็นแผลพุพองเน่าเปื่อย นอนดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดอยู่ตรงข้างทาง
พระองค์กระโดดลงจากรถม้า แล้วเข้าไปประคองชายคนนั้นที่ผิวหนังเต็มไปด้วยน้ำเหลืองเอาไว้ ฉันนะรีบหยุดม้าแล้ววิ่งตามไป พร้อมตะโกนว่า “ปล่อยเขาเสียเถิดพ่ะย่ะค่ะ โลหิตของเขาเป็นพิษ”
พระองค์จึงย้อนถามฉันนะว่า
“เขาเป็นอะไรหรือ”
sick2
ฉันนะทูลตอบว่า
“เขาเป็นคนป่วยพระเจ้าค่ะ”

พระองค์ทวนคำแล้วถามซ้ำ
“คนป่วย แปลว่าอะไร แล้วทำไมเขาจึงป่วย”
ฉันนะตอบ
“เขาติดโรคพ่ะย่ะค่ะ”
sick1
“ติดโรคได้อย่างไร อยู่ดีๆ ก็ติดได้หรือ นอนหลับตื่นมาก็อาจป่วยได้หรือ เราเองก็อาจป่วยได้ด้วยหรือ พระราชบิดาด้วยหรือ ยโสธราพิมพาชายาของเราด้วยหรือ และประชาชนทุกคนก็อาจจะป่วยได้ด้วยหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ฉันนะตอบตามความจริง
face2
เจ้าชายสิทธัตถะยิ่งรู้สึกสับสนกับสิ่งที่เห็นเป็นอันมาก แต่หลังจากนั้น พระองค์ก็ได้เห็นคนที่ถูกหามมาโดยมีผ้าพันหุ้มกายเอาไว้ ก่อนจะวางลงที่พื้นแล้วเอาฟืนสุมเพื่อจุดไฟเผา
พระองค์ตกใจจึงรีบถามฉันนะด้วยความสงสัยว่า

“คนนั้นทำไมไม่หนีล่ะ
ทำไมจึงปล่อยให้ถูกไฟเผาอยู่อย่างนั้น”
ฉันนะทูลตอบว่า
“เขาเรียกว่าคนตายพระเจ้าค่ะ”
die
เจ้าชายตรัส
“คนตาย คำอะไรแปลกจริง”

ท่านจึงถามต่อว่า
“เราเองก็ต้องตายด้วยหรือ พระราชบิดาด้วยหรือ
ยโสธราพิมพาชายาของเราด้วยหรือ
และประชาชนทุกคนเลยหรือ”
“ใช่พระเจ้าค่ะ”
ฉันนะตอบ
face3
พระองค์ซักไซ้ต่อ
“แล้วไม่มีใครคิดหาทางออกจากเรื่องที่น่ากลัวนี้เลยหรือ
ไม่มีใครสักคนที่จะทุ่มเทกำลังทั้งหมด
เพื่อให้พวกเราได้พ้นไปจากความทุกข์นี้เลยหรือ”
แน่นอน หากเราเองเป็นฉันนะ เราก็คงไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรเหมือนกัน
เจ้าชายสิทธัตถะจึงบอกให้ฉันนะพากลับวังในทันที แต่ก่อนจะเข้าวัง พระองค์ก็ได้เห็นสมณะแต่งกายปอนๆ จึงถามฉันนะว่า “นั่นใคร”
monk
ฉันนะตอบว่า
“เขาเป็น ‘สมณะ’ พระเจ้าค่ะ
คือผู้ที่ความเพียร เพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์”
face4
ดูเหมือนว่าพระองค์จะพอพระทัยกับคำตอบนี้เป็นอันมาก ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องของ เทวทูต ๔ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ถึงกับทำให้เจ้าชายสิทธัตถะตัดสินใจออกผนวชกันมาบ้างแล้ว
พวกเราเห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และสมณะกันมาตั้งเท่าไหร่ เราเคยไปเยี่ยมคนเกิดกับคนป่วยที่โรงพยาบาล หรือแม้แต่เราเองก็เคยป่วยมาแล้ว เรามีปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องที่เป็นคนแก่อยู่ตั้งมากมาย งานศพเราก็เคยไป สมณะพระสงฆ์องค์เจ้าเราก็เคยเห็น แต่กระนั้นเราเคยรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์กันบ้างไหม
ผมขอย้อนถามว่า วันนี้หากคนที่ท่านรักเกิดเหตุอะไรสักอย่างแล้วตายจากกันไป ในวินาทีที่ท่านกำลังอ่านหนังสืออยู่นี่เลย หรือวันนี้หมอประจำตัวแจ้งว่าท่านเป็นโรคมะเร็ง ท่านจะเป็นทุกข์หรือไม่ แน่นอนคำตอบก็คงเหมือนๆ กันทุกคน คือเป็นทุกข์สิ
แต่จะมีใครสักคนไหมที่คิดจะเอาชนะเรื่องนี้
คำตอบย่อมอยู่ที่ตัวท่าน
และถ้าหากว่าคนในครอบครัวของท่านสักคนหนึ่ง รู้สึกว่าความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย มันเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส เขาจึงตัดสินใจบอกกับคนในบ้านว่าจะออกไปแสวงหาหนทาง เพื่อจะช่วยให้ทุกคนรอดพ้นไปจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ท่านจะพูดอะไรหรือรู้สึกอย่างไรกับคนๆ นั้น
buddha
หรือลึกๆ แล้ว ท่านคิดว่าเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีใครพ้นทุกข์ไปได้จริงๆ เพราะนี่เป็นธรรมชาติไม่ใช่หรือ
ใช่! หากเรามีความเกิดเป็นธรรมดา และเราก็จะมีความตายเป็นธรรมดา แต่เมื่อใดที่หมดเหตุเกิดแล้ว จะเอาอะไรมาตายล่ะ
แม้แต่ในชาติสุดท้าย เมื่อจิตปล่อยวางความยึดถือแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้คำว่า “ดับ” ซึ่งเมื่อมันดับ กายหรือขันธ์นี้ก็ยังทำงานกันต่อไปเหมือนรถจักรไอน้ำที่ยังมีฟืนเก่าใส่ไว้อยู่ ยังไหม้ไม่หมด แต่เมื่อไม่มีเชื้อฟืนใหม่ใส่เข้าไปอีก รถจักรก็ต้องหมดแรงและหยุดเคลื่อนที่ลงได้ในสักวัน
พุทธวจนะ: เหตุที่ต้องมีพระพุทธองค์และธรรมวินัยอยู่ในโลก
ภิกษุ ท. ! ถ้าธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้ไม่พึงมีอยู่ในโลกแล้วไซร้ ; ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันตสัมาสัมพุทธะ (ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง), และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก ธรรมชาติ ๓ อย่างนั้นคืออะไรเล่า คือ ชาติ ชรา และมรณะ (ทุกขอริยสัจ)
ภิกษุ ท. ! ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้แลถ้าไม่มีอยู่ในโลกแล้วไซร้, ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุใดแลที่ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้มีอยู่ในโลก, เพราะเหตุนั้น ตถาคตจึงต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วจึงต้องรุ่งเรืองในโลก
ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๔/๗๖.
journey-4
หากมีพ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่งอยู่ด้วยกันกลางหุบเขาลึก ทั้งสามคนเป็นโรคร้ายที่ต้องรอวันตายกันทั้งหมด แต่วันหนึ่งผู้เป็นพ่อตัดสินใจว่า พ่อจะไม่รอให้ทุกคนต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคนี้ พ่อจะไม่งอมืองอเท้าอยู่อย่างนี้ พ่อจะออกไปหายาจากที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะแสนไกลแสนลำบากสักเพียงใดก็ตาม พ่อจะออกไปหายามาช่วยทุกคน รวมถึงคนในหมู่บ้านทั้งหมดด้วยให้ได้
ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีใครคิดอาจหาญจะแก้ไขมันเลย หากมีคนนอกหมู่บ้านหรือในหมู่บ้านเองบอกว่า “พ่อคนนี้ใช้ไม่ได้ เขาทิ้งครอบครัวไป” ผมว่าผมรับคำกล่าวหานี้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะเป็นการกล่าวหาที่ไม่ถูกต้อง
แน่นอน ผู้เป็นพ่อคงไม่รอฉันทานุมัติจากภรรยาแน่ เพราะหากเขาไม่ไป ทุกคนก็จะต้องทุกข์ทรมานกันต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ต่อให้เขาไปแล้วจะไม่ได้ยามาก็ตาม แต่เขาก็ได้พยายามเพื่อทุกๆ คนอย่างถึงที่สุดแล้ว แม้เพียงแค่นี้ ก็ยังได้ชื่อว่าน่ายกย่องเลยด้วยซ้ำไป
walk-1-4
แต่เรื่องจริงไม่ได้จบลงอย่างนั้น เพราะพ่อผู้มีความมุ่งมั่นคนนี้ได้ยารักษาโรคกลับมาจริงๆ เขาได้รักษาทั้งตัวเอง ภรรยา ลูก ญาติพี่น้อง รวมทั้งคนในหมู่บ้านตั้งมากมาย ให้รอดพ้นไปจากโรคร้ายได้จริงๆ
ถึงวันนี้ โลกจำเป็นจะต้องจารึกความยิ่งใหญ่ไว้ด้วยซ้ำ มิใช่นำประเด็นของการออกไปแสวงหายามาพูดถากถางกันอย่างนี้
วันนี้พระบรมศาสดาได้พบกับความจริงอันประเสริฐแล้ว และที่สำคัญคือท่านได้ช่วยแม้นตัวท่านเอง พระราชบิดา พระชายาพิมพา พระโอรสราหุล วงศาคณาญาติ และประชาชนอีกนับไม่ถ้วนที่ตามเสด็จออกบวช รวมทั้งเหล่าสาวก ที่เป็นอุบาสกอุบาสิกาทุกท่านต่างก็ยังได้ออกไปประกาศศาสนา ค้ำจุนเกื้อหนุนให้พระศาสนารุ่งเรืองมาจนถึงวันนี้
แม้กาลเวลาจะล่วงมาแล้วถึง ๒๕๐๐ ปี
แต่พวกเราก็ยังได้รับอานิสงส์แห่งความยิ่งใหญ่
ในพระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ
และพระบริสุทธิคุณกันอยู่เลย
แล้วเราจะมัวรออะไรกันอยู่อีก
อย่าปล่อยให้ชาตินี้ผ่านไปเปล่าๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย
เพราะท่านอาจจะไม่ได้พบกับอริยสัจไปอีกนานแสนนาน
บทความจากหนังสือ “นิพพานชั่วพริบตา”
โดยผู้เขียน อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

บทความจากบทสุดท้ายในหนังสือหน้า ๒๐๖-๒๑๓
นำเสนอพร้อมภาพประกอบจากภาพยนต์การ์ตูนเรื่อง “พุทธศาสดา”

สามารถฟังเนื้อหาส่วนนี้บน Youtube ได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=-uOBGZ_rmvo

ศึกษาข้อธรรม อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม เพิ่มเติมได้ที่
https://dhammaway.wordpress.com/tag/อ-ประเสริฐ-อุทัยเฉลิม/

สมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้ที่
http://suanyindee.net/

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook ผู้เดินตามมรรค
https://www.facebook.com/groups/605097869545632/