(อ่านออนไลน์) พระอรหันต์ของลูก – พระครูเกษมธรรมทัต

“นมัตถุ รตนัตตยัสสะ ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ขอความผาสุกความเจริญในธรรม จงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ”

การปรารภธรรมะในครั้งนี้ ก็จะแสดงเกี่ยวกับเรื่อง “พระคุณของแม่” ท่านผู้ฟังทุกท่านก็อยู่ในฐานะที่เป็นผู้มีแม่ด้วยกันทั้งนั้น หมายถึงว่าเราไม่ได้ผุดเกิดขึ้นเอง แต่เราเกิดจากท้องแม่ด้วยกันทั้งนั้น แม่นั้นถือว่าเป็นผู้ที่มีพระคุณต่อเราอย่างสูง เป็นบุพการี เป็นผู้ที่ทำคุณให้เรามาก่อน เป็นบุคคลที่หาได้โดยยาก เราทุกคนได้เคยเรียกคำว่า “แม่” และก็ถือว่าเป็นคำพูดที่มีความไพเราะมีความซาบซึ้งอย่างมาก เนื่องจากว่าเป็นคำที่ลูกทุกคนเกิดมาโดยปกติ เอ่ยได้เป็นคำแรกเป็นคำที่พูดได้คำแรก เป็นคำที่ออกเสียงมาได้ง่าย คำว่า “แม่” เราจะพบว่าในภาษาอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาบาลี ในความหมายของมารดา ผู้ให้กำเนิดบุตรนั้น ก็จะเป็นอักษรตัว “ม” เรียกว่ามีรากเสียงคล้ายกัน

ภาษาไทยใช้ คำว่า “แม่”
ภาษาอังกฤษใช้ คำว่า “มาเธอร์”
ภาษาฝรั่งเศษ คำว่า “มาแมร์”
ภาษาจีน คำว่า “มาม้า”
ภาษาบาลี คำว่า “มาตา”
ภาษาสันตกฤต คำว่า “มารดา”
ภาษาเขมร คำว่า “แม”
ภาษาเวียดนาม คำว่า “แหม่”
ภาษาลาว คำว่า “อีแม”

เราจะเห็นว่าเป็นรากเสียงอย่างเดียวกัน

แม่ได้ให้อะไรกับลูก ?

แม่มีพระคุณ หรือว่า แม่ได้ให้อะไรกับลูกมามากขนาดไหนบ้าง เราในฐานะเป็นลูกลองมาวิเคราะห์ พิจารณาระลึกนึกถึงว่าแม่มีพระคุณต่อเราอย่างไร แม่ได้ให้อะไรกับลูกบ้าง


1. แม่ได้ให้ความปรารถนาดี นับตั้งแต่ว่า แม่ได้แต่งงานอยู่กับพ่อ แม่ก็ตั้งความปรารถนาในการที่จะมีลูก ความปรารถนาของแม่ที่จะมีลูกนั้น แม่ก็ปรารถนาที่จะให้ลูกนั้นได้เกิดมาเป็นคนดีร่างกายสมบูรณ์ ไม่พิกลพิการ หน้าตาสวยงาม มีสุขภาพพลานามัยที่ดี มีสติปัญญาดี มีความก้าวหน้าในชีวิต แม่ได้ตั้งความปรารถนาไว้ก่อนที่ยังไม่ได้ให้กำเนิดบุตร บางครั้งบางคนก็ไปปรึกษาหมอบ้าง ไปปรึกษาพระบ้าง บางคนก็มีพีธีกรรมต่าง ๆ บางคนก็รักษาศีล เพื่อจะได้มีลูกที่ดี นี่เรียกว่า แม่ได้ให้ความปรารถนาดี ตั้งแต่ก่อนที่ลูกจะมาปฏิสนธิในครรภ์ของแม่


2. แม่ได้ให้ครรภ์อาศัย เมื่อลูกมาปฏิสนธิในครรภ์ของแม่เป็นเวลาเก้าเดือนกว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรที่แม่ได้ให้โอกาสเอาครรภ์ เอาท้องให้ลูกได้อาศัยพักหลับนอน ให้เรือนครรภ์ ให้ลูกได้อาศัยมีชีวิตเติบโตขึ้น


3. แม่ได้ให้เลือดเนื้อและชีวิต ชีวิตของลูก เลือดเนี้อที่เจริญเติบโตมาของลูกนั้นแม่พ่อเป็นผู้ให้มา เลือดเนื้อเชื้อไขของพ่อ เลือดเนื้อเชื้อไขของแม่ ได้มาผสมให้เป็นชีวิต เป็นเลือดเป็นเนื้อเป็นร่างกายของลูกเจริญเติบโตขึ้นในสัปดาห์แรก แม่ก็ให้ร่างกายของลูก เรียกว่าเป็นกลละรูป คือเป็นหยาดน้ำใสเหมือนกับน้ำมันงา สัปดาห์ที่ 2 แม่ก็ให้ร่างกายของลูก จากน้ำใส ๆ เปลี่ยนมาเป็นอัมพุทรูป คือมีลักษณะเป็นฟองสีเหมือนกับน้ำล้างเนื้อ พอมาในสัปดาห์ที่ 3 แม่ก็ให้ เปสิรูป คือ มีลักษณะเหมือนชิ้นเนื้อที่เหลว ๆ สีแดง พอมาสัปดาห์ที่ 4 แม่ก็ให้ ฆนรูป คือ เป็นก้อน ร่างกายเป็นก้อน มีสัณฐานเหมือนกับไข่ไก่ พอสัปดาห์ที่ 5 แม่ก็ให้ ปัญจสาขา คือให้ร่างกายเกิดเป็นปุ่ม 5 ปุ่ม ด้วยกัน คือ ปุ่มที่เจริญเป็นศีรษะ เป็นแขน เป็นขา พอระหว่างสัปดาห์ที่ 12 ถึง สัปดาห์ที่ 42 แม่ก็ให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ผม ขน เล็บเหล่านี้เป็นต้น ปรากฏขึ้น ร่างกายของลูกได้เจริญเติบโต มีอวัยวะครบบริบูรณ์ก็โดยอาศัยที่แม่นั้นได้ให้เลือดเนื้อชีวิตให้มา


4. แม่ให้ได้ความคุ้มครอง ให้ลูกปลอดภัย ให้ลูกมีสุขภาพดี พอรู้ว่าลูกได้เกิดในครรภ์แล้ว แม่ก็จะต้องประคับประคองครรภ์ของตนเอง เพื่อความปลอดภัยของลูก เช่นว่า ในการยืน เดิน นั่ง นอน นั้น แม่จะต้องนึกถึงลูกว่าจะกระทบกระเทือนไหม จะนอนจะนั่งอย่างไรลูกจึงจะไม่ได้รับอันตราย จะทานอาหารอย่างไรลูกถึงจะได้เจริญเติบโตด้วยดี ลูกถึงจะปลอดภัย มีสุขภาพดีเท่ากับว่า แม่เป็นเทวดา ให้การดูแลรักษาตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิเรื่อยมา แม้คลอดจากครรภ์มาแล้วเป็นทารกตัวน้อย ๆ แม่ก็ต้องคอยคุ้มครองปกป้องรักษาดูแลให้ลูกได้ปลอดภัย ให้ลูกได้มีสุขภาพที่ดี แม้ลูกเติบโตเป็นเด็ก เป็นหนุ่มเป็นสาวแม่ก็คอยคุ้มครองรักษาตลอด

5. แม่ได้ให้การเลี้ยงดู นับตั้งแต่ที่ลูกอยู่ในครรภ์คลอดออกมาเป็นทารกจนกระทั่งเจริญเติบโตใหญ่เป็นหนุ่มเป็นสาว แม่ต้องให้การเลี้ยงดูมาโดยตลอดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ก็ให้น้ำให้อาหารมา เลือกอาหารดี ๆ ที่มีประโยชน์ต่อลูก คลอดจากครรภ์มาแล้วแม่ก็ต้องเลี้ยงดูด้วยประการต่าง ๆ

เมื่อเจ้ายังตัวเล็กเป็นเด็กน้อย
พ่อแม่คอยดูแลเจ้าเฝ้าถนอม
ไม่ให้ยุงริ้นไรมาไต่ตอม
ทาแป้งหอมเช็ดเยี่ยวขี้ทุกวี่วัน
ทั้งป้อนข้าวป้อนน้ำทุกเช้าค่ำ
ยอมตรากตรำทุกหนทางเพื่อสร้างสรรค์
ทั้งพร่ำสอนลูกยาสารพัน
พ่อแม่ฝันให้ลูกตนเป็นคนดี
ลูกเป็นเหมือนผ้าพราวขาวสะอาด
พ่อแม่วาดแต่งลายระบายสี
สร้างลูกแกร่งดังเกล็ดเพชรมณี
พระคุณนี้เกินกำหนดจะทดแทน


6. แม่ได้ให้กำเนิด คือการได้คลอดลูกจากครรภ์ด้วยสวัสดิภาพ เรียกว่าแม่ได้ให้กำเนิดชีวิตของลูกได้คลอดมาดูโลก นี่ก็เป็นการให้ ถ้าหากว่าแม่บางคนไม่มีน้ำใจ ไม่คิดจะให้ต่อลูก ก็อาจจะไปทำแท้งเสียก่อน ก่อนที่ลูกจะคลอดจากครรภ์มารดา แต่นี่แม่โดยทั่วไปนั้นให้กำเนิดลูก บางคนแม่ต้องให้กำเนิดหลายคน สี่คน ห้าคน เก้าคน หรือมากกว่านั้นก็มี

เมื่อสายเลือดในกายได้ก่อร่าง
แม่ต้องสร้างพลังใจให้แก่กล้า
สู้ถนอมลูกในครรภ์ทุกวันมา
แม้อ่อนล้าเหนื่อยและท้อก็ยอมทน
กว่าจะคลอดลูกยาออกมาได้
แม่เจ็บ เจียนจะขาดใจอยู่หลายหน
พ่อ ก็เฝ้าระวังด้วยกังวล
ความสับสนหวาดกลัวเต็มหัวใจ
เมื่อลูกคลอดปลอดภัยได้เห็นหน้า
พ่อ-แม่ ก็ยิ้มทั้งน้ำตาออกมาได้
อันความรัก ความหวง และห่วงใย
จะหาใครเทียบแท้พ่อแม่เรา


7. แม่ได้ให้น้ำนม น้ำกิน น้ำใช้ น้ำแรง น้ำใจ น้ำคำ เมื่อลูกได้เกิดมาเป็นทารกแม่ก็ต้องป้อนน้ำนม ด้วยความรักของแม่กลั่นเอาเลือดในอกมาเป็นขีรธารา เป็นน้ำนมให้ลูกได้ดื่มกิน ต้องป้อนน้ำ น้ำใช้จัดหามาล้าง อาบน้ำให้ ล้างอุจจาระ ปัสสาวะ ฉะนั้น แม่ ต้องเหน็ดเหนื่อยเรียกว่าให้น้ำแรงในการเลี้ยงดู พ่อ แม่ ต้องทำมาหากิน ในการที่จะหาเงินมาเลี้ยงลูกให้เจริญเติบโต น้ำใจของแม่จึงประเสริฐพร้อมด้วยความรัก ความปรารถนาดี ด้วยความเมตตากรุณาจะหาใครที่รักเราห่วงใยเราเท่ากับแม่ไม่มี และน้ำคำพร่ำสอนอบรมลูกมาท่านผู้รู้จึงได้ประพันธ์คำกลอนสรรเสริญคุณของแม่ ไว้ว่า

อันพระคุณ ชนนี นี้ใหญ่หลวง
ที่เฝ้าหวง ห่วงลูกยา มาแต่หลัง
ลูกเจริญ เติบใหญ่ มีพลัง
เพราะแม่หลั่ง น้ำนม ให้ดื่มกิน
หยดน้ำนม แม่นี้ มีค่านัก
ลูกยากจัก แทนทด ให้หมดสิ้น
พระคุณแม่ ใหญ่กว่า ฟ้าและดิน
มิรู้สิ้น สุดทาง จะอ้างคุณ
น้ำใจแม่ ล้ำเลิศ ประเสริฐพร้อม
แม่ถนอม โอบเอื้อ ช่วยเกื้อหนุน
เฝ้ากล่อมเกลี้ยง เลี้ยงลูกมา ด้วยการุณย์
เฝ้าเจือจุน แผ่เผื่อ เอื้ออารีย์

นี่คือสิ่งที่ แม่ได้ให้มา ไม่ว่าจะเป็นน้ำนม น้ำกิน น้ำใช้ น้ำแรง น้ำใจ น้ำคำ


8. แม่ได้ให้เครื่องกก ให้ความสุข คือ ยามที่ลูกยังเป็นทารก เป็นเด็กน้อย แม่ก็ต้องอุ้มลูกประคองด้วยแขนมาแนบไว้ที่อก มาตั้งไว้ที่ตัก เอาหน้าเข้าซบให้ลูกได้รับความอบอุ่นทั้งกายและใจได้รับความสุขอย่างนี้เรียกว่า แม่ได้ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงให้ลูกได้มีความสุข

คอยกกประครองกอดอยู่แนบกาย
คอยระวังระไวอยู่ทุกวี่วัน
ประเล้าประโลมปลอบขวัญ
ให้ลูกนั้นได้อบอุ่นใจ
ทุกข์ยากลำบากลำบน
เหน็ดเหนื่อยยอมอดทนไม่อาทร
เช็ดผ้าขี้ ตีผ้าเยี่ยว เคี้ยวข้าวป้อน
อดตาหลับขับตานอนทุกคืนวัน


9. แม่ได้ให้คำปลอบโยน ให้เพลงขับกล่อม ยามลูกเสียใจ ร้องให้งอแง แม่ก็จะเข้ามาปลอบโยน เวลาลูกนอน แม่ก็ขับเพลงกล่อม ไกวเปลให้ เรียกว่าให้ลูกนั้นได้มีความสุขเย็นใจสบายใจ จะหาใครที่จะมาใยดี ปรารถนาดี เอาอกเอาใจดีต่อเรานั้นเทียบกับแม่ไม่มีอีกแล้ว


10. แม่ได้ให้ความอบอุ่น ใครเล่าที่จะมาจริงใจ มาดูแลใกล้ชิด สนิทสนมกับเราเท่ากับแม่ของเราบ้าง เรามีความสนิทสนม เพราะว่าเราได้นอนบนตักแม่ได้ดื่มนมจากแม่ ได้รับการป้อนข้าวจากแม่ แม่ได้ดูแลทุกสิ่งทุกอย่าง ป้องกันอันตรายให้เรา เรียกว่า เด็กจึงติดแม่มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย อยู่กับคนอื่นเด็กก็จะหวาดกลัว แต่เมื่ออยู่ใกล้แม่ก็มีความอบอุ่นใจ แม้จะโตแล้วก็ตามเมื่ออยู่ใกล้แม่ ก็จะรู้สึกมีความอบอุ่นใจ ท่านผู้รู้จึงกล่าวไว้ว่า

อุ่นอะไรหรือจะอุ่นเท่าอกแม่
อุ่นแน่แท้แม่จ๋าหาใดเหมือน
อกคนอื่นอีกหมื่นแสนอาจแชเชือน
อกของแม่มิเขยื้อนจากลูกเลย


11. แม่ได้ให้เสื้อผ้า ให้ที่หลับที่นอน เพราะว่าชีวิตของลูกที่เกิดมานั้น ก็เกิดมาแต่ตัวเปล่า ๆ ไม่ได้มีอะไรติดตัวมาเลย มารับจากแม่ทั้งนั้น แม่ต้องจัดเสื้อผ้าให้สวมใส่ มุ้งหมอนที่หลับที่นอนให้ แล้วก็เสื้อผ้านั้นก็ต้องคอยซัก คอยดูแลเพราะว่าตอนที่ลูกเป็นทารก ลูกก็ขี้เยี่ยวรดลงไปบนที่หลับที่นอน แม่ก็ต้องเหน็ดเหนื่อยในการที่จะต้องไปซักทำความสะอาดดูแลให้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม่ได้ให้เงินให้ทองให้ทรัพย์มรดก ลูกพอที่จะโตขึ้นใช้เงินได้ไปโรงเรียนเช้าขึ้นมาแม่ก็ต้องจ่ายเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหารที่โรงเรียน ค่าตำหรับตำรา สมุด ดินสอ หนังสือสารพัดอย่าง แม้แต่ว่าเมื่อโตแล้ว มีครอบครัว แม่ก็ยังแบ่งทรัพย์มรดกให้ ซึ่งไม่ใช่ของลูกเลย แม่ก็ยังให้ทั้ง ๆ ที่ว่าลูกนั้นก็ยังไม่ได้ให้อะไรแม่ ฉะนั้น พ่อ แม่ จึงเป็นเหมือนกับ เอ.ที.เอ็ม. เป็น เอ.ที.เอ็ม. ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเบิกได้ตลอดเวลา ถึงคราวจำเป็นแล้ว ขัดสนขึ้นมาแล้ว แม่ก็ต้องหามาให้จนได้ เรียกว่าเป็นธนาคารของลูก เป็นธนาคารที่เบิกได้โดยไม่ต้องฝาก


12. แม่ให้คำปรึกษาที่ดี ใครเล่าที่จะเป็นที่น่าไว้วางใจที่เราจะไปขอคำปรึกษาที่ดี ไม่มีการคิดโกงต่อเรา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมต่อเรา ไม่มีเอารัดเอาเปรียบต่อเราไม่มีใครที่จะเหมือนกับพ่อแม่ของเราหรอก พ่อแม่นี้ตรงต่อเราเป็นที่ไว้วางใจได้ ฉะนั้น ลูกนั้นควรจะปรึกษาพ่อแม่ มีอะไรสู้ขอคำปรึกษาจากพ่อแม่ไม่ได้

เปรียบพ่อแม่เช่นโคมทองของชีวิต
ช่วยชี้ทิศนำทางช่วยสร้างสรรค์
ให้ความรักให้ความรู้ชูชีวัน
ลูกจักหมั่นกตัญญูรู้แทนคุณ


13. แม่ได้ให้อภัย สิ่งที่ลูกจะต้องสำนึกในพระคุณของท่าน อีกประการหนึ่ง ก็คือแม่ได้ให้อภัย แม่ให้อภัยต่อลูกโดยตลอด ตั้งแต่เล็กแต่น้อย บางทีลูกล่วงเกินแม่อย่างไร แม่ก็ให้อภัย แม้ลูกจะชั่วช้าคนทั้งหลายไม่ชอบใจ แต่ว่าแม่นั้นก็ยังถือว่านี่คือลูกของเรา ยังให้อภัยเสมอ จะมีใครเล่าที่จะมาเห็นใจให้อภัยเราเท่ากับพ่อแม่


14. แม่ได้ให้ความห่วงใยอย่างแท้จริง มีใครที่จะห่วงเราอย่างแท้จริงเท่ากับแม่ไม่มีอีกแล้ว คนอื่นนั้นก็ยังไม่แม่นอน ที่เขาห่วงเราเขาอาจจะหวังประโยชน์จากเรา แต่เมื่อเราไม่ได้ทำประโยชน์ให้เขาได้เขาก็เมินหน้า แต่สำหรับแม่นั้นลูกไม่ได้ให้อะไรเลย แต่แม่นั้นก็ยังห่วงใยอย่างแท้จริง

สุริยาถึงคราก็ลาริบ
ผกาทิพย์ยังพรากจากสวรรค์
รักของแม่แท้ประจักษ์หลักสำคัญ
ไม่มีวันสร่างซาร้างลาไกล


15. แม่ให้ความรักอย่างบริสุทธิ์ อย่างทุ่มเท แม่ได้ให้ความรักอย่างสุดซึ้ง ไม่มีใครที่ไหนจะมารักเราเท่ากับแม่ของเราอีกแล้ว ฉะนั้น บรรดาลูกทั้งหลายก็อย่าเห็นคนอื่นนั้นดีกว่าแม่ อย่าคิดว่าคนอื่น เพื่อนก็ดี สามีภรรยาก็ดีที่จะรักเราเกินกว่าแม่ ไม่มีหรอก บุคคลที่รักเราอย่างแท้จริงอย่างทุ่มเทที่สุดก็คือ แม่ ของเรา ดังผู้รู้ได้ประพันธ์ไว้ว่า

รักใดไหนจะแน่เท่าแม่รัก
ผูกสมัครรักมั่นไม่หวั่นไหว
ห่วงใดเล่าจะเท่าห่วงดังดวงใจ
ที่แม่ให้กับลูกอยู่ทุกครา
ยามลูกขื่นแม่ขมตรมหลายเท่า
ยามลูกเศร้าแม่โศกวิโยกกว่า
ยามลูกหายแม่ห่วงดังดวงตา
ยามลูกมาแม่ลดหมดห่วงใย
รักของใครไม่เท่าศักดิ์รักของแม่
รักแน่แท้แม่รักอยู่มิรู้ส่าง
ศัตรูร้ายก็ไม่กรายมากั้นกลาง
ถึงรักนางรักนายก็ไม่เกิน
แม้รักยศรักศักดิ์อัครฐาน
รักการงานสารพันรักสรรเสริญ
รักสนุกทุกสถานสำราญเพลิน
รักไม่เกินรักแม่รักแท้เอย


16. แม่ได้ให้ความเป็นมิตรอย่างแท้จริง เป็นมิตรแท้เป็นเพื่อนแท้ ไม่มีวันที่จะเป็นศัตรูได้เลย ไม่ว่าลูกจะประพฤติตัวไม่ดี ลูกจะทำไม่ดีกับพ่อแม่อย่างไร แม่ก็ยังเป็นมิตรแท้ที่ไม่เอาเปรียบ ที่ไม่ให้ร้าย ที่ไม่แก่งแย่ง ไม่ริษยาลูก พระพุทธองค์จึงได้ทรงตรัสไว้ว่า มาตา มิตฺตํ สเก คเร แม่ เป็นมิตรในเรือน


17. แม่ได้ให้ความรู้ อบรม สั่งสอน นับตั้งแต่ลูกเกิดมา แม่ก็พยายามป้อนความรู้ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับเรื่องการช่วยเหลือตัวเอง ความรู้เกี่ยวกับการที่จะหลีกเร้นจากภัยต่าง ๆ ความรู้ในระดับต่าง ๆ สอนให้รู้จักความดี ความชั่ว อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แม้พอโตขึ้น แม่ก็ส่งเสียให้เข้าโรงเรียนให้ได้รับการศึกษาเพื่อจะได้มีวิชาความรู้ ฉะนั้น แม่จึงเท่ากับเป็นครูเป็นอาจารย์คนแรกของบุตร

แม่ไม่มีเงินทองจะกองให้
จงตั้งใจพากเพียรเรียนหนังสือ
หาวิชาความรู้เป็นคู่มือ
เพื่อยึดถือเอามาใช้ไว้เลี้ยงกาย
พ่อกับแม่มีแต่จะแก่เฒ่า
จะเลี้ยงเจ้าเรื่อยไปนั้นอย่าหมาย
ใช้วิชาช่วยตนจนวันตาย
ลูกสบายแม่และพ่อก็สุขใจ


ฉะนั้น สิ่งที่แม่มีความปรารถนาต่อลูก ก็คือต้องการเห็นความสุขความเจริญของลูก ไม่ได้หวังอะไรจากลูก นอกจากที่จะให้ลูกนั้นมีความสุขมีชีวิตที่ดีเท่านั้นแหละ ฉะนั้นแม่บางคนนั้นแม้จะยากจนก็อุตส่าห์หาเงินหาทองเป็นหนี้เป็นสิน เพื่อส่งเสียให้ลูกได้มีการศึกษาเล่าเรียนนี่คือสิ่งที่แม่ได้ให้กับลูก


18. แม่ให้การขนาบควบคุมให้ลูกดี แม้ว่าแม่จะต้องดุ จะต้องด่า จะว่ากล่าวหรือบางครั้งต้องเฆี่ยนต้องตีนั้น แต่แม่ตีแล้ว แม่ก็ต้องแอบร้องให้ หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ แต่แม่ก็ต้องจำใจต้องทำ ตีด้วยความวิตกห่วงใย เพราะกลัวว่าลูกจะเกเร ลูกดื้อดึง ลูกไม่เชื่อฟัง ไม่ใช่พ่อแม่นั้นใจไม้ไส้ระกำ ความจริงแล้วแม่ต้องการที่จะให้ลูกดี ก็พยายามเคี่ยวเข็ญดุด่าว่ากล่าวเฆี่ยนตี เรียกว่าแม่นั้นปากร้ายแต่ใจดี ปากก็ดุด่าไปอย่างนั้น แต่ใจจริงแล้วก็อยากจะให้ลูกนั้นดีมีความสุข ดังที่มีนิทานเรื่องหนึ่งที่เขาเล่าว่า


“ลูกชายคนหนึ่งขอแม่จะไปเที่ยวในป่า แม่ก็ไม่ให้ไป เพราะว่าแม่เป็นห่วงว่าลูกจะไปเป็นอันตรายอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ลูกก็จะไปให้ได้ในที่สุดลูกก็โดดลงบันไดไป แม่ก็กำชับไปเลย “อย่าไปนะถ้ามึงไปละก็ขอให้ควายป่าขวิดตายเลย” ลูกก็ไม่เชื่อฟังก็เข้าป่าไป ปรากฏว่าไปเจอควายป่าจริง ๆ ลูกเลยระลึกถึงคำของแม่ได้ ที่แม่พูดอย่างไรมักจะเป็นอย่างนั้นก็มาคิดขึ้นได้ว่า แม่เนี่ยมีแต่ให้เรา ให้อาหาร ให้ที่อยู่อาศัย ให้อะไรมาทุกอย่าง แม่จะต้องการให้เราตายจริง ๆ หรือ คิดไปคิดมาแม่คงไม่ต้องการอย่างนั้น ลูกคนนั้นก็เลยตั้งสัจจะอธิษฐาน ขณะที่ควายป่ากำลังตรงรี่เข้ามา ก็อธิษฐานว่าถ้าหากแม่นั้นมีใจอยากให้เราเป็นอันตรายจริง ๆ เราก็ยอมตาย แต่ถ้าแม่พูดไปอย่างนั้นเอง ใจของแม่มีความปรารถนาดีต่อลูกแล้ว ขอให้พระคุณของแม่ได้คุ้มครองลูกด้วย ให้ลูกได้ปลอดภัย ปรากฏว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์ ควายป่านั้นหยุดชะงัก หันหลังกลับ นี่ก็คือคุณของแม่ที่ประเสริฐ ฉะนั้น คนเราไม่ต้องหาเครื่องรางของขลังศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนหรอก ระลึกถึงพระคุณของพ่อแม่กตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ไว้ มีอะไรกลัวภัยมีอันตรายเข้ามาระลึกถึงพ่อแม่ไว้จะปลอดภัย”


19. แม่ได้ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มอกเต็มใจ ช่วยทุกอย่าง จนกระทั่งเหมือนแม่เป็นคนรับใช้เลยนะ บางทีลูกจนโตแล้ว เป็นหนุ่ม เป็นสาวแล้ว แม่ก็ยังรับใช้อยู่อย่างนั้นแหละ บางแห่งแม่ก็ยังซักเสื้อผ้าให้ลูกจนโตแล้วนะ เคยเห็นนะเคยเห็นที่ว่าแม่ลูกมาวัด บางทีลูกก็นั่งไขว่ห้าง แต่แม่ไปยกน้ำมาเสิร์ฟให้ลูกตักอาหารให้ลูก ลูกน่ะคงจะเคยชินว่า แม่เคยทำให้มาตลอด ตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็จนเหมือนกับว่า แม่นี่จะต้องจัดการให้ จะต้องดูแลให้ จะต้องช่วยเหลือให้ความเป็นจริงแล้วไม่ถูก เมื่อเราโตแล้ว เราช่วยตัวเองได้แล้ว เราไม่ควรให้แม่มาคอยรับใช้เรา เราควรจะรับใช้พ่อแม่ อย่าให้แม่ต้องมาทำอะไรต่าง ๆ ให้ในสิ่งที่ไม่ควรเลย เช่น การยกอาหาร การจัดที่หลับที่นอน ซักผ้า ดูแลสิ่งที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเรานี่ เราควรจะทำเองได้ ไม่ต้องให้แม่ต้องมารับใช้อยู่อย่างนั้น แต่ที่จริงแล้วแม่นี่ก็ไม่ได้คิดอะไร แม่อยากจะให้ลูกเขาสบายบางแม่ก็บอกว่าเออเขาไม่ว่าง ลูกเขาต้องไปท่องตำหรับตำรา ต้องดูหนังสือก็ช่วยเขา ช่วยซักผ้าให้ บางทีลูกมีครอบครัวแล้ว แม่ก็ต้องมารับใช้เลี้ยงลูกให้อีก คือ เลี้ยงหลานให้อีก นี่เรียกว่ารับใช้กันตลอดไป เพราะฉะนั้นขอให้บรรดาลูกทั้งหลายได้เห็นใจพ่อแม่ ท่านแก่แล้ว อย่าให้ท่านต้องมาลำบากเพราะเรา ต้องปลดเปลื้องภาระของท่าน และอย่าเอาการงานของเรานี้ไปให้พ่อแม่ต้องมารับใช้เราเป็นเด็ดขาด มันเป็นโทษ เป็นบาป เป็นกรรมด้วย


20. แม่ได้ให้ความชื่นชม ยกย่อง สนับสนุน ยินดีปรีดาต่อความเจริญก้าวหน้าของลูก เมื่อลูกได้ดิบได้ดี แม่นี้ดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่ง ชื่นชมอย่างมากไม่เคยริษยาลูกไม่เหมือนกับคนอื่น คนอื่นบางทีเราดีเราเด่นขึ้นมาเขาอาจจะไม่ชอบใจ แต่สำหรับแม่นี้ ชื่นใจชื่นชมดีอกดีใจ อนุโมทนาในความสุข ความดีความเจริญของลูก นี่คือความจริงใจที่แม่ให้เรียกว่า

พระคุณแม่เลิศฟ้ามหาสมุทร
พระคุณแม่สูงสุดมหาศาล
พระคุณแม่เลิศหล้าสุธาธาร
ใครจะปานแม่ฉันนั้นไม่มี

แม่สูญเสียอะไรบ้าง

ต่อไปเราจะลองพิจารณาถึงว่าแม่นั้นได้สูญเสียอะไรกับลูกบ้าง นอกจากที่แม่ได้ให้มาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว แม่ต้องสุญเสียอะไรบ้าง ในการที่ได้ให้ชีวิตเลือดเนื้อในการให้การเลี้ยงดูเรามา


1 แม่ต้องสูญเสียความสวยความสาวไป นับตั้งแต่ว่า แม่ ได้ให้กำเนิดลูกในครรภ์ อุ้มท้อง แม่ต้องสูญเสียความสวยความสาวไปแล้ว แม่เคยทะนุถนอมร่างกายตกแต่งตัวเอง แต่พอมีลูกแล้ว แม่ไม่ใยดีในร่างกายของตัวเองแล้วไม่อับไม่อายใครแล้ว บางทีในที่สาธารณะชน เมื่อลูกน้อยหิวนม แม่ก็ยังเปิดผ้าให้ลูกดูดนม ไม่อายใครแล้ว ไม่ต้องการความสวยความงามเกินไปแล้ว คือใจนั้นมีความมุ่งอยู่กับลูก ยอมต้องสูญเสียความสวยความสาวไป


2. แม่ต้องสูญเสียความสุข ความสะดวก ความสบายส่วนตัวไป ลองคิดดูว่าในขณะที่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ยิ่งท้องใหญ่ขึ้น ๆ จะนั่ง จะนอน จะเดิน มันไม่สะดวกหรอกจะนอนคว่ำก็กลัวลูกจะเป็นอันตราย จะนอนหงายบางทีก็กลัวลูกจะแท้ง นอนตะแคงก็ไม่ถนัด พลิกไปแล้วขยับไปแน่ะ นี่แม่ต้องสุญเสียความสุข ความสะดวก ความสบายไป เคยจะไปไหนมาไหนสะดวก นอนสบาย แต่พอลูกคลอดออกมาแล้วเนี่ย แม่ไม่ได้หลับสนิทหรอก อดตาหลับขับตานอนต้องคอยระมัดระวังดูแลลูก ยิ่งตอนเลี้ยงลูกนี่ต้องทุ่มเทระมัดระวังมาก กลัวว่าลูกจะไปตกบ้าน รถชน ตกน้ำ อาหารการกินต่าง ๆ แม่ต้องสูญเสียความสุขความสะดวก ความสบายส่วนตัวไป


3. แม่ต้องสูญเสียทรัพย์มากมาย ทรัพย์สินเงินทองต้องมาสูญเสียกับการที่มีลูกนี่มากมาย ตั้งแต่มีครรภ์ ค่าหยูกค่ายา ค่าหมอ ค่าอาหารการกิน เครื่องใช้ไม้สอย กว่าจะเติบโตมาเป็นหนุ่มเป็นสาวเนี่ย พ่อแม่สูญเสียทรัพย์มามากมาย ยิ่งผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนสูง ๆ แม่ก็ต้องเสียเงินมาก หรือบางครั้งบางคนลูกป่วยเนี่ย แม่ก็เสียทรัพย์ในการดูแลรักษามากมาย ยิ่งลูกบางคนไปมีเรื่องมีราวมีปัญหามีคดี แม่ ก็ต้องไปหาทรัพย์มาเดินเรื่องเพื่อให้ลูกนั้นได้พ้นโทษพ้นภัย เรียกว่า เสียทรัพย์สมบัติมากมาย


4. แม่เสียเลือด เสียเหงื่อ เสียแรง เสียใจ เสียเลือดไปโดยเฉพาะวันที่แม่คลอดนั้นแม่ต้องเสียเลือด เสียเหงื่อในการทำมาหาเลี้ยงชีพ เลี้ยงลูกเหน็ดเหนื่อย เสียแรง เสียกำลังแรงในการเลี้ยงลูกไม่ใช่ง่าย ๆ นะ และ ที่สำคัญที่สุดก็คือต้องสูญเสีย คือ เสียใจ ไปเจอลูกดื้อ แม่นี้มีความเสียใจมาก ทุกข์มาก ยิ่งลูกมีความทุกข์ ด้วยประการใด ๆ ก็ตาม แม่จะเสียใจที่สุด ลูกป่วย แม่ก็ต้องเสียอกเสียใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ลูกตาย แม่แทบจะขาดใจตาย เรียกว่าหัวใจแม่แทบจะแตกสลายลงไปเมื่อลูกอันเป็นที่รักต้องมาตายลง อันนี้ก็คงจะประสบกับหลาย ๆ ชีวิต ของความเป็นแม่ที่ลูกรักต้องมาตายเสียก่อน แต่ที่แม่เสียใจมากที่สุดด็คือ ลูกชั่ว

แม่ทุกข์ยากลำบากอย่างไรบ้าง

ทีนี้เราลองมาพิจารณาถึงความทุกข์ ความยาก ความลำบากของแม่ว่าต้องทุกข์ แม่ต้องลำบากอย่างไรบ้างกับลูก


1. แม่ต้องลำบากตั้งครรภ์ ดังที่กล่าวแล้วหลาย ๆ อย่าง นับตั้งแต่ว่าแม่แพ้ท้องเนี่ย บางคนแพ้ท้องทรมานมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ นอนก็ไม่ได้ กินอะไรก็ไม่ได้ คลื่นเหียนอาเจียน อาบน้ำก็ไม่ได้ ทุกข์ทรมานมากนะ บางคนเรื่องแพ้ท้องเนี่ยอิริยาบถไม่สะดวก ลำบาก ปวดเจ็บมาก และ โดยเฉพาะตอนท้องแก่ลูกในท้องดิ้น แม่ก็ได้รับความเจ็บปวดและก็เป็นเวลาตั้ง 9 เดือน ไปไหนก็ต้องติดไปด้วยนะ ไม่เหมือนกับว่าเราอุ้มอะไรอยู่ อย่างพระอุ้มบาตรไปบิณฑบาตตอนเช้า แค่ชั่วโมงหรือชั่วโมงกว่าเนี่ยก็ยังหนักแย่แล้ว มาถึงวัดเราก็ยังวางได้ หรือว่าเกิดมีภัยระหว่างทางจำเป็นจริง ๆ บาตรก็ยังวางได้ แต่แม่นี้วางลูกไม่ได้อยู่ในท้อง จะมีอันตรายอะไร อย่างไร แม่ก็ต้องอุ้มอยู่อย่างนั้นโดยเฉพาะวันที่แม่จะคลอดลูกออกมา แม่ต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างหนัก แทบจะเอาชีวิตไม่รอด ฉะนั้น วันที่เราเกิดก็คือวันที่แม่ทุกข์แม่เจ็บปวดที่สุด การปรารภวันเกิดจึงไม่ควรไปฉลองกันสนุกสนาน กินเหล้าเมายาเลี้ยงดูเพื่อนฝูง แต่เราควรจะไปดูแลแม่ของเรา ระลึกถึงแม่ของเราทำความดีตอบแทนต่อแม่ของเรา

วันผู้ให้กำเนิด

งานวันเกิดยิ่งใหญ่ใครคนนั้นฉลองกันในกลุ่มผู้ลุ่มหลง
หลงลาภยศสรรเสริญเพลินทะนงวันเกิดส่งชีพสั้นเร่งวันตาย
อีกมุมหนึ่งซึ่งเหงาน่าเศร้าแท้หญิงแก่แก่นั่งหงอยและคอยหาย
โอ้วันนี้ในวันนั้นอันตรายแม่คลอดสายโลหิตแทบปลิดชนม์
วันเกิดลูกเกือบคล้ายวันตายแม่เจ็บท้องแท้เท่าไหร่ก็ไม่บ่น
กว่าอุ้มท้องกว่าคลอดรอดเป็นคนเติบโตจนบัดนี้นี่เพราะใคร
แม่เจ็บเจียนขาดใจในวันนั้นกลับเป็นวันลูกฉลองกันผ่องใส
ได้ชีวิตแล้วเหลิงระเริงใจลืมผู้ให้ชีวิตอนิจจา
ไฉนเราเรียกกันว่าวันเกิดวันผู้ให้กำเนิดจะถูกกว่า
คำอวยพรที่เขียนควรเปลี่ยนมาให้มารดาคุณเป็นสุขจึงถูกแท้
เลิกจัดงานวันเกิดกันเถิดนะควรแต่จะคุกเข่ากราบเท้าแม่
รำลึกถึงพระคุณอบอุ่นแดอย่ามัวแต่จัดงานประจานตัว


บทประพันะ์โดย… นภาลัย สุวรรรธาดา ดอกไม้ใกล้หมอน


2. ความลำบากในการเลี้ยงดู ความทุกข์ ความทรมาน ความยากลำบากของแม่อีกประการ ก็คือความลำบากในการเลี้ยงดู ลำบากมากในการเลี้ยงดูลูกแต่ละคนที่จะพ้นภัย เจริญเติบโตมานี่ ยิ่งแม่บางคนมีลูกหลายคนก็ลำบากมากตอนลูกเกิดมาใหม่ ๆ ลูกยังไร้เดียงสายังช่วยตัวเองไม่ได้ แม่ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างลำบากมากนะ ขี้ เยี่ยว ต้องเช็ดต้องล้างให้ ต้องดูแลอาหารสุขภาพลำบากในหลาย ๆ อย่าง ยิ่งลูกซุกซน โอ้ แม่ต้องเหน็ดเหนื่อยในการเลี้ยงดูคอยระวังเพราะเด็กนี่อยู่นิ่งได้เมื่อไร เดี๋ยวก็จะไปปีนตรงนั้น เดี๋ยวก็จะไปตรงโน้น ต้องคอยจับคอยระวัง แล้วก็โดยเฉพาะว่าลูกป่วยนี่ แม่ต้องลำบากในการที่จะดูแลปฐมพยาบาลพาไปหาหมอรักษา บางทีก็รักษากันอยู่อย่างนั้นแหละต้องลำบาก ลำบากในการป้อนข้าว ป้อนน้ำ ป้อนนม ป้อนยา ลำบากในการต้องฝึกหัดลูกทุกอย่าง แม้แต่การที่จะช่วยให้รู้ ให้คว่ำ ให้นั่ง ให้ยืน ให้เดิน แม่ต้องฝึกหัดมาแล้วทั้งนั้น ๆ ต้องเสียสละยากลำบากมากับสิ่งเหล่านี้ นี่เรียกว่าความยากลำบากในการเลี้ยงดู

“อาตมาจึงได้ประพันธ์คำกลอนสรรเสริญพระคุณ พ่อ – แม่ ไว้ว่า”

พระคุณใด ใครเล่า เท่าพ่อแม่
จะรักเรา เที่ยงแท้ เกินท่านได้
สละสุข ทุกข์ท้น แทบขาดใจ
ยังทนไหว ไม่ท้อ พ่อแม่เรา
ยามลูกทุกข์ แม่สะท้อน นอนสะอื้น
พ่อก็กลืน น้ำตา อุราเศร้า
คิดถึงลูก ทำเพื่อลูก เป็นร่มเงา
หวังเพียงเจ้า ลูกทุกคน พ้นบ่วงภัย
ตั้งแต่เล็ก รอดพ้น จนเติบกล้า
เสียน้ำตา ให้กับลูก ไปเท่าไหร่
ไม่เคยคิด ทวงคืน ประการใด
มีแต่ให้ มีแต่ห่วง ดวงชีวา
พระคุณท่าน นั้นมากล้น จนมิอาจ
จะประกาศ และแทนคุณ ให้สมค่า
ทั้งสมุทร สุดแผ่นดิน สิ้นนภา
บวกชีวิต ยังน้อยกว่า ค่าน้ำนม


3. ลำบากหรือว่าทุกข์มากก็เพราว่า ลูกชั่ว ถ้าลูกเป็นคนชั่วไม่เชื่อฟังพ่อแม่ไม่อยู่ในโอวาท ประพฤติตัวเสียหายโดยประการต่าง ๆ แม่จะทุกข์มากจะลำบากมาก ลูกบางคนไม่เคารพยำเกรงพ่อแม่ แถมดุด่าว่ากล่าวพ่อแม่ต่าง ๆ นานา บางคนถึงขนาดตบตีพ่อ-แม่ บางคนติดเหล้าเมายา ติดยาเสพติด ทำร้ายพ่อ-แม่ถึงขนาดบางคนฆ่าพ่อฆ่าแม่ของตนเอง นี่อย่างมีเรื่องเป็นข่าว ว่าแม่เป็นแม่ชีอยู่ในวัด ก็หนีไปบวช เพราะว่าทนต่อความชั่วของลูกไม่ไหว เพราะลูกชายนั้นติดยาเสพติดผลาญเงินผลาญทอง แม่ก็เลยหนีไปบวช วันหนึ่งลูกชายตามไปที่วัด แม่ชีกำลังนั่งสวดมนต์อยู่ในกุฏิ เปิดประตูไปแล้ว ขอเงินแม่ แม่ก็ว่าลูกไม่รู้จักกลับตัวกลับใจชอบเอาเงินไปผลาญต่าง ๆ ก็บอกแม่ว่าไม่ยอมให้หรอก โมโหแม่ไปคว้ามีดมาฟันคอ ฟันคอแม่ชีไปสองสามครั้งจนคอเกือบขาดเสียชีวิตลง นี่เขาเรียกว่า ลูกทรพี

มองต้นกล้วยสวยงามตามธรรมชาติ
น่าอนาถตอนที่เมื่อมีผล
เลี้ยงลูกไว้ทั้งเครือหนักเหลือทน
จนลำต้นโก่งค่อมค้อมลงมา
พอลูกแก่แม่โดนเขาโค่นทิ้ง
นี่เป็นสิ่งน่าคิดปริศนา
เขานำไปใช้ประโยชน์โภชนา
เข้าตำราเพราะลูกถูกจริงเอย


ทีนี้เรามาดูว่าสำหรับฝ่ายลูกได้ให้อะไรกับแม่ได้บ้าง ลูกได้ตอบแทนพระคุณกับแม่อย่างไรบ้าง


ลูกได้ให้ให้อะไรกับแม่บ้าง?


1. ลูกจะต้องให้ความเชื่อฟัง ให้ความเคารพแม่อย่างสูง นี่เรียกว่า พ่อ-แม่ สั่งสอนอบรมอย่างไร เราจะต้องรับมาอยู่เหนือเกล้าของเรา เราจะต้องให้ความเคารพแม้แม่นั้นจะอยู่ในฐานะยากจน ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ลูกจะได้มียศมีตำแหน่งสูงศักดิ์อย่างไรก็ตาม ลูกก็จะต้องก้มลงกราบแทบเท้าของพ่อ-แม่ได้ นี่บางคนนั้นมีความเคารพเชื่อฟังพ่อ-แม่มาก สำหรับคนอื่นนั้นไม่ยอมใคร บางทีโกรธใครมาไม่ยอมกับคนอื่น แต่แม่มาขอร้อง ลูกก็ใจอ่อนยอมสำหรับแม่ บางทีเนี่ยลูกก็ไม่คิดอยากจะบวช แต่แม่ขอร้องให้ลูกบวชให้แม่เถอะลูกก็บวชให้ เรียกว่าลูกนั้นให้ความเคารพ ให้ความสำคัญกับพ่อแม่เราจะต้องให้ความสำคัญกับแม่เราเป็นอันดับหนึ่ง หรือว่าพระบางองค์นั้นบวชมาแล้ว แม่ขอร้องให้บวชต่อไปอย่าสึก นี่พระลูกชายนั้นก็ไม่สึก ก็โดยเห็นแก่แม่ ไม่อยากให้แม่นั้นต้องเสียใจ นี่เรียกว่าให้ความเคารพให้ความสำคัญกับแม่เป็นอันดับหนึ่งทำตามคำสั่งสอนที่แม่ได้สั่งสอน แม้ว่าจะเป็นคำธรรมดาคำง่าย ๆ คำพื้น ๆ แต่ลูกก็จะรับเอามาประพฤติปฏิบัติ จะจดจำไปด้วยอย่างดีบางคนนั้นแม้แต่เรื่องการมีครอบครัว แม่ให้แต่งงานกับคนนั้นคนนี้ก็ตามใจแม่นี่เรียกว่าเคารพเชื่อพังแม่ ให้ความสำคัญกับแม่ แต่บางคนนั้นไปให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าแม่ นี่บางทีแม่นั่งอยู่ก็ไล่แม่ลุกออกไปเดี๋ยวผู้หลักผู้ใหญ่เขาจะมานั่งตรงนี้ ไปให้ความสำคัญกับข้าราชการเจ้านายของตนเองมาก นี่ใช้ไม่ได้ แม้แต่บางคนพอมีครอบครัวแล้วก็ไปให้ความสำคัญกับลูกเหนือกว่าพ่อ-แม่ บางทีพ่อ-แม่ มาดุด่าลูกหลานตัวเองกับไม่พอใจ บางคนไปว่าแม่ ว่าแม่มาทำไม่ดีกับลูกอย่างนี้ใช้ไม่ได้ และสำหนับคนบางคนนั้นพอมีครอบครัวก็ทิ้งพ่อทิ้งแม่ให้ อยู่ตามลำพังแก่เฒ่าจะอยู่ร้อนนอนทุกข์ อย่างไรไม่สนใจ แม้บางครอบครัวแม่อุตส่าห์ดั้นด้นไปขอยืมเงิน ก็ยังไม่ยอมให้


2. ลูกที่จะต้องให้ตอบแทนกับแม่ก็คือ ช่วยทำธุระให้ท่าน เพราะว่าท่านแก่แล้วก็ควรที่จะให้ท่านหยุดพัก อย่าให้ท่านต้องมาทำงานเหน็ดเหนื่อย เราควรจะแบ่งเบาภาระท่าน ไม่ว่าจะเป็นการงานในครอบครัว หุงข้าว ต้มแกง เสื้อผ้า กวาดถู หรือว่าธุระภายนอกบ้านภายในบ้าน คือให้ท่านอยู่สบายของท่านไม่ต้องมีธุระการงาน บางคนนั้นแม่แก่ ๆ แล้วยังต้องออกไปทำไร่ไถนา ไปค้าขายไปเข็นรถขายของอยู่ แบกหามอยู่ แก่ ๆ นั่งงก ๆ อยู่ตามตลาดร้านค้านั้นก็เห็นมีมาก นั่นลูกไปไหนกันหมดนะให้พ่อ-แม่ต้องลำบากอย่างนั้น เรียกว่า

มีลูกดีมีหนึ่งถึงจะน้อย
ดีกว่าร้อยลูกชั่วตัวล้างผลาญ
เพราะลูกดีมีศักดิ์รักวงศ์วาน
ลูกเป็นพาลผลาญพงศ์วงศ์สกุล


3. ลูกจะต้องให้ความรักกับแม่ให้มากกว่าใคร ๆ จะต้องรักแม่ของเราที่สุดเหนือกว่าใคร ๆ ทั้งหมด อย่าไปเห็นคนอื่นเหนือกว่าแม่ของเรา แต่บางคนนั้นก็ดีเรียกว่ารักแม่ เทิดทูนแม่ไว้สูงสุด บางคนแม้จะเกลียดชังผู้หญิงทั่วไป แต่สำหรับกับแม่ แล้วยอมสยบให้


4. ลูกที่ดีแล้วจะต้องระลึกนึกถึงแม่ ยามแม่ป่วยลูกก็นึกถึง โดยที่ว่ามีความผูกพันได้รับการเลี้ยงดูมาโดยตลอด เมื่อลูกเจริญเติบโตใหญ่แล้ว ก็จะนึกถึงแม่ เดินทางไปไหน ไปไกลก็นึกถึง แม่ป่วย แม่ตกทุกข์ได้ยาก หรือแม้แต่ตอนที่ตนเองได้ดิบได้ดีก็นึกถึงแม่ ตอนที่ลูกได้อาหารดี ๆ ก็ต้องนึกถึงแม่อยากให้แม่ได้ทานได้กินอย่างนี้ ก็จะเก็บอาหารเก็บสิ่งของนั้นไปฝากแม่ของเรา ให้สิ่งที่ดี บางครั้งลูกไปเห็นสิ่งที่ดี ๆ ก็อยากให้แม่ได้เห็นบ้าง แม่ป่วย แม่ทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ตอนที่แม่ตายจากไป ในฐานะของความเป็นลูกนั้นก็จะมีความนึกระลึกถึง ก็จะรู้ซึ้งตอนที่ไม่มีแม่น่ะ ตอนขาดแม่นี้หาใครมาทดแทนไม่ได้ ความรู้สึกระลึกนึกถึงแม่จึงมีมากสำหรับลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อแม่ ก็เป็นสิ่งที่ลูกไม่สามารถจะไปตอบแทนอะไรได้ นอกจากทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่านเท่านั้น ไม่เหมือนกับตอนที่แม่มีชีวิตอยู่ เรายังป้อนข้าวป้อนน้ำดูแลทุกสิ่งทุกอย่างได้แต่เมื่อแม่สูญเสีย แม่ตายจากแล้วเราไม่มีโอกาสจะได้ปรนนิบัติอย่างนั้นอีก จึงเป็นความรัก ความอาลัย ความระลึกถึงสำหรับจิตใจของลูกอย่างมาก


5.ให้กำลังใจ ลูกที่ดีนั้นจะต้องให้กำลังใจที่ดีต่อแม่ของเรา เช่นการเยี่ยมเยียนเสมอ ดูแลเอาอกเอาใจให้แม่ได้มี กำลังใจทำให้แม่มีอายุยืนมีความสุข แม่ได้รับจากคนอื่นจะเป็นสิ่งของก็ดีไม่มีความชื่นใจเท่ากับได้รับจากลูก บางคนรับแล้วก็ไม่ทานหรอก เอาไปอวดคนอื่น บางทีก็ไปถวายพระ คือมีความสุขชื่นชมมากดีใจว่าลูกเขามีน้ำใจมีความกตัญญูกตเวทีต่อเรา นี่ก็เรียกว่าแม่ก็มีความสุข ด้วยการที่ลูกให้กำลังใจที่ดี


6. การให้การเลี้ยงดูตอบแทน การเลี้ยงดูตอบแทนนั้น ก็มีการเลี้ยงดูอย่างธรรมดา การเลี้ยงดูอย่างประเสริฐ อย่างธรรมดาก็คือเป็นหน้าที่ที่ลูกจะต้องทำนะ ตอบแทนเลี้ยงดูด้วยการให้ที่อยู่อาศัย ที่ดีน่ะไม่ว่าจะเป็นเคหะสถานที่หลับที่นอน อาหารการกิน เสื้อผ้าเครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค ยามเจ็บป่วยก็เป็นหน้าที่ที่ลูกจะต้องเข้าไปดูแล เรียกว่า

ยามแก่เฒ่าหมายเจ้าเฝ้ารับใช้
ยามป่วยไข้หมายเจ้าเฝ้ารักษา
ยามถึงวันตายวายชีวา
หวังเพียงเจ้าช่วยปิดตาคราสิ้นใจ


การที่จะตอบแทนพ่อแม่อย่างมีสูงสุด ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงยกย่องไว้ตรัสไว้ว่าลูกแม้จะเลี้ยงพ่อแม่ ให้กินให้ถ่ายอยู่บนบ่าทั้งสองข้าง เป็นเวลาร้อยปี หรือ สามารถแต่งตั้งท่านให้เป็นพระราชา ราชินีได้ ก็ไม่สามารถจะตอบแทนได้ครบแต่ถ้าหากว่าลูกได้ตอบแทนพ่อแม่โดยการ ให้มีศีล ให้มีศรัทธา ให้มีการเสียสละ ให้มีสติปัญญา นี่ถือว่าเป็นการตอบแทนที่สมบูรณ์ เพราฉะนั้นถ้าหากว่าลูกได้พยายาม พ่อแม่ไม่มีศีลก็พยายามชักจูงให้พ่อแม่ได้มีศีลขึ้น ไม่มีศรัทธาก็พยายามให้พ่อแม่ได้มีศรัทธา เช่นอาจจะหาตำรับตำรามาให้อ่านเอาเทปเอาซีดีธรรมะมาให้ฟัง พาไปวัด ไปฟังธรรม ให้เกิดศรัทธาขึ้น ให้แม่ได้เสียสละได้ทำบุญทำกุศลต่าง ๆ ให้แม่ได้ประพฤติปฏิบัติให้มีสติปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือให้ได้ปฏิบัติกรรมฐานเจริญภาวนา สรุปแล้วก็คือให้แม่ได้มีบุญกุศลติดตัวไป เพราะว่าแม่นั้นไม่สามารถจะอยู่กับเราได้ตลอดไป เรื่องปัจจัยสี่ที่เราดูแลรักษาก็เป็นเพียงให้ความสุขในชีวิตนี้ แต่ว่าความสุขในโลกหน้าในสัมปรายภพเบื้องหน้านั้น เราก็ต้องให้บุญให้กุศลอันเป็นเสบียงติดตัวไปเพราะไปในภพหน้านั้น ลูกไม่สามารถติดตามไปดูแลได้ ก็ต้องให้บุญให้กุศลนี้ไป เพราฉะนั้น พ่อ-แม่ มีศรัทธาจะทำบุญสุนทาน ลูกก็ควรสนับสนุนไม่ควรไปขัดขวางในการทำบุญสุนทานของพ่อแม่ ถ้าใครสามารถให้พ่อ-แม่ มีศีล มีศรัทธา มีจาคะ มีปัญญา ถือว่าเป็นการตอบแทนอย่างสูง


7. การให้ประกาศเกียรติคุณยกย่อง ประกาศคุณของท่านเรียกว่า สำหรับภายนอก ก็คือประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น นี่เรายกย่องประกาศคุณของแม่เราว่า ได้เป็นผู้ที่ปฏิบัติตนเองดี มีศีลมีธรรมมีความขยันหมั่นเพียร มีการประพฤติปฏิบัติดี ทั้งประโยชน์ผู้อื่นก็ช่วยเหลือเผื่อแผ่ญาติพี่น้อง มีความกตัญญูกตเวทีความดีที่แม่ได้ทำมานั้นเราก็ประกาศยกย่อง


สำหรับภายในประกาศเกียรติคุณของแม่อย่างดียิ่ง ก็คือทำตัวเราเองนั้นแหละให้ดีที่สุด เพราะว่าตัวเรานี่แหละคือเป็นสัญลักษณ์เป็นสมบัติที่แม่แบ่งออกมาเพราะว่าถ้าเราทำดีปฏิบัติตัวเองดี เราก็ทำให้พ่อแม่มีหน้ามีตามีความดีไปด้วยเช่นเขาจะทักกันว่า เออลูกใครนะมันดีเนี่ย พ่อแม่มันเป็นใครเนี่ย ดังนั้น ถ้าลูกดีนี่ก็คือเราประกาศเกียรติคุณของแม่เราไปด้วย ฉะนั้น ญาติโยมท่านผู้ฟังทั้งหลายสรุปพระคุณของแม่แล้วมีอย่างไรบ้าง

ประการที่หนึ่ง แม่เท่ากับว่าเป็นคนรับใช้ ดังที่กล่าวแล้วว่าแม่นี้ให้ ลูกมาตลอดจนกระทั่งลูกโตแล้วก็ยังดูแลรับใช้
ประการที่สอง แม่เป็นครูบาอาจารย์คนแรกของลูก
ประการที่สาม แม่เป็นมิตรแท้ เป็นมิตรในเรือน
ประการที่สี่ แม่เป็น เอ.ที.เอ็ม. ตลอด 24 ชั่วโมง เบิกได้ตลอดโดยไม่ต้องฝาก
ประการที่ห้า แม่เป็นเทวดาของลูก ดูแลปกป้องรักษาคุ้มครอง
ประการที่หก แม่เป็นพระพรหมของลูก

แม่ คือ พรหมแห่งบุตรสุดประเสริฐ
พระคุณเลิศล้ำค่ามหาศาล
เหนือดินน้ำลมไฟในจักรวาล
ควรกราบกรานกตัญญูรู้พระคุณ


เพราะว่าพ่อแม่นั้น มีคุณธรรมเหมือนกับเป็นพรหม คือ มีเมตตาปรารถนา มีกรุณา สงสารช่วยเหลือลูก มีมุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อลูกมีความสุขความเจริญ แม่ก็ชื่นชมยินดีด้วย มีอุเบกขาให้ความยุติธรรมให้อภัย


ประการที่เจ็ด แม่เป็นพระอรหันต์ของบุตร ฉะนั้น ใครที่อยากจะทำบุญกับพระอรหันต์ไม่ต้องไปหาพระอรหันต์ที่ไหนหรอก พระอรหันต์ของเราก็อยู่ที่บ้านนั่นแหละ เป็นพระพ่อพระแม่เป็นพระในเรือน ถ้าเราได้ทำบุญกับพ่อแม่ ก็เท่ากับได้บุญได้กุศลเหมือนกับทำบุญกับพระอรหันต์ แต่ถ้าเราทำไม่ดีกับพ่อแม่ก็เป็นบาป เหมือนกับทำบาปกับพระอรหันต์


สำหรับการบรรยายธรรมในเรื่องพระคุณของแม่วันนี้ เวลาหมดลงแล้วก็ขอให้ท่านผู้ฟังได้เป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวที เป็นลูกที่ดีของแม่สืบต่อไป ขอความผาสุก ความเจริญในธรรม จงมีแก่ทุกท่านเทอญ…. ขอเจริญพร

จากหนังสือ “พระอรหันต์ของลูก” โดย เขมรํสี ภิกฺขุ
พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เป็นหนังสืออนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ
คุณย่า มณีเพ็ง อาทิตย์
(โยมมารดาของพระครูเกษมธรรมทัต)
ณ จิตกาธานวัดมเหยงคณ์
อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๗.๐๐ น.

Advertisements