เรื่อง “ผู้ให้คือผู้รับ”

(๒)
มีเรื่องเล่าของนิกายเซ็น ที่กล่าวถึงอาจารย์เฉิงจัว
ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ได้รับความเคารพเลื่อมใสมากผู้หนึ่ง
ท่านมีความประสงค์จะขยายศาลาปฏิบัติธรรม
เพราะที่มีอยู่เดิมคับแคบ ไม่เพียงพอกับผู้ที่มาฟังธรรม

มีพ่อค้าผู้หนึ่งตกลงใจที่จะเป็นผู้บริจาคปัจจัย
เพื่อเป็นค่าก่อสร้าง เป็นจำนวนเงินถึง 500 เหรียญทอง
ซึ่งในสมัยนั้นนับว่ามากที่สุดแล้ว
เพราะว่าเงินเพียง 3 เหรียญทอง
ก็สามารถใช้สอย อยู่กินได้ตลอดปี
togive-10
พ่อค้าได้หิ้วถุงเงินเข้าไปหาท่านอาจารย์
แล้วน้อมถวายบอกความประสงค์ให้ทราบ
ท่านอาจารย์ก็กล่าวแต่เพียงว่า

“ดีแล้ว อาตมาจะรับไว้” แล้วก็นั่งนิ่งเงียบ

พ่อค้าผู้นั่นก็ยังนั่งรอ
ด้วยหวังว่าท่านอาจารย์คงจะกล่าวอวยพร
ให้ตนโชคดีทำมาค้าขึ้นต่อ ๆ ไป
แต่เห็นท่านอาจารย์ก็ยังคงนั่งนิ่ง
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จึงนั่งกระสับกระส่ายฟุ้งซ่านต่างๆนานา
แล้วก็ทำใจกล้ากราบเรียนว่า

“หลวงพ่อครับ เงินในถุงใส่ไว้ครบ 500 เหรียญเลยครับ”

“เธอบอกอาตมาแล้วไม่ใช่หรือ?”

พ่อค้าเริ่มรู้สึกไม่พอใจ และตัดสินใจพูดอีกครั้งหนึ่งว่า

“หลวงพ่อครับ เงินจำนวน 500 เหรียญทองนี่
ไม่ใช่เงินน้อย ๆ นะครับ
แค่คำขอบคุณซักคำท่านก็ไม่กล่าวตอบแทน”

“เธอทำบุญก็เพิ่มพูนบารมีให้ตัวเธออยู่แล้ว
ทำไมต้องให้ฉันขอบคุณด้วยละ
ผู้ใดเป็นผู้ให้ทาน ผู้นั้นต่างหากที่ควรจะขอบคุณ”

(๑)

“ผู้ให้คือผู้รับ”

ผู้ให้คือผู้รับ ฟังดูแล้วอาจรู้สึกขัดแย้งในความหมาย
เพราะโดยทั่วไปเราก็รู้สึกว่าผู้ให้คือผู้มีบุญคุณ
ในขณะที่ผู้รับเป็นหนี้บุญคุณ

แต่มีคำอธิบายในอีกแง่มุมหนึ่งคือ
ถ้าไม่มีผู้รับ เราก็ไม่ได้ทำสิ่งที่ดีงามแห่งการให้
เพราะมีผู้รับ เราจึงได้ทำบุญ
ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ ก็จะทำให้เรา
ให้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน
ให้คุณค่า และให้เกียตรแก่ผู้รับ


ตามหลักความคิดของเซ็นก็เช่นกัน
ที่มองว่าผู้ให้แท้จริงแล้วคือผู้รับ
เพราะการให้การเสียสละ
ไม่เพียงแต่สร้างบุญบารมี
และนำความสุขใจมาสู่ผู้ให้เท่านั้น
หากยังเป็นเครื่องมือในการ
ขัดเกลาจิตใจของผู้ให้ด้วย

เรื่องนี้นำมาจากหนังสือ “สุขกาย สุขใจ” (หน้า๘๖-๙๐)
โดย พระอาจารย์ มิตซูโอะ คเวสโก
หมายเหตุ : ในหนังสือจริงๆแล้ว
พระอาจารย์จะขึ้นเนื้อหาตอน (๑) ขึ้นมาก่อน แล้วตามด้วยตอนที่ (๒) ต่อกันไป
แต่ในที่นี่ ข้าพเจ้านำเสนอตอนที่ (๒) ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยเอา (๑) ต่อท้าย
เพราะรู้สึกอยากเล่าเรื่องและภาพก่อนเท่านั้นเอง
Advertisements