บารมี ๑๐ ทัศ วิถีโพธิสัตว์ – พระครูเกษมธรรมทัต (พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)

นะมัตถุ รัตตะนะตะยัสสะ ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ขอความผาสุกความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย

วันนี้ก็เป็นวันแรกของการเข้าอบรมบวชเนกขัมมภาวนา ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วันที่ ๕ ธันวาคม เราก็มาบวชเนกขัมมภาวนากันเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความจงรักภักดีแด่พระองค์ ซึ่งทรงเป็นพระประมุขศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ และเพื่อเป็นแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน บุคคลที่มีความกตัญญูกตเวทีก็จะเป็นบุคคลที่มีความเจริญ

“นิมิตัง สาธุรูปานัง ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี”

การที่เรามาบวชนี่ก็เพื่อเป็นการสร้างบารมีให้แก่ตัวเราเองด้วยการมาฝึกฝนอบรมปฏิบัติธรรมก็เพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต มงคล แปลว่า ความเจริญ บารมี ก็แปลว่า ทำให้เต็ม ทำบุญกุศลให้มันเต็ม เพื่อข้ามฝั่งไปถึงนิพพานได้ ถ้าเราไม่มีบารมี ไม่มีอินทรีย์ที่แก่กล้าแล้ว ก็ไม่มีแรงที่จะข้ามฝั่งได้ ไม่มีทางที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

เราจึงต้องเป็นผู้มีบารมี การมาถือศีล ๘ มาบวชเนกขัมมะนี้ก็เป็นการที่เรามาสร้างบารมีทั้ง ๑๐ ทัศ เดินตามรอยพระอริยเจ้าเดินตามรอยพระบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย พระองค์ก็ได้ทรงสร้างพระบารมีมาก่อนที่พระองค์จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงสร้างบารมี ๓๐ ทัศ ในอดีตที่พระองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์ ก็คือ ผู้ที่ปรารถนาจะตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ก็คือ บุคคลที่ตรัสรู้ หรือบรรลุธรรมด้วยตนเอง แล้วสามารถที่จะสอนผู้อื่นให้รู้ตามเห็นตามได้ ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้า คือ บุคคลที่ตรัสรู้ได้ด้วยตนเองแต่ไม่สามรถสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้

พระโพธิสัตว์ที่กำลังเพียรสร้างบารมีนี้ยังเป็นปุถุชน อยู่ยังไม่ได้เป็นพระอริยบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่ง พระโพธิสัตว์มี ๒ ประเภท คือ

๑. อนิตยโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่แน่นอน อาจจะเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนใจล้มเลิกความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ขอบรรลุธรรมแค่เป็นสาวก คืออาศัยคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุธรรม พ้นจากทุกข์ไปได้เลย ไม่สร้างบารมีต่อ ยังสามารถละความปรารถนาหรือเปลี่ยนใจได้

๒. นิยตโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ที่เที่ยงแท้แน่นอน ต้องได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตอย่างแน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว คือเปลี่ยนไม่ได้ต้องสร้างบารมีต่อ ได้แก่ บุคคลที่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ต้องได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างเที่ยงแท้แน่นอน เพราะคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าไม่มีการผิดเพี้ยนเป็นอื่น

ตัวอย่างเช่น “พระสมณโคดม” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา ก็ทรงได้รับคำพยากรณ์จาก “พระทีปังกร” พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ท่านจะมีความปรารถนาอยู่ในใจว่า ขอพระองค์ได้ตรัสรู้เพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้ออกจากกองทุกข์ ท่านตั้งความปรารถนาในใจเช่นนี้อยู่นานถึง ๗ อสงไขย เวียนว่ายอยู่เช่นนี้จนบารมีแก่กล้าขึ้น พระองค์ก็จะทรงเปล่งออกมาเป็นวาจาว่า “หากเราพ้นทุกข์ ก็ขอให้ได้ช่วยสัตว์อื่นให้พ้นจากทุกข์ด้วย” อีก ๙ อสงไขย

หลังจากนั้น พระองค์ทรงได้พบกับพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าและได้รับคำพยากรณ์แล้วก็ต้องสร้างบารมีต่ออีก ๔ อสงไขย ในจำนวนของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีหนักมาทางปัญญา คือ ประเภทปัญญาธิกะ จะใช้เวลาในการบำเพ็ญบารมีสั้นกว่าประเภทศรัทธาธิกะ (๘ อสงไขย) และประเภทวิริยาธิกะ (๑๖ อสงไขย)

รวมแล้วพระสมณโคดมสัมพุทธเจ้าต้องใช้เวลาในการบำเพ็ญบารมีนาน ๒๐ อสงไขย แสนกัปป์ ในชาติที่พระองค์ทรงได้รับพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้เกิดเป็นฤาษีชื่อ “สุเมธดาบส” ในครั้งนั้นท่านเกิดในตระกูลของเศรษฐีพราหมณ์ ได้รับมรดกจากครอบครัวของบิดาและมารดาที่ตกทอดมานานถึง ๗ ชั่วอายุคน มากมายมหาศาล ท่านคิดว่าสมบัติเหล่านี้ซึ่งเคยเป็นของบรรดาญาติทั้งหลาย ๗ ชั่วอายุคน ซึ่งสะสมไว้มากมายนัก แต่ท่านเหล่านั้นก็หาได้นำติดตัวไปได้เลย ต่างล้มหายตายจากแล้วทิ้งสมบัติเหล่านี้ไว้จนกระทั่งตกทอดมาถึงเรา จึงเกิดปลงสังเวช เลยกราบทูลพระราชาให้ทรงประกาศเรียกคนยากคนจนมารับทรัพย์สมบัติของท่านไป ท่านได้ขนทรัพย์สมบัติออกแจกจ่ายเป็นทานหมดเลย แล้วก็ออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญตบะอยู่ในป่าภายใน ๗ วัน ท่านก็ได้บรรลุฌานสมบัติ ๘ เกิดอภิญญาต่าง ๆ

ในสมัยนั้น ท่านเพียงแต่เจริญสมถะ แล้วก็ได้รับอภิญญาอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เท่านั้น ไม่รู้วิธีการเจริญวิปัสสนา ได้แต่เพ่งให้จิตแน่วแน่จนได้ฌานสูงสุดคือ อรูปฌาน มีฤทธิ์เหาะได้ และฤทธิ์อื่น ๆ

วันหนึ่งท่านเหาะมาทางอากาศ เห็นคนกำลังถากทางกันมากมาย สุเมธดาบสจึงได้เหาะลงไปถามว่าท่านทั้งหลายกำลังทำอะไร คนเหล่านั้นตอบว่ากำลังถางทางเพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าพระทีปังกรกำลังเสด็จมาใกล้จะถึงแล้ว พอได้ยินว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาก็เกิดศรัทธาขอร่วมถากถางทางด้วย

ในขณะที่สุเมธดาบสกำลังกุลีกุจอถากถางทางอยู่แต่ยังไม่เสร็จดี พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก ๑ แสนรูปเดินทางมาถึง สุเมธดาบสเห็นว่าหนทางยังปรับแต่งไม่เสร็จยังคงชื้นแฉะเป็นโคลนเลนอยู่ จึงนอนราบลงบนพื้นที่บริเวณที่ชื้นแฉะนั้น ท่านเอาแผ่นหลังของท่านต่างสะพาน หวังที่จะให้พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกเสด็จไปบนร่างกายของตนเอง นี่เป็นการสร้างบารมีของท่าน แล้วในใจก็ตั้งความปรารถนาหวังที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

ท่านสุเมธดาบสได้เห็นพุทธลีลาของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความชื่นชมเลื่อมใสยิ่งนัก เมื่อพระองค์ทรงเสด็จมาถึงและได้ทอดพระเนตรเห็นสุเมธดาบสนอนราบอยู่เช่นนั้น พระพุทธเจ้าทีปังกรทรงทราบถึงความปรารถนาของสุเมธดาบส จึงทรงตรัสพยากรณ์แก่พระสงฆ์สาวกของพระองค์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูดาบสผู้มีตบะรุ่งเรืองนี้ ในกัปอันหาประมาณมิได้ระหว่างภัทรกัป (กัปที่มีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์) ดาบสผู้นี้จะสำเร็จสมความปรารถนาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านามว่า “โคดม” ดาบสผู้นี้จะกำเนิดเป็นโอรสของกษัตริย์ พระบิดานามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ พระมารดานามว่า พระนางสิริมหามายา แล้วจะสละราชสมบัติออกบวช ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณใต้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์(ต้นอัสสัตถะ) จะมีอัครสาวกเบื้องขวาและซ้ายชื่อว่า พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลาน์ มี พระอานนท์ เป็นพุทธอุปัฏฐาก มี พระเขมาเถรี และ พระอุบลวรรณาเถรี เป็นอัครสาวิกา จิตตคหบดีและหัตถกอาฬวกะ จักเป็นอัครอุบาสก นางอุตตราและนางขุชชุตตรา จักเป็นอัครอุบาสิกา”

เมื่อสุเมธดาบสได้ยินเช่นนั้นก็มีความปลื้มปิติใจที่ความปรารถนาของตนเองจะสำเร็จผลในอนาคต จากนั้นสุเมธดาบสได้นำดอกไม้ ๘ กำพร้อมของหอมมาบูชาพระทีปังกรโดยกระทำประทักษิณ

ในเวลาต่อมาสุเมธดาบสได้ใคร่ครวญถึงการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ต้องบำเพ็ญคือ “ทศบารมี” หรือบารมี ๑๐ ประการ ซึ่งบารมีข้อที่ ๑ ก็คือ ทานบารมี ท่านสุเมธดาบสได้ใคร่ครวญกับตนเองว่า ท่านจะต้องทรงบำเพ็ญทานบารมีดั่งการคว่ำหม้อน้ำ คือท่านจะให้ได้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง แบบไม่ให้มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่แก่คนทุกชนชั้น ดุจดังหม้อน้ำที่มีปากคว่ำลงนี่คือลักษณะของพระโพธิสัตว์

สุเมธดาบสได้พิจารณาต่อไปถึงบารมีข้อที่ ๒ คือ ศีลบารมี ท่านอุปมาศีลดั่งจามรีคือ จามรีจะเป็นสัตว์ที่รักขนหางของมันมาก มันยอมที่จะตายได้แต่ไม่ยอมให้ขนของมันหลุด ท่านได้ปรารภขึ้นกับตนเองว่า เราจะรักษาศีลของตนดุจดั่งจามรีที่รักษาขนหางของมัน ซึ่งก็คือ “จตุปาริสุทธิศีล” มี ๔ ประการ ดังนี้

๑. ปาฏิโมกขสังวรศีล คือ การสำรวมในศีล ศีลของพระมี ๒๒๗ ข้อ ศีลของเณรมี ๑๐ ข้อ ศีลของอุบาสกอุบาสิกามี ๘ ข้อ ศีลสำหรับฆราวาสมี ๕ ข้อ

๒. อินทรียสังวรศีล คือ การสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้บาปเกิดขึ้น

๓. อาชีวปาริสุทธิศีล คือ การเลี้ยงชีพโดยชอบธรรม มีการแสวงหาปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ให้ได้มาด้วยความบริสุทธิ์

๔. ปัจจัยยสันนิสิตศีล คือ การพิจารณาปัจจัย ๔ ก่อนบริโภค

บารมีข้อที่ ๓ ที่ต้องบำเพ็ญต่อไปคือ เนกขัมมบารมี การออกจากกาม การออกจากการครองเรือน ท่านสุเมธดาบสได้อุปมาบารมีข้อนี้เหมือนดั่งคนที่อยู่ในเรือนจำ ย่อมจะได้รับทุกข์ทรมาน ไม่มีความยินดีในเรือนจำนั้นเลย มีแต่จะหาช่องทางให้หลุดพ้นไป ข้อนี้ฉันใด เราจะบำเพ็ญบารมีโดยเห็นภพทั้งหลายดุจดังเรือนจำ จงมุ่งหน้าที่จะแสวงหาการออกจากภพ เราเปรียบดังนักโทษในเรือนจำที่ต้องพยายามหาทางออกจากคุก การจะบำเพ็ญเนกขัมมบารมีจะต้องเห็นโทษเห็นภัยของการอยู่ในภพ อยู่ในการครองเรือน ซึ่งมักต้องเสียใจกับความผิดหวังหรือความพลัดพรากยิ่งเรามีอุปาทานกับสิ่งใดเราก็ต้องทุกข์กับสิ่งนั้นมาก มีลูกก็ทุกข์เพราะลูก มีสามี/ภรรยาก็ทุกข์เพราะสามี/ภรรยา มีบ้านมีทรัพย์สมบัติก็ทุกข์เพราะบ้านเพราะทรัพย์สมบัติ หากบุคคลไม่ปรารถนาที่จะทุกข์ก็จงออกจากกาม ออกจากการครองเรือน

จากนั้นสุเมธดาบสได้พิจารณาถึงบารมีข้อที่ ๔ คือ ปัญญาบารมี ท่านได้อุปมาดั่งพระภิกษุที่เข้าไปบิณฑบาตมาเพื่อยังอัตภาพจากเคหะบ้านเรือนต่าง ๆ ไม่ว่าจะตระกูลสูงหรือต่ำก็ตาม เราจงแสวงหาความรู้กับบุคคลผู้มีปัญญาโดยไม่เลือกตลอดกาลทั้งปวงคือ พยายามแสวงหาบัณฑิตแล้วสอบถามข้อธรรมจากบัณฑิตเรียนรู้กับผู้มีความรู้ทุกเมื่อตลอดกาล เมื่อทำได้ดังนี้จะเป็นผู้ที่มีปัญญาบารมีเต็มเปี่ยมสามารถสำเร็จพระโพธิญาณได้

บารมีข้อที่ ๕ คือ วิริยบารมี ความเพียรนี้ท่านอุปมาดั่งราชสีห์ที่มีความเพียร ไม่ย่อหย่อนในอิริยาบททั้งการยืน เดิน นั่ง นอน ราชสีห์จะประคองใจรักษาท่าทางอยู่เสมอ นอนท่าใด ตื่นมาก็จะอยู่ในท่านั้น พระองค์ปรารภจะตั้งความเพียรไว้ให้มั่นคงในภพทั้งปวง ดุจราชสีห์ที่มีความเพียรจักบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้

“วิริเยนะ ทุกขมัจเจติ คนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร”

บารมีข้อที่ ๖ คือ ขันติบารมี ความอดทน ท่านอุปมาดั่งแผ่นดินที่จะสามารถรองรับทุกสิ่งที่เขาเทลงไปได้ ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะดีหรือไม่ดีอย่างไร แผ่นดินก็ไม่ว่าอะไร อดทนได้เสมอ คือจะมีความอดทนอดกลั้นได้เสมอกับสิ่งกระทบที่มายั่วยวนใจ ทั้งนินทาหรือสรรเสริญ อดทนต่อการยกย่องและการเหยียดหยามของชนทั้งหลาย จิตไม่ฟูไม่แฟบ มีจิตที่หนักแน่นดั่งแผ่นดิน

บารมีข้อที่ ๗ คือ สัจจบารมี ความสัจจริง ท่านอุปมาดั่งดาวประกายพฤกษ์ จะเที่ยงตรงเสมอ ไม่โคจรออกนอกวิถี ไม่ว่าฤดูฝน ฤดูหนาว หรือฤดูใด ๆ ก็ตาม ดาวเหล่านี้ก็จะอยู่ในทางโคจรคือ จงรักษาสัจจะ ไม่ให้เป็นอื่น พูดอย่างไรก็จงทำตามวาจาที่พูดไว้นั้น

บารมีข้อที่ ๘ คือ อธิษฐานบารมี ความตั้งใจไว้มั่น การมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย คือ การจะทำสิ่งใดก็ต้องมีเป้าหมาย มีจุดยืนที่จะเดินไป ไม่โลเล อุปมาเหมือนดังภูผาที่ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นไม่เคลื่อนที่แม้จะมีลมพัดแรงขนาดไหนก็ทรงตัวอยู่กับที่ได้ ท่านจะทำสิ่งใดจงเป็นไปเพื่อสิ่งที่มุ่งหวัง

คนเราที่เกิดมาแล้วนี่ มันต้องมีเป้าหมายของชีวิต ว่าเราจะทำอะไร เพื่ออะไร ไม่ใช่อยู่ไปลอย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะไปทางไหน อย่างไร ต้องมีเป้าหมาย ที่เราทำอยู่นี่เรามีเป้าหมายอะไร บางคนก็ว่าฉันจะหาเงินเพื่อรวย ๆ เพื่อลูกหลาน บางคนก็มุ่งสู่เกียรติยศชื่อเสียง มีลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นเป้าหมายของชีวิต คนทั่วไปมักคิดกันเช่นนี้ เราควรคิดพิจารณาเหล่านี้มันพาให้เราพ้นไปจากทุกข์ได้ไหม ความโศก ความเสียใจ ความพลัดพรากที่จะต้องเกิดขึ้น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่รอเราอยู่ เราจะพ้นได้ไหม

เราควรพิจารณาทบทวนให้ดีถึงเป้าหมายในชีวิตของเรา เราจะเดินไปทางไหน สู่จุดหมายอะไร ถ้าเราไม่มุ่งสู่การหมดกิเลส มันก็ไม่หมดปัญหา ไม่พ้นจากทุกข์ ถ้าเราไม่มุ่งสู่การชำระจิตให้บริสุทธิ์แล้ว ก็คงจะตั้งเป้าหมายผิด เพราะว่าจะวกวนอยู่ในความทุกข์ เป้าหมายก็ยังไม่รู้ จึงยังห่างไกล เราจะแสวงหาอะไรก็แล้วแต่ควรหาเพื่อเป็นปัจจัยสู่ความดับทุกข์ สู่ความสิ้นกิเลสให้ได้ ทุก ๆ สิ่งจะต้องโน้มไปสู่จุดนั้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง

เมื่อเรามีเป้าหมายของเราแล้ว เราก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า เราจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างไปสู่การชำระจิตใจของเราให้สะอาด ให้สิ้นกิเลส เพื่อความพ้นทุกข์ แล้วก็เพียรพยายามไป

บารมีข้อที่ ๙ คือ เมตตาบารมี ท่านอุปมาเหมือนกับฝนที่ตกลงมา ฝนตกแล้วย่อมไหลและแผ่ความเย็นไปทั่ว ไม่เลือกที่เหมือนดังการแผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าคนดี คนชั่ว คนที่เป็นศัตรูหรือเป็นมิตร คนที่ให้ประโยชน์เกื้อกูลหรือคนที่ไม่เกื้อกูล คือ แผ่เมตตาความปรารถนาดีไปทั่วเสมอกัน อย่างนี้จึงจะเป็นเมตตาบารมี

บารมีข้อสุดท้าย ข้อที่ ๑๐ คือ อุเบกขาบารมี ความวางเฉยท่านอุปมาเหมือนกับแผ่นดินอีกเหมือนกัน แผ่นดินที่มันมีความวางเฉยต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ทิ้งลงไป ไม่ได้ไปยินดียินร้ายด้วย เราจงเป็นผู้มั่นคงดุจตราชูทั้งในสุขและทุกข์ ในกาลทุกเมื่อ อุเบกขานี่ยากกว่าข้ออื่น ๆ เพราะบางทีเราอุเบกขาไม่ลงต่อคนชั่วใช่ไหมอย่างเช่น เราอดไม่ได้ที่จะตำหนิติเตียนคนชั่ว ส่วนการที่ไม่ไปกล่าวร้ายหรือนินทาคนดีนี่ทำง่ายกว่าใช่ไหม เมื่อเรารู้ว่าใครไม่ดีเราก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงความไม่ดีของเขา แต่บุคคลที่มีอุเบกขานี่ท่านจะหลีกเลี่ยงหมดแม้จะรู้แน่นอนว่าเขาไม่ดีจริง ๆ และหากมีใครมาพูดนำขึ้นก่อน ก็จะไม่พูดวิจารณ์ต่อไปกับเขาด้วย

การเจริญพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เราต้องเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา ๓ อย่างนี้ให้ได้ฌานก่อนจึงจะไปเจริญอุเบกขาต่อได้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ จะเจริญอุเบกขาได้เลย พอเจริญอุเบกขาได้ก็ได้ฌาน ๔
องค์ฌานในปฐมฌาน มี ๕ อย่างคือ วิตก วิจาร ปิติ สุข และเอกัคคตา

ฌานที่ ๑ มีวิตก วิจาร ปิติ สุข และเอกัคคตา

ฌานที่ ๒ มีวิจาร ปิติ สุข และเอกัคคตา

ฌานที่ ๓ มีปิติ สุข และเอกัคคตา

ฌานที่ ๔ มีสุข และเอกัคคตา

ฌานที่ ๕ จะเหลือแค่อุเบกขา และเอกัคคตา

จิตระดับเฉยนี่สุงสุดแล้ว คำว่า “วิตก” “วิจาร” ในที่นี้ไม่ใช่ฟุ้งซ่าน แต่คือการวิตกวิจารอยุ่ในอารมณ์กรรมฐาน ส่วนปิตินี่จะโลกโผน สุขนี่จะเยือกเย็นกว่า เปรียบเหมือนคนที่ทั้งหิว ทั้งร้อนพอเห็นสระน้ำนี่เกิดปลื้มปิติใจแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ดื่ม ยังไม่ได้อาบ แต่พอลงถึงสระน้ำลงอาบลงดื่ม ชื่นใจเย็นสบาย นี่คือสุข

ฌานที่ ๕ อุเบกขานี่จะประณีตกว่า จะเป็นอาการเฉยและตั้งมั่น คำว่า “วางเฉย” ในที่นี้หมายถึงไม่ยินดียินร้ายต่ออารมณ์วางเฉยนี่มี ๒ แบบ คือ เฉยแบบวิปัสสนา กับ เฉยแบบสมถะ

“เฉยแบบสมถะ” เป็นการเฉย ไม่สุข ไม่ทุกข์ อยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง

“เฉยแบบวิปัสสนา” เป็นการสัมผัสสัมพันธ์กับอารมณ์แบบมีปัญญา คือไม่ยินดียินร้าย เป็นการเฉย แต่ว่ารับรู้

ส่วนการเฉยแบบสมถะนี่เป็นการเฉยแบบไม่รู้ เฉยแบบวิปัสสนานี่รู้อารมณ์ต่าง ๆ แต่เฉยได้ เห็นทุกข์แต่ไม่ทุกข์ด้วย วางเฉยต่อทุกข์ได้ สมถะและวิปัสสนานี่จึงต่างกัน

สมถะ เป็นการนิ่งเฉยไปสู่ความสงบ ดับดิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ไหวติง เข้าฌานสมาบัติได้

วิปัสสนา เป็นการสังเกตสภาวะ วิจัยในธรรม สังเกตความเสื่อม ความดับ ความหมดไปสิ้นไป ขณะที่รับรู้อารมณ์ต่าง ๆ ไม่ใช่อยู่ในอารมณ์เดียว เป็นการรับรู้สภาวธรรมต่าง ๆ ที่กำลังปรากฏ แต่ไม่ยินดียินร้าย ได้ยินเสียงแต่ไม่ยินดียินร้ายด้วย เย็นร้อนอ่อนแข็งนี่รู้หมด จิตคิดก็รู้ จิตพอใจหรือไม่พอใจก็รู้

แต่สมถะนี่จะไม่รับรู้ จะนิ่งอยู่ที่เดียว จะเห็นว่ามันต่างกันถ้าเราหวังที่จะดำเนินไปสู่เป้าหมายความหลุดพ้นจากอาสวกิเลสก็ต้องไปให้ถึงวิปัสสนา จะนั่งแค่ให้นิ่งเฉย ๆ … สบาย เป็นสุขอยู่อย่างนั้นมันตัดกิเลสไม่ได้ ต้องสังเกตให้เห็นสภาวะ

บางคนไม่ชอบการรู้อารมณ์ต่าง ๆ ชอบแต่นิ่ง ๆ ไม่อยากรับรู้อะไร ชอบสบายอย่างเดียว สมถะนี่ชวนใจให้ติด ให้หลงใหลเหมือนคนที่เข้าห้องแอร์ เย็นสบาย ไม่อยากออกไปไหน

วิปัสสนานี่ ต้องออกมารับอารมณ์ ทั้งร้อน ทั้งหนาว ทั้งฝน ต้องรับรู้ ต้องต่อสู้ ต้องฝึกหัดที่จะทนทานไม่หวั่นไหว สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ ปวดก็รู้ เจ็บก็รู้ คิดก็รู้ รับรู้ทุกอย่าง ไม่ได้เลือกอารมณ์ อารมณ์ดี อารมณ์ร้ายก็รู้ไปหมด แต่ฝึกที่จะรู้อย่างปล่อยวาง อย่างวางเฉย

นี่เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ การปฏิบัติในแนวของวิปัสสนานี้ แม้ว่าจิตจะไม่สงบนิ่งแต่มีสติระลึกรู้อยู่ ก็เป็นการได้เจริญในธรรมอยู่ คิด…รู้ นึก…รู้ เห็น…รู้ ได้ยิน…รู้ ฟุ้ง…รู้ รู้อยู่เรื่อย ๆ นี่แหละ ได้พอกพูนสะสมสติมากขึ้น ๆ อย่าคิดว่าไม่ได้อะไร อย่าคิดว่าการได้อะไรคือต้องได้รับความสงบ คนที่ไม่ทำงานอะไรอยู่นิ่ง ๆ แต่เพียงอย่างเดียว ก็ไม่ได้ผลงานอะไร ต้องออกมาทำงาน สติปัญญาต้องออกมาทำงาน ไม่ได้สงบอยู่กับอารมณ์เดียว บางครั้งจึงต้องหวั่นไหวบ้าง กิเลสก็จะมีแทรกเข้ามาได้ แต่วิปัสสนานี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร กิเลสมาก็รู้ กิเลสจางคลายไปก็รู้ กิเลสหมดไปเป็นขณะ ๆ ก็รู้ ได้เรียนรู้ธรรมชาติทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะเวลายืน เดิน นั่ง นอน คู้เหยียด เคลื่อนไหว ก็เรียนรู้อยู่กับชีวิตความเป็นจริงของตนเองเช่นนี้เรื่อยไป ๆ นี่ก็เป็นความแตกต่างของสมถะและวิปัสสนาโดยย่อ ๆ ในคราวต่อไปก็จะแสดงโดยละเอียด

วันนี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขออนุโมทนาสาธุการ กับการที่ท่านทั้งหลายได้มาฝึกหัดอบรมตนเอง มารักษาศีล เจริญถาวนา เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอกุศลบารมีธรรมเหล่านี้จงเป็นปัจจัยให้ท่านทั้งหลายเป็นผู้เจริญด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึงซึ่งความพ้นทุกข์ คือ พระนิพพานทุกท่าน เทอญ.

จากหนังสือ “บนวิถีแห่งธรรม” เรื่อง “บารมี ๑๐ ทัศ วิถีโพธิสัตว์”

โดยพระครูเกษมธรรมทัต (พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา