ถ้าจะกราบไหว้… ต้องทำด้วยปัญญา – หลวงพ่อพุทธทาส อินทปัญโญ


อ่านด้วยปัญญานะคะ (-/\-) บทความนี้

แล้วเราจะได้ปัญญาจากท่านพุทธทาส

“…การยึดถืออาจารย์จะเป็นกรงขังวิญญาณของผู้ยึด

การถอนความยึดถือติดแน่นในลัทธิและนิกายนั้น ย่อมหมายถึงการไม่ยึดถือในบุคคล หรือวัตถุภายนอกอื่น ๆ ด้วย. การยึดถือบุคคลภายนอก เช่น ความยึดว่าบุคคลผู้นี้ หรืออาจารย์คนนั้นเป็นพระอรหันต์, หรืออาจารย์ของเราบรรลุมรรคผลขั้นนั้นขั้นนี้ เพื่อจะได้มีความเชื่อความเลื่อมใส และยึดเอาเป็นที่พึ่งแต่ผู้เดียว เช่นนี้เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างหนัก. การยึดถือเช่นนั้นแทนที่จะส่งเสริม กลับกลายเป็นกรงที่กักขังดวงวิญญาณของผู้ยึดไว้ ให้กลายเป็นลูกนกที่อ่อนแอ

ถ้าเป็นผู้ตื่นอาจารย์เกินไป ก็เป็นโอกาสที่จะถูกหลอกลวง จากอาจารย์ที่เป็นอลัชชีหรือลวงโลก. ถึงแม้ว่าบุคคลที่ตนยึดถือนั้น จะเป็นพระอรหันต์จริง ๆ ก็ตาม การยึดถือนั้นก็ยังไม่มีประโยชน์อันใด เพราะว่าตนจะรู้จักพระอรหันต์ไม่ได้ เว้นแต่ตนเป็นพระอรหันต์เองมาแล้ว; การยึดถือของตน จึงยึดไม่ถูกองค์พระอรหันต์ แต่ไปยึดถูกทิฏฐิที่โง่เขลาหรืออ่อนแอ อย่างใดอย่างหนึ่งเข้าเท่านั้น, หรืออย่างดีที่สุด ก็ไปยึดเข้า ที่เปลือกกายของพระอรหันต์ จะมีประโยชน์บ้างบางอย่างก็แต่ในขั้นศีลธรรม แต่เป็นของมืดมัวสำหรับความหลุดพ้นของจิต. เพราะฉะนั้น จึงต้องพยายาม ที่จะเห็นธรรมหรือองค์อรหันต์ที่แท้จริง แทนการพยายามยึดถือผู้นั้นผู้นี้ว่า เป็นพระอรหันต์.

การกราบไหว้พระภิกษุสงฆ์ มิใช่ด้วยความยึดถือในบุคคลนั้น ๆ แต่เป็นการกราบไหว้ ธง หรือ เครื่องหมายของพระอรหันต์ ทำนองเดียวกับที่เรากราบไหว้พระพุทธรูป อันเป็นเครื่องหมายแทนองค์พระพุทธเจ้า, หรือกล่าวอย่างธรรมดาที่สุด ก็เช่นเดียวกับราษฏรทุกคนเคารพผ้าธงไตรรงค์ อันเป็นเครื่องหมายแทนชาติ. หรือถ้าเรามองเห็นคุณความดีอย่างอื่นประจักษ์ชัด เรากราบไหว้คุณความดีนั้น ๆ เท่าที่รู้กันอยู่, แต่เราไม่ควรทึกทักเอาว่านั่นเป็นพระอรหันต์ อย่างพวกที่ตื่นพระอรหันต์.

เราใช้ตัวเราเองพิจารณาเองว่า ตามที่ท่านผู้นั้นกระทำอยู่นั้น จะเป็นการถอนตนออกจากโลก หรือทุกข์ หรือหาไม่ และเราจะทำตามอย่างท่านได้ ก็เฉพาะแต่ข้อที่ทำไปก็เห็นไปพร้อมกัน ว่าสามารถละกิเลสได้เพียงไร, และละได้แล้วจริง ๆ. เพราะฉะนั้น เราอาจกราบไหว้ สิ่งที่ควรกราบไหว้ทั่วไปก็ได้ โดยปราศจากความยึดถือ ชนิดที่เป็นกรงกักขังหัวใจ เป็นแต่กราบไหว้ด้วยปัญญา ที่รู้สิ่งที่ควรกระทำ.

การกราบไหว้ ทำด้วยปัญญา ไม่ต้องยึดถือ

การกราบไหว้เฉพาะอิฐปูน ที่เขาก่อเป็นพระพุทธรูป หรืออนุสาวรีย์อย่างอื่น ๆ ถือกันว่า เป็นการกระทำ ของคนที่ปราศจากความรู้ หรือของคนโง่เขลา. ความจริง; ท่านประสงค์ให้กราบไหว้ คุณความดี ของบุคคลที่ เขาสร้างอนุสาวรีย์นั้น ๆ ให้เท่านั้น. เมื่อท่านผู้นั้นมีชีวิตอยู่ ตัวท่านหรือร่างกายของท่าน เป็นผู้ที่รับการกราบไหว้ แทนคุณงามความดีในตัวท่าน. เมื่อท่านตายแล้ว ผู้อื่นช่วยกันสร้างอนุสาวรีย์ ให้เป็นที่รับการกราบไหว้แทนร่างกายท่าน. เพราะฉะนั้น ใจความสำคัญจึงมีอยู่ว่า ไม่ได้กราบอิฐปูน, แต่กราบไหว้คุณงามความดีของเขา, และทั้งกระทำโดยไม่ต้องยึดถือ. ทั้งนี้เพราะเหตุว่า เราจะไปยึดถือคุณงามความดีของผู้อื่นไม่ได้ ทำได้ก็แต่เพียงบูชาเขาด้วยน้ำใจที่ยุติธรรม หรือถือเอาเขาเป็นบุคคลตัวอย่าง ในคุณความดีอันประจักษ์ชัดแล้วนี้.

การไหว้พระพุทธรูปเหมือนเซ่นผีเป็นความยึดถือผิด

แต่เมื่อสังเกตดูโดยถี่ถ้วนแล้ว เราส่วนมากได้ละเลยความจริงอันนี้ และได้ปล่อยให้การยึดถือเข้าครอบงำหนักขึ้น. แม้ในหมู่พวกพุทธบริษัทเอง ก็มีไม่ใช่น้อยที่ทำไปด้วยความยึดถือ และกระทำแก่พระพุทธรูปซึ่งเป็นอิฐปูนนั้น ราวกะทำแก่คนที่มีชีวิตจิตใจจริง ๆ และเป็นคนที่ละโมบเสียด้วย.

พระพุทธรูปถูกประดับประดาด้วยผ้าสีต่าง ๆ เช่นเดียวกับเทวรูปของฮินดู ถูกประดับด้วยทอง เงิน และเปลี่ยนให้ตามฤดูกาลในปีหนึ่ง ๆ พระพุทธรูปได้รับการถวายอาหารคาวหวาน คล้ายกับเครื่องเซ่นผี ได้รับการพรมน้ำหอม และอื่น ๆ อีกมากเหลือที่จะพรรณา. ทั้งหมดนี้เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอย่างอื่นใด นอกจากความยึดถืออันผิดๆ และเลยกระทงแห่งศีลธรรมที่ดีงามไปเสียลิบลับ, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ผลร้าย คือ การกักกั้นจิตไม่ให้เข้าถึงพุทธธรรม ชนิดที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ให้สาวกเข้าถึง.

ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระชนม์ชีพอยู่ ไม่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นบูชา ไม่มีการไหว้รูปเคารพ มีบ้างก็แต่เจดีย์สร้างขึ้น เป็นอนุสาวรีย์แก่คนชั้นพระศาสดา เพื่อเกิดความสังเวชแก่ผู้พบเห็น เรียกสังเวชนียสถาน และเป็นกุศลแก่ผู้ได้ความสังเวช. แต่ในสมัยนี้มีการสร้าง พระพุทธรูปขึ้นเกลื่อนกลาด บูชากันอย่างรูปเคารพ ได้รับการกระทำเช่นเดียวกันกับ การเซ่นผีหรือการเล่นตุ๊กตาของเด็กเล็ก ๆ ; ซึ่งถ้าหากพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังทรงพระชนม์อยู่ถึงเวลานี้ หรือได้เสด็จมาเห็นเหตุการณ์ ที่พลิกแพลงไปถึงเพียงนี้ คงจะทรงเห็นพ้องด้วยพระมะหะหมัด ศาสดาแห่งชนชาวอิสลาม ในการที่ห้ามสร้างรูปเคารพ ที่สร้างขึ้นเพื่อหลงติด เขวออกไปนอกทาง แห่งการเข้าถึงพุทธธรรม และคงทรงห้ามมิให้ปล่อยความเชื่อถือหรือนับถือ ให้ไหลไปโดยปราศจากเหตุผลเช่นนี้ จนผิดจากความประสงค์เดิม.

เรากราบไหว้พระพุทธเจ้าในฐานะทรงเป็นดวงประทีป

เรากราบไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยอำนาจที่เรามีจิตแจ่มใส มีปิติปราโมทย์ในพระองค์ เพราะได้ทรงค้นพบสิ่งอันเร้นลับ หรือพุทธธรรมดังกล่าวแล้ว. เราได้ฟังธรรมที่พระองค์ทรงประกาศ พร้อมทั้งอรรถะพยัญชนะ พร้อมทั้งเหตุผลบริสุทธิ์บริบูรณ์ ไพเราะทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด พอที่จะให้เกิดความเชื่อขึ้นในตนเอง โดยไม่ต้องเชื่อตามพระองค์ ว่าถ้าทำไปเช่นนั้นจริง ๆ ความทุกข์จะหมดไปได้

เรากราบไหว้ในชั้นนี้โดยไม่ต้องยึดถือ ว่าพระองค์เป็นอะไร มากไปกว่า ผู้ที่ส่องประทีปให้เราเดินไปเอง และแสงสว่างแห่งดวงประทีปนั้นเราก็เห็นชัดอยู่ โดยนัยนี้จึงไม่มีการยึดถือ ชนิดที่จะพลิกคว่ำพระองค์ลงมาเป็นเจ้าผี ที่คอยอำนวยสิ่งต่าง ๆ ให้ ตามที่ผู้เซ่นไหว้เขาต้องการ. ทั้งไม่ต้องยึดถือแม้แต่เพียงว่า พระองค์จะช่วยเราหรือพาเราไป, เพราะพระองค์ตรัสว่า เราจะต้องเดินไปเอง พระองค์ส่องไฟให้เราจุดดวงไฟ ชนิดเดียวกับของพระองค์ขึ้นเพื่อเราเอง…”

จากหนังสือที่ได้รับคำพยากรณ์ว่า
“จะไม่ตาย”

“วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม” (หน้า 92-97)
พุทธทาส อินทปัญโญ