(อ่านออนไลน์) วิถีสู่ความดับทุกข์ – พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)

นะมัตถุ รัตตะนะตะยัสสะ ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ขอความผาสุกความเจริญในธรรม จงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
ต่อไปนี้ จะได้ปรารถธรรมะตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติธรรมอันเป็นแนวทางสู่ความดับทุกข์ หรือสู่วิมุตติความหลุดพ้นซึ่งเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา
การเจริญภาวนานั้นมี 2 อย่างคือ การเจริญสมถภาวนาและการเจริญวิปัสสนาภาวนา
สมถภาวนา เป็นการปฏิบัติเพื่อยังจิตใจให้เข้าถึงความสงบ โดยเพ่งอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จนกระทั่งจิตนิ่งสงบเป็นสมาธิ
วิปัสสนาภาวนา เป็นการเจริญสติให้เกิดปัญญา มีความรู้แจ้งเห็นจริงว่า สังขารชีวิตนี้เป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงเกิดดับบังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน อย่างนี้เรียกว่าเกิดปัญญา ปัญญาก็จะชำแรกประหาณกิเลส เมื่อกิเลสลดน้อยลง ความร้อนใจทุกข์ใจก็ลดลง ความเย็นก็ปรากฏ ความสุขก็ปรากฏยิ่งความร้อนมอดลงไปดับสนิทเมื่อไร ก็พบกับความเย็นสนิทมากเท่านั้น เรียกว่า “นิพพาน” นิพพานก็คือความเย็น หรือความที่เพลิงทุกข์ เพลิงกิเลสดับสนิทนั่นแหละ นิพพานก็เป็นไปตามชั้นของอริยบุคคล พระโสดาบัน ก็ละกิเลสได้ระดับหนึ่ง พระสกทาคามี ก็ละกิเลสได้อีกระดับหนึ่ง พระอนาคามี ก็ละกิเลสได้อีกระดับหนึ่ง จนกระทั่งระดับพระอรหันต์ ก็ดับเพลิงทุกข์แพลิงกิเลสได้โดยสิ้นเชิง ใจก็จะเย็นสงบสนิทอย่างชนิดความเร่าร้อนความเศร้าหมองจะไม่กำเริบขึ้นมาได้อีกเลย
เราก็มาเดินตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า คือเดินตามคำสอนของพระพุทธองค์ อย่าคิดว่าเราไม่มีหน้าที่ปฏิบัติเพราะเราทำงาน เรายังอายุไม่มาก เราไม่ได้อยู่วัด ไม่ใช่หน้าที่ของเรา อย่าไปคิดอย่างนั้น บุคคลใดที่มีความทุกข์ บุคคลใดที่ยังมีกิเลส บุคคลนั้นก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ เพราะการปฏิบัติก็เพื่อที่จะดับความทุกข์ เพื่อที่จะชำระกิเลส เหมือนคนที่ไม่มีโรค ก็เห็นว่าหมอไม่จำเป็น แต่คนที่มีโรคภัยไข้เจ็บมีความเจ็บปวด ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ยา ต้องได้รับการรักษาจากหมอ พวกเราก็มีโรคคือกิเลส จึงจำเป็นต้องมียารักษา ซึ่ง ธรรมโอสถที่พระพุทธเจ้าได้ประทานไว้ให้ก็คือ สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน
ต่อไปนี้จะอธิบายแนวทางปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐานพอสังเขป ซึ่งมี 3 แนวทาง คือ
แนวทางที่ ๑ คือ เจริญสมถะก่อนแล้วต่อวิปัสสนาทีหลัง ที่เรียกว่า สมถปุพพังคมวิปัสสนา (วิปัสสนามีสมถะนำหน้า) วิธีปฏิบัติก็คือ ทำจิตให้นิ่ง โดยเพ่งลมหายใจ หรือเพ่งกสิณต่าง ๆ ซึ่งมีถึง ๑๐ อย่าง หรือเพ่งอสุภะ เป็นต้น เพ่งจนกระทั่งได้ฌาน เมื่อได้ฌานก็จะมีปิติ มีความสุข มีสมาธิเรียกว่าองค์ฌาน แล้วจึงยกองค์ฌานนั้นๆ มาพิจารณา โดยน้อมมากำหนดที่ปิติ ที่ความสุข ที่สมาธิ ดูจิต ดูผู้รู้ ผู้ดูจนเห็นความเปลี่ยนแปลง เกิดดับ เห็นไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เข้าสู่วิปัสสนาได้
แนวทางที่ ๒ คือ เจริญวิปัสสนานำหน้าแล้วสมถะก็ตามมาทีหลัง ที่เรียกว่า วิปัสสนาปุพพังคสมถ (สมถะมีวิปัสสนานำหน้า) แนวทางนี้ก็คือการเจริญสติในชีวิตประจำวันนั่นแหละ วิธีการปฏิบัติก็คือ เมื่อยืน เดิน นั่ง นอน คู้เหยียด เคลื่อนไหว เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส คิดนึก รู้สึกอะไรต่าง ๆ ก็เจริญสติระลึกรู้ แต่การระลึกรู้นี้ต้องให้ตรงต่อสภาวะปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏคือ ลักษณะการเห็น การได้ยิน การรู้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัส เหล่านี้เป็นสภาวะปรมัตถ์ ต้องกำหนดรู้ว่าลักษณะเห็น ลักษณะได้ยินเป็นอย่างไร ลักษณะรู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสที่เกิดที่ตัวเรานี้เป็นอย่างไร เมื่อเห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสเย็นบ้าง ร้อนบ้าง ตึงบ้าง หย่อนบ้าง อ่อนแข็งบ้าง ไหวบ้าง สบาย ไม่สบาย คิดนึก ใจรู้สึกระลึกไปต่าง ๆ ก็ให้สังเกตไปทั้งหมดที่เกิดที่กายที่ใจนี้ หมั่นสังเกต หมั่นระลึกบ่อยๆ สติก็จะเจริญขึ้นและจะรู้เท่าทันต่อสภาวะ นอกจากนี้ก็ให้ ฝึกปล่อยวาง อยู่ในตัว คือต้องรู้ละรู้ปล่อยวาง ในที่สุดสมาธิก็จะเกิดขึ้นมาเอง
แนวทางที่ ๓ คือ เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป ที่เรียกว่า ยุคนันธสมถวิปัสสนา (สมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน) ซึ่งคนในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่จะเหมาะกับแนวนี้ เพราะคนในยุคปัจจุบันจะให้ไปเจริญสมถะจนได้ฌาน ให้จิตดับนิ่งสามารถเข้าฌาน-ออกฌานได้คล่องแคล่วนั้นไม่ใช่ทำได้ง่ายเพราะต้องอยู่ในสถานที่ที่สงบวิเวกจริงๆ มีคนเป็นส่วนน้อยที่อยู่ในสถานที่ไม่สงบแต่สามารถทำจิตให้นิ่งจนได้ฌานได้ ฉะนั้นเมื่อเราปฏิบัติตามแนวทางที่ ๑ คือทำฌานก่อนก็ทำไม่ได้ จะเจริญวิปัสสนาไปเลยตามแนวทางที่ ๒ ก็ยังมีปัญญาไม่พอ ยังไม่รู้จักรูปนาม กำหนดไม่ถูก ไม่รู้สภาวะปรมัตถ์เป็นอย่างไร บัญญัติเป็นอย่างไร และบางคนถ้าไม่มีสมาธิบ้างเลยจิตก็ล่องลอย ตั้งสติไม่อยู่ บางคนจึงต้องมีสมาธิอยู่บ้างจึงจะระลึกได้ ถ้าเราเป็นเช่นนี้ก็ต้องใช้แนวทางที่ ๓ คือ การเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป
ในวันนี้อาตมาจะพูดถึง การเจริญวิปัสสนา หรือ การเจริญสติโดยเฉพาะ ซึ่งในขณะที่ปฏิบัติธรรมอยู่ต่างก็มีสภาวะ มีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ประพฤติปฏิบัติใหม่ๆ ส่วนมากก็จะเกิดนิวรณ์มารบกวนจิตใจ เราจะแก้ไขได้อย่างไร
นิวรณ์แปลว่า เครื่องกั้นความดี หากเกิดขึ้นก็จะทำให้ สติ สมาธิ ปัญญา ถูกตัดรอนไป เพราะว่าว่านิวรณ์นั้น เป็นธรรมฝ่ายอกุศล คือฝ่ายไม่ดี ส่วนสติ สมาธิ ปัญญา เป็นธรรมฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายดี เมื่อนิวรณ์เกิดขึ้น ก็จะมาทำลายมาตัดรอนสติ สมาธิ ปัญญา ในขณะเจริญภาวนา
แต่หากว่าเราเป็นผู้ฉลาด ปฏิบัติตามคำสอนที่พระพุทะเจ้าได้แสดงไว้ ก็สามารถจะเอานิวรณ์มาเป็นประโยชน์ได้ แม้ว่าจะเป็นธรรมฝ่ายอกุศลก็ตาม ถ้าฉลาดก็สามารถเอาอกุศลเหล่านั้นมาเป็นคุณมาเป็นประโยชน์ได้
เป็นคุณได้อย่างไร เป็นคุณก็โดยที่เอามาเป็นกรรมฐานเมื่อนิวรณ์เกิดขึ้นก็เอานิวรณ์เป็นกรรมฐาน กรรมฐานคือที่ตั้งของสติ พอมาเป็นที่ตั้งของสติ สติเกิดขึ้นจิตก็กลับเป็นกุศลเกิดขึ้นสลับ เมื่อสติเจริญขึ้น ปัญญาก็เกิดขึ้นได้ นิวรณ์จึงเป็นประโยชน์ ฉะนั้น เจริญสติได้โดยการระลึกรู้นิวรณ์ต่าง ๆ ที่กำลังปรากฏ นิวรณ์เหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ หรือเป็นที่ตั้งของสติ การตามระลึกรู้ในนิวรณ์ต่างๆ ที่กำลังปรากฏเป็นธัมมานุปัสสนาปฏิปัฏฐานคือ สติตามระลึกรู้เท่าทันนิวรณ์หรือสภาวธรรมที่กำลังปรากฏอยู่นือง ๆ ซึ่งนิวรณ์มักจะเกิดขึ้นมากกับผู้ที่อบรมกรรมฐานใหม่ ๆ
นิวรณ์มี ๕ ประการคือ
๑. กามฉันทนิวรณ์ ได้แก่ ความกำหนัดยินดี ในกามคุณอารมณ์ จิตใจเลื่อนไหล ใฝ่ฝัน ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าใคร่น่าปรารถนา
๒. พยาปาทนิวรณ์ ได้แก่ ความพยาบาทอาฆาตมาดร้าย เกิดปฏิฆะ ความคับแค้นในจิตขึ้นมา
๓. อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ฟุ้งซ่านก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง รำคาญใจก็เป็นอีกอย่างหนึ่งฟุ้งซ่านก็คือความซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ รำคาญใจก็คือหงุดหงิด
๔. ถีนมิทธนิวรณ์ คือ ความหดหู่ท้อถอย ง่วงเหงาหาวนอน
๕. วิจิกิจฉานิวรณ์ ได้แก่ ความสงสัยลังเลใจ
นิวรณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้สำหรับปุถุชนที่จิตยังไม่มีสมาธิมากพอ หรือสติสัมปชัญญะยังไม่มีกำลังพอ ก็มีนิวรณ์เกิดขึ้นได้เสมอ
วิธีแก้นิวรณ์ด้วยวิปัสสนานั้นมีหลักวิธีอยู่ว่า เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้นให้กำหนดรู้สิ่งนั้น นิวรณ์ใดเกิดขึ้นก็เจริญสติระลึกรู้นิวรณ์อันนั้นที่กำลังปรากฏ การเข้าไปรู้จะต้องมีท่าทีที่ถูกต้องคือรู้อย่างปล่อยวาง วางเฉย รู้อย่างปกติ มิใช่รู้อย่างเกลียดชังไม่ใช่รู้อย่างผลักไส ไม่ใช่รู้ด้วยการบังคับ ไม่ใช่ด้วยการอยากให้มันหายไป หรืออยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
จะต้องวางท่าทีที่ถูกต้อง คือระลึกรู้ด้วยความปล่อยวางด้วยความวางเฉย ระลึกรู้ด้วยจิตใจที่เป็นกลาง ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย นี่เป็นส่วนสำคัญของผู้ปฏิบัติที่จะต้องรู้ต้องฝึกหัด รู้การปฏิบัติว่าเจริญสติเข้าไประลึกรู้ตรงไหม ถูกต้องไหม “ตรง” หมายถึงตรงตัวของนิวรณ์ ของสภาพธรรมนั้น ๆ ที่กำลังปรากฏ เรียกว่าเข้าไปจรดลักษณะสภาวะของธรรมชาติ จรดอาการปฏิกิริยาความจริงตามธรรมชาติของสิ่งนั้น ตรงตัวถูกต้อง พร้อมการวางจิตปกติเป็นกลางได้
จะต้องคอยสังเกตดูจิตใจตนเอง และคอยปรับคอยผ่อนให้ถูกต้องอยู่เสมอ เพราว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีความเปลี่ยนแปลง มีความไม่คงที่ ตัวสติสัมปชัญญะก็เป็นธรรมชาติที่ต้องเปลี่ยนแปลง เกิดดับไปเหมือนกัน เพราฉะนั้นจะต้องมีการเฝ้าระวัง ต้องคอยปรับคอยดูรู้เท่าทันอยู่เสมอ คอยสังเกตคอยพิจารณาอยู่ตลอดเวลา
หลักการทางวิปัสสนาไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก ไม่ต้องไปคิดนึกหาอุบายอะไรทั้งหมด เพียงแค่ระลึกรู้สิ่งต่าง ๆ ที่กำลังปรากฏด้วยความปล่อยวางเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นนิวรณ์ข้อไหนเกิดขึ้นก็เข้าไปรู้ตัวนั้น ดูอาการดูปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นว่าเขาจางลง เขาคลายลงหรือสลายหายไป ไม่ว่าจะเป็นราคะ ความรัก ความใคร่ ความกำหนัดยินดี ก็เข้าไปรู้อาการความรู้สึกที่กำลังปรากฏ มันเกิด มันแรงขึ้น หรือมันเบาลง จางลง หรือมันคลายลงหรือสลายหายไป
โดยปกติแล้วเมื่อสติสัมปชัญญะเข้าไปดูเข้าไปรู้ เขาก็จะแก้ไขกันเองโดยธรรมชาติ เรียกว่าเอาธรรมฝ่ายดีเข้าไปสลับ การเข้าไประลึกรู้ นั่นคือเข้าไปเกิดแทน แต่ว่าความรู้สึกของผู้ปฏิบัติ จะรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นยังไม่หาย เข้าไปดูแล้วก็ยังไม่หาย เช่น เราเกิดโทสะ เกิดความแค้น เกิดความรู้สึกไม่พอใจ สติสัมปชัญญะเข้าไปดูในลักษณะว่ามันยังโกรธอยู่ ยังคับแค้นอยู่ ยังไม่สบายใจ ก็ต้องพิจารณาว่า ดูนั้นดูอย่างปล่อยวางไหม ดูแบบวางเฉยไหม ถ้าปรับถูกต้องก็จะพบว่าอาการของความโกรธความแค้นจะจางคลายให้ดู ถ้าสติสัมปชัญญะที่เข้าไปดู ยังไม่มีความคมกล้า ยังไม่มีความถูกต้องสมบูรณ์แบบ หรือว่ายังไม่เกิดต่อเนื่อง มันเหมือนกับว่านิวรณ์เหล่านั้นยังเกิดอยู่ ยังแสดงอาการอยู่ แต่เมื่อเราใช้ความพากเพียรดูไป รู้ไป อดทน อดกลั้น วางเฉย ก็จะเห็นธรรมชาติเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลง มีความจางคลายให้ดู มีความเกิดและความดับปรากฏให้เห็น บางทีมันก็ดับวูบลงไปทันที ถ้าสติสัมปชัญญะของเรามีความคมกล้า รู้ได้ตรงตัวมันจริง ๆ ปล่อยวางจริง ๆ ความโกรธเหล่านั้นก็จะแสดงอาการดับหายไปทันที จะพบว่าสิ่งเหล่านี้มีความหมดไป ไม่เที่ยงบังคับไม่ได้ทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเกิดความง่วงเหงาหาวนอนหรือความท้อถอยก็ตาม ก็กำหนดรู้สภาพที่กำลังปรากฏ เวลาเกิดความง่วง เกิดความท้อถอยมีอาการอย่างไร ที่ท้อถอย ทางกายรู้สึกอย่างไร ที่มีอาการง่วง มีทุกข์ไหม เวลาง่วงจะเกิดความทุกข์ ทุกขเวทนาเกิดขึ้นในสมอง จะมีความล้า ความมึน ความซึม จิตใจท้อถอย สติสัมปชัญญะก็เข้าไปรู้เข้าไปพิจารณาสังเกตลักษณะเหล่านั้นด้วยความวางเฉย ดูไป ดูไปเขาก็จะแสดงอาการคลี่คลายให้ดูหรือสลายตัวให้ดู แล้วเกิดเป็นความโปร่ง ความโล่ง ความตื่นตัวขึ้นมาแทนที่
นั่นคือวิธีการของวิปัสสนา โดยไม่ต้องหาอุบายหรือหาเรื่องอะไรมาคิดมานึกสอนใจอะไรทั้งหมด ใช้การระลึกรู้ อะไรเกิดขึ้นก็รู้อันนั้น ไม่ต้องคิดอะไรทั้งหมด ราคะเกิดขึ้นก็ดูราคะ โทสะเกิดขึ้นก็ดูโทสะ ง่วงเกิดขึ้นก็รู้ง่วง ไม่ต้องคิดอะไร เวลาง่วงจิตมันเคลิ้ม ๆ คล้ายจะหมดความรู้สึกไป เพราะว่าหลับ ดูความหลับดูความตื่น ก็จะจับมันได้หยก ๆ มองเห็นความหลับไปหยก ๆ สติก็จะคว้าความหลับมาสังเกตได้ทันนิดหนึ่ง ให้ได้เห็นความต่างกันระหว่างความหมดความรู้สึกและการมีความรู้สึก ถ้าดูอย่างนี้บ่อย ๆ ก็จะไม่เป็นผู้ที่นั่งสัปหงก จะเป็นผู้ที่มีจิตใจตื่น รู้ตัวพร้อมเสมอ การรู้ทันก็จะเห็นความง่วงหมดไปเองในที่สุด
เมื่อเกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ก็กำหนดดูความฟุ้งซ่านรำคาญใจ แต่ก็ดูด้วยความวางเฉย อย่าไปดูแบบคิดว่าขอให้สงบ อย่างนี้เป็นการไปเติมเชื้อเพลิงเข้าไปอีก เป็นการไปเติมเชื้อให้กิเลส ถ้าเราดูด้วยความอยากสงบ ความอยากนั้นเป็นกิเลส เป็นตัณหา ตัณหามันก็เป็นพวกเดียวกัน ความโกรธ ความฟุ้งซ่าน เป็นอกุศลเป็นกิเลส ตัณหาก็เป็นกิเลสเป็นพวกเดียวกัน เพราะถ้าจะอุปมาแล้วความฟุ้งซ่าน หรือความโกรธมันเป็นไฟ ตัณหาก็เป็นเชื้อเพลิง เราจะดับไฟแต่เราใส่เชื้อเพลิง มันก็ยิ่งลุกกันใหญ่ เกิดความเดือดดาลใจคับแค้นใจมากขึ้น จะรู้สึกว่าไม่เป็นดังใจ เมื่อไม่เป็นดังใจจะยิ่งฟุ้งยิ่งโกรธ ยิ่งไม่สบายใจ โกรธตัวเองว่าทำไมทำอย่างไรก็ไม่สงบ
เพราะฉะนั้นเวลาฟุ้ง กำหนดดูความฟุ้งซ่านด้วยความปล่อยวาง ต้องสังเกตให้ดีว่าเรากำหนดรู้ด้วยความปล่อยวางเป็น ดูเขาไปเฉย ๆ เท่านั้น ที่เขาแสดงอาการฟุ้งซ่าน เร่าร้อน ดูเขาไปด้วยความวางเฉย ส่วนมากเราจะทนไม่ไหว กระสับกระส่าย โกรธ เกลียดชัง ฉะนั้น เราต้องอดทนในระยะแรกๆ แล้วจะดับไฟได้ เหมือนกับว่า ไฟมันกำลังลุก เราจะดับไฟเราก็ต้องหันหน้าเข้าไป มันก็ย่อมต้องเจอความร้อนถ้าเราหลบเลี่ยงไม่อดทน มันก็ดับไม่ได้
ในขณะที่ดูกิเลส ดูโทสะ ดูความฟุ้งซ่าน รู้สึกว่าเป็นทุกข์ร้อนก็ต้องอดทนวางเฉย ทำใจควบคุมให้เป็นปกติ ไม่กระวนกระวาย ไม่กระสับกระส่าย ไม่เกลียดชัง ก็จะเป็นการดับไฟที่ถูกต้อง ไฟก็จะคลี่คลายคือจะมอดให้ดู ใจเรามันเร่าร้อนเหมือนไฟลุกมามากแล้ว จะให้มันดับทันทีก็ไม่ได้ต้องค่อยๆดับลง ก็อาจยังมีความร้อนอยู่ จนกว่ามันจะดับสนิทจนเย็นสนิท
การปฏิบัติจึงต้องมีความขันติอดทน มีวิริยะความพากเพียร มีการพิจารณาการใส่ใจ ปล่อยวาง วางท่าทีอย่างถูกต้อง ท่าทีที่ถูกต้องคือความรู้จักวางเฉย รู้จักปล่อยวาง รู้จักทำใจให้ปกติ กำหนดเข้าไปรู้ทุกข์ต้องทำใจวางเป็นปกติไม่กระวนกระวาย ไม่กระสับกระส่าย ไม่ยินดียินร้าย แล้วสภาวธรรมเหล่านั้นเขาก็จะคลี่คลายให้เห็น เปลี่ยนแปลงให้เห็น และดับไปให้เห็นเอง
หน้าที่ของการปฏิบัติคือการเข้าไปเรียนรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่ได้มีหน้าที่ไปบังคับ จริงอยู่ว่า เป้าหมาย หรือผลลัพธ์ ผลสุดท้ายก็คือสามารถจะดับไปสิ้นเชิง แต่ว่าวิธีการปฏิบัติไม่ต้องไปคิดให้มันดับ แต่ทำหน้าที่ให้ถูกต้องคือเรียนรู้กับสภาพธรรมเหล่านั้นตามความเป็นจริง เขาเกิดอย่างไร เขาปรากฏอย่างไร เขามีเหตุมีปัจจัยอย่างไร แสดงอาการอย่างไร ก็ดูเขาไปอย่างนั้น ดูเขาด้วยความวางเฉยเป็นวิธีการดับ แต่ถ้าดูด้วยการไม่วางเฉย ก็จะไม่ใช่เอาน้ำไปดับอย่างเดียวแต่เอาเชื้อเพลิงเติมเข้าไปด้วย ถ้าใช้น้ำด้วยน้ำมันด้วย ก็เลยดับได้ยาก หรืออาจดับไม่ได้ ฉะนั้นต้องดูด้วยความวางเฉย การดูด้วยความวางเฉยจะเป็นเหมือนน้ำล้วนๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดับไฟ
นิวรณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น กามฉันทนิวรณ์ ซึ่งเกิดมาจากความตรึกนึกความดำริ ความคิด ความตรึกขึ้นมาก่อนโดยไม่รู้ตัวแต่แรก แต่เมื่อมารู้ตัวก็ปล่อยให้เคลิบเคลิ้มกับความคิดเหล่านั้น กามฉันทะจึงเกิดขึ้น แต่ถ้าหากรู้ทันไม่ปล่อยให้จิตเป็นไปด้วย ความตรึกนึกก็ดับลงได้ รู้ความตรึกนึกแล้วมันก็ดับลง แต่หากว่าอาการเกิดขึ้นแล้วปล่อยให้เกิด ก็ถือว่าไฟลุกแล้ว ก็ต้องกำหนดดูไฟที่ร้อนแรงที่กำลังมีปฏิกิริยา ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ฉะนั้นความร้อนในจิตใจก็ต้องดับด้วยการไม่นึกว่าจะให้มันดับ แต่ดับด้วยการรู้อย่างปกติ รู้อย่างปล่อยวาง ต้องดูเขาไปเฉย ๆ เขาเกิด เขาจาง เขาคลาย ทำอย่างนี้มันเกิด ปล่อยวางอย่างนี้มันจางลง ดับลง ก็เห็นมันดับไป แล้วก็รู้ตามธรรมชาติของจิตใจที่ว่างเปล่าจากกิเลสเหล่านั้น จิตที่กิเลสหลุดไปนิวรณ์หลุดไปคลายไปมีสภาพอย่างไร มันโปร่งมันเบาผ่องใส มันเยือกเย็น ก็ดูรู้เท่าทัน การระลึกรู้หรือการดูสภาพธรรมอย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นธัมนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดูกิเลสที่มีในจิตใจตนเอง สภาพธรรมต่าง ๆ เข้ามาเกิดร่วมอยู่ด้วยกัน นิวรณ์กับจิตก็อยู่ด้วยกัน ราคะก็เกิดอยู่ที่จิต โทสะก็เกิดอยู่ที่จิต โมหะ ฟุ้งซ่าน สงสัย ท้อถอยก็อยู่ที่จิต สิ่งเหล่านี้เป็นเจตสิก ราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่านรำคาญสงสัย เป็นเจตสิกธรรมที่เกิดร่วมอยู่กับจิต
เราจะพิจารณาในแง่ไหน ถ้าพิจารณาเอาจิตมาเป็นประธานว่าจิตนี้มีสิ่งใดมาเกิดร่วม เช่น จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ ก็เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จะดูจิตเฉพาะจิตตรง ๆ ก็คือดูสภาพของจิตที่รับรู้อารมณ์ ดูกิริยาทางจิต ภาษาธรรมะรียกว่าดูลักษณะของจิตแต่ถ้าพูดด้วยภาษาที่สื่อกันง่าย ๆ ก็คือสังเกตกิริยาของมัน จิตมันมีการน้อมไปในการรับรู้อารมณ์ ส่วนคุณลักษณะในจิตมันมีอาการปฏิกิริยาเรียกว่า เป็นอาการหรือความรู้สึกกำหนดเห็นจิตรับรู้อารมณ์ รู้อารมณ์หมดไป รู้อารมณ์หมดไป แกว่งไกวไหวสู่อารมณ์นั้นหมดไป รู้อารมณ์นี้หมดไป อย่างนี้จะดูยากขึ้น ดูลักษณะดูกิริยาของจิตที่มีสภาพรับรู้อารมณ์ถ้ามันหยาบขึ้นก็จะดูง่าย ว่าขณะนี้จิตมันคิดนึก จิตมันคิดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรียกว่า สติระลึกรู้ความคิดที่เกิดขึ้น
เมื่อจิตมีความคิดไปในเรื่องกาม ก็รู้ทัน หรือมันคิดไปถึงคนนั้นคนนี้ก็รู้ไปที่ความคิด เรียกว่ารู้ที่จิตเหมือนกัน แต่ถ้าจิตมันละเอียดขึ้น เมื่อประพฤติปฏิบัติไปแล้วรู้สึกตัวมีสติสมาธิครองอยู่ จิตไม่ได้นึกคิดอะไรออกไป เพราะมีสติรับรู้ดูสภาวธรรมอยู่ หรือว่าขณะนั้นจิตมีความสงบอยู่ จิตกำลังมีอารมณ์เป็นความว่างอยู่ก็ตาม ก็จะดูยากขึ้นอีก เพราะว่าจิตไม่ได้คิดนึกอะไร จิตกำลังรับรู้อารมณ์หรือสภาวะ ก็เป็นสภาพของจิตที่กำลังรับรู้อารมณ์เช่นเดียวกัน ก็ต้องพิจารณากำหนด ต้องสังเกตความเป็นไป
ปัญหาของผู้ปฏิบัติบางท่านก็เช่น อาจเกิดความเคร่งเครียดทางร่างกาย ร่างกายมีความเคร่งตึง โดยเฉพาะถ้าปฏิบัติมาหลาย ๆ วัน จะรู้สึกว่าบางคนก็มีความเคร่งตึงที่ศีรษะ ใบหน้า ลำคอ บางคนจะแน่นตึงหน้าอก นี่ก็เกิดจากการที่การเจริญสตินั้นขาดความเป็นปกติ คือการเจริญสติด้วยการเข้าไปบังคับเข้าไปจดจ้อง เช่น บังคับลมหายใจโดยไม่รู้ตัวก็จะเกิดความอึดอัดแน่น บางคนก็เจ็บที่ทรวงอกเจ็บที่หัวใจ หรือบางคนเพ่งจิตแต่ไปจับที่หัวใจ หรือบางคนกำหนดลมหายใจโดยไม่ได้ผ่อนคลาย ลมเข้าไปก็ไปค้าง ลมเข้าไปใหม่ก็ไปอัด ทำให้เกิดความเจ็บ หรือแม้แต่เรื่องของการกำหนดดูที่ไม่ได้ปล่อยวาง ซึ่งการดูด้วยการบังคับจับจ้องจะเอาให้ได้โดยไม่รู้ตัวว่านั่นคือการบังคับ การพยายามที่จะจับอารมณ์ จับสภาวะจะให้เท่าทันก็เกิดความเข้าไปเข้มงวด ระบบสมองก็เกิดความบีบตัวให้เกิดความตึง เกิดความเกร็งในสมองกลายเป็น ยิ่งปฏิบัติแล้วยิ่งเครียด นั่นเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง
ที่จริงการเจริญวิปัสสนาเป็นเรื่องของการคลี่คลายความเครียด ถ้าปฏิบัติถูกต้องแล้วสมองจะต้องคลี่คลาย จะต้องโปร่งจะต้องเบา ถ้าปฏิบัติแล้วเคร่งตึงแสดงว่า มีความไม่ถูกต้องในการวางท่าทีของสติสัมปชัญญะ มีความไม่ถูกต้องคือมีตัณหาเข้าไปบงการ เมื่อตัณหาเข้าไปบงการก็จะเข้าไปล้ำหน้า ไปจ้อง ไปจับ ไปบังคับ ทำให้สมองเกร็ง พอสมองเกร็งก็ยิ่งปล่อยวางไม่เป็น พอเกิดทุกขเวทนา ทุกขเวทนาก็จะดึงเอาจิตเข้าไปหาตัวมัน เข้าไปรู้ ก็เกิดทุกข์ เกิดทุกข์ แล้วปล่อยวางไม่เป็นก็ยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่ ก็จะทำให้เกิดการปวดศีรษะได้ เพราะฉะนั้นการแก้ก็ต้องมีความละเอียดมาก คืออย่าเผลอไปบังคับ อย่าเผลอไปเพ่งจ้อง
ยังปฏิบัติมาไม่มากก็ยังไม่เกิด ถ้าปฏิบัติมามากแล้วเคยเป็นแล้ว ผิดพลาดนิดเดียวก็จะเกิดอาการทันที หรือถ้ากายเคร่งตึงก็จะเกิดขึ้นทันที ถ้าปฏิบัติใหม่ ๆ เกิดเผลอบังคับมันก็ยังไม่เป็นไร เพราฉะนั้น เมื่อเกิดอาการเคร่งตึงเคร่งเครียด จะต้องมีความแนบเนียนมากในการปล่อยวางคือพลาดไม่ได้ เผลอบังคับนิดหนึ่งก็เกิดแล้ว หากว่าเราปล่อยวางไม่เป็น วางเฉยไม่ถูก ก็จะกลายเป็นปัญหา แก้ปัญหาให้ตัวเองไม่ได้ก็ไม่รู้ว่าใครจะมาแก้ได้ ไม่มีใครมาทำให้เราได้ เราฟังคำสอนให้เข้าใจแล้วก็ต้องแก้ไขเอง ต้องคลี่คลายต้องวางให้นุ่มนวล ถือหลักว่าจะต้องไม่ฝืน ไม่มีการเข้าไปบังคับโดยเด็ดขาด
ถ้ามีการบังคับนิดหนึ่งก็จะเกิดความเครียด ถ้าเรามีอาการที่ติดอยู่ ยึดอยู่ จะต้องเริ่มต้นวางท่าทีตั้งแต่ต้นเสียใหม่ ทำเหมือนไม่ได้ทำ คือทำเหมือนไม่ตั้งใจจะทำ ปล่อยวางทุกอย่าง ทำอย่างธรรมดา   ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปถ้าหากว่ามันเกิดความเคร่งตึง สติเข้าไปรู้ความเคร่งตึง ผ่อนตามไป ผ่อนตามไป รู้สึกว่ามันจะเคลื่อนไปตรงไหนก็ผ่อนตามไป ความรู้สึกว่าจิตจะเคลื่อนไปตรงไหน ก็รู้ไปตรงนั้นผ่อนตามไปตรงนั้น ไม่มีการฝืน ไม่ฝืนทั้งทางกายและทางจิตใจ ไม่มีการบังคับจิตว่าจะต้องมาดูเฉพาะตรงนี้ ความรู้สึกมันเคลื่อนไปตรงนั้นก็ต้องผ่อนไปตรงนั้น ก็เหมือนกับเราคลาย สะสางสิ่งที่ยุ่งเหยิง ผ่อนไปผ่อนมาก็หลุดไปหมด ต้องสังเกตว่าต้องไม่ฝืน
วิธีแก้อีกอย่างหนึ่งคือ น้อมใส่ใจดูเฉพาะจิตเท่านั้นไม่ดูกาย แบบนี้ก็ต้องเข้าใจในการดูจิต ต้องดูจิตเป็น น้อมเข้าไปดูที่จิต มีการน้อมไปหน่อย คือเลี่ยงทางกายเพราะเอาจิตไปดูกายแล้วมันไปบังคับ ไปสะกด ก็เลี่ยงมาดูที่จิต การดูจิตใจเหมือนทิ้งความรู้สึกทางกายไป จนกระทั่งรู้สึกมีสมาธิขึ้น เบาขึ้น กายเบา สมองคลี่คลาย จิตใจคลี่คลาย ก็ปรับผ่อนมาดูกายดูจิตเหมือนเดิม ทำเช่นนี้อาการเหล่านั้นก็จะคลี่คลายไปเช่นเดียวกัน แต่การน้อมเข้าไปดูจิตก็ไม่ใช่การไปกดข่ม ต้องน้อมรู้เบาๆ สัมผัสเบาๆ เพียงแต่ไม่ดูกายนี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง
ถ้าใครเป็นน้อย ๆ ที่แน่นตึงหน้าอก อาจใช้คำสมมติมาช่วยก็ได้ ถ้ายังวางไม่เป็น คำที่มาช่วยได้คือคำว่าปล่อยวาง คำว่าไม่เอาอะไร คำว่าปกติ คลี่คลาย เป็นต้น คำไหนถนัดก็เอาคำนั้น ทำความรู้สึกในใจ สอนใจตัวเองว่าไม่เอาอะไรปล่อยวาง ปล่อยวาง คลี่คลาย คลี่คลาย อาการเหล่านั้นก็จะคลี่คลายได้
แต่การเจริญวิปัสสนาโดยมากก็ไม่มีการหลบเลี่ยงอะไรทั้งหมด ไม่มีคำบริกรรมอะไรทั้งหมด แต่รับรู้รับทราบสภาวะที่เกิดขึ้นด้วยความปล่อยวาง ด้วยความปกติ วางเฉย เช่น ตึงก็รับรู้ว่าตึง รับรู้กายรู้ใจ แต่ไม่ฝืนไม่บังคับ ปล่อยวางคลี่คลาย ไม่หลบไม่หนี แต่ไม่บังคับ ไม่ยินดียินร้าย ก็จะเป็นวิปัสสนาไปในตัว เรียกว่าสติกำหนดดูสภาพธรรม ความตึง ความแข็ง ความทุกขเวทนาเหล่านั้น แต่ก็วางได้ สิ่งเหล่านั้นก็คลี่คลายพร้อมด้วยปัญญาที่เกิดขึ้น เห็นสภาวะเห็นความจริงของสิ่งเหล่านั้นว่ามีความเปลี่ยนแปลง มีความเกิด มีความดับ มีสภาพบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน
บางท่านปฏิบัติไป ไม่ได้เคร่งเครียดเคร่งตึง จิตใจมีความสงบดี ดื่มด่ำเป็นสุข แต่ทำไปแล้วว่าง ๆ ไม่มีอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่า จิตใจสงบเป็นสุข แต่ก็อยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน เรียกว่าเกิดสมาธิ เกิดความสงบ สภาวธรรมต่าง ๆ มีความละเอียด ลมหายใจละเอียด ความรู้สึกทางกายละเอียด ละเอียดมาก ๆ ก็จับอะไรไม่ได้ สติระลึกรู้สภาวะไม่ออก ก็กลายเป็นความว่าง จิตไปรับรู้อยู่ที่ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่อย่างนั้น เป็นสุขอยู่อย่างนั้น แบบนี้ก็ไม่สามารถเจริญวิปัสสนาไปได้ วิปัสสนาก็ไม่ก้าวหน้า ก็อยู่แค่ความสงบ อยู่แค่ความสุข ไม่เกิดปัญญา ไม่เห็นความเกิดดับ ไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะว่าสติจิตใจไม่ได้รู้อยู่ที่สภาวะแต่ไปรู้ที่ความว่างเปล่า ซึ่งไม่เป็นสภาวะ ไม่ใช่ปรมัตถธรรมมันจึงไม่มีการเกิดดับให้ดู ก็เฉย ๆ อย่างนั้น จึงไม่เกิดปัญญาหรือวิปัสสนาญาณ
ความว่างเปล่าไม่ใช่สภาวะ ไม่ใช่รูปนาม ไม่ใช่ขันธ์ห้า เป็นเพียงสมมติอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เกิดสติปัญญาขึ้น ผู้ปฏิบัติจะต้องมีโยนิโสมนสิการ รู้ให้ตรงให้แยบคาย คือต้องสังเกตสภาวะปรมัตถ์ในขณะนั้นๆ ให้ออกให้ได้
ในขณะที่จิตมีความสงบและจิตไปรู้อยู่กับความว่างเปล่านั้น ถามว่า ขณะนั้นมีสภาวะปรมัตถ์อะไรเกิดขึ้น? มี แต่เนื่องจากว่าเราจูนไม่ตรงไม่ถูก ไม่โยนิโสมนสิการให้ดี การรับรู้เฉไฉไปดูซะทางอื่น จึงไม่เห็นสภาวะปรมัตถ์ที่กำลังปรากฏอยู่ในขณะนั้น สภาวะปรมัตถ์ที่กำลังปรากฏอยู่ในขณะนั้นก็คือ “จิต” จิตมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลาพร้อมกับเจตสิก
ถามว่า จิตในขณะนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร? จิตในขณะนั้นก็คือสภาพรู้ต่อความว่าง อาการของจิตนั้นคืออะไร คือความสุข คือปิติ คือความสงบ ความเฉย นั้นคือสภาวะปรมัตถ์ ถ้าหากจะกำหนดรู้สภาวะปรมัตถ์ก็ต้องดูให้เห็น ในขณะที่สงบมีแต่ความว่างอยู่นั้น สติก็กลับระลึกรู้เข้ามาที่จิตระลึกเข้ามาที่อาการในจิต ตัวสติก็เกิดกับจิต เรียกว่าจิตต้องรู้จิต จิตก็คือสภาพรู้อารมณ์ ก็คือรู้ต้องดูตัวรู้ รู้ต้องย้อนมาที่สภาพรู้ ต้องย้อนมาที่ผู้รู้ ถ้ามันย้อนมาไม่เป็น มันปรับตัวเองไม่ถูก มันรู้สึกตัวเองไม่ได้ มันก็ขยายไปรู้แต่ความว่างมันก็เลยไม่มีอะไร ทั้งๆที่ยังมีตัวดูตัวรู้ตัวรู้สึกอยู่ แต่ไม่เห็นเหมือนตัวเองหาอะไรต่ออะไรอยู่ แต่ไม่เคยหาตัวเอง
คนบางคนบางทีเดินหาโน่นหานี่ หาอะไรไม่มี แต่ที่จริงแล้วตัวเองก็มีอยู่ไม่ได้หันมาดู ถ้าจะรู้จักตัวเองก็ต้องรู้สึกตัวขึ้น จิตก็เหมือนกัน จิตจะรู้จักตัวจิตเองก็ต้องรู้สึกตัวของมัน (ต้องรู้ตัวมันเอง) รู้ว่าจิตต้องทวนกระแสทั้งหมด มันมีกระแสที่จะขยายออกไปนอกตัว ก็ต้องกลับปรับทวนกระแสเข้ามาหาตัวเองจึงจะรู้จักตัวมัน เห็นตัวมัน ตัวก็ไม่ใช่ตัวรูปร่างอะไร ไม่ใช่หุ่น ไม่ใช่ทรวดทรงอะไร จิตเป็นเพียงธาตุรู้ สภาพรู้ “รู้” ในที่นี้ไม่ใช่รู้ที่หมายถึงปัญญา แต่เป็นการรู้อารมณ์ เมื่อมันรับอารมณ์รู้อารมณ์แล้วก็ดับไป แต่มันเกิดดับเร็วมากไม่มีสรีระรูปร่าง
ถ้าหากสติสัมปชัญญะปรับดูเข้ามาที่จิตเป็น ก็จะเห็นทันทีว่าดับ คือเห็นสภาพรู้แล้วก็หมดลง รู้แล้วหมดสภาพรู้ รู้แล้วก็หมดสภาพรู้อย่างรวดเร็วมาก เรียกว่าเข้าไปสังเกตได้นิดหนึ่งก็หมดลง เข้าไปรู้สภาพได้นิดหนึ่งก็หมดลง ก็ต้องรู้ใหม่ รู้บ่อยๆ ก็จะเห็นว่าจิตมีความเกิดดับ ก็เท่ากับว่าเกิดปัญญาญาณ มีวิปัสสนาญาณเกิดขึ้น มีสภาวะรองรับอยู่ไม่ได้ว่างเปล่า ถ้าหากว่าย้อนดูไม่เป็นก็จะว่างอยู่อย่างนั้นไม่มีอะไร ถ้าย้อนรู้เป็นจะพบว่ามีสภาวะอยู่ตลอดเวลาไม่มีว่างเว้นมีจิตรับรู้อยู่ตลอด
ตัวสติเป็นตัวระลึก ตัวสัมปชัญญะเป็นตัวพิจารณาหรือจะรวมเรียกว่าตัวดู ตัวดูบอกว่าไม่มีอะไรแต่ที่จริงก็มีตัวเองอยู่ คือตัวผู้ดู ก็ต้องดูที่ตัวเอง ก็เห็นตัวเองมีลักษณะที่ดูแล้วก็หมด รู้แล้วก็หมด นี่เป็นส่วนสำคัญสำหรับนักปฏิบัติวิปัสสนาที่จะต้องก้าวเข้ามาจุดนี้ให้เป็น ก็จะทำให้การปฏิบัตินั้นไม่ไปตันอยู่ที่ความว่าง ความไม่มีอะไร เพราะวิปัสสนาก็ต้องมีรูปนามหรือสภาวะปรมัตถ์ที่ปรากฏเกิดขึ้นให้รับรู้อยู่ตลอดเวลา ขณะใดไม่มีสภาวะให้รู้ก็แสดงว่าตกจากทางวิปัสสนา ก็ต้องปรับให้ถูก รู้ใหม่ให้ถูก ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่เราไปเข้มงวด ไปจ้อง ไปเพ่งจี้ให้เห็น ไม่ใช่อย่างนั้น การเฝ้าดูจิตใจจะต้องมีความนุ่มนวล มีความเบา มีความสละสลวย มีความละเอียดอ่อน นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่นักปฏิบัติต้องศึกษา และทำความเข้าใจเพื่อกลับไปฝึกหัด
บางท่านถ้าจิตนิ่งว่างอยู่นาน ๆ ก็อาจจะเกิดนิมิตขึ้นมา จิตอาจจะสร้างนิมิตต่าง ๆ ขึ้น เป็นมโนภาพ และให้ความรู้สึกว่าเป็นจริง เหมือนกับการได้เห็นภาพจริง ๆ เป็นของจริง ๆ ก็ให้รู้ว่ามีนิมิตเกิดขึ้น วิธีก็คืออย่างเดียวกัน คือรู้ที่จิตเวลาเกิดเห็นนิมิต เห็นภาพอะไรต่างๆ ก็ให้รู้ว่านิมิตต่าง ๆ นั้นเป็นสมมติ ไม่ใช่ตัวปรมัตถ์ ไม่ใช่ตัวสภาวะ ไม่ใช่ทางเดินของวิปัสสนา วิปัสสนานั้นจะต้องไม่มีนิมิตมโนภาพ เวลาวิปัสสนาเกิดขึ้นจะต้องรู้ที่รูปนามหรือสภาวปรมัตถ์ ซึ่งมันไม่ได้เป็นภาพ เป็นแต่เพียงความรู้สึก เช่นที่กายมีความรู้สึกไหว ๆ ไม่มีรูปร่างสัณฐานของกาย หรือทางจิตใจก็เป็นสภาพรู้ สภาพรู้สึก
ฉะนั้น เวลาประพฤติปฏิบัติไป มีสติสมาธิ ลมหายใจหายไป รูปร่างกายหายไป ก็ไม่ต้องไปค้นหา อย่าไปเที่ยวค้นหารูปร่างกาย ว่ารูปร่างเราอยู่ตรงไหน เรานั่งอยู่ตรงไหน เราต้องยอมทิ้งสมมติเหมือนยอมทิ้งชูชีพในการฝึกว่ายน้ำต้องปล่อยวางไป เราเคยชินอยู่กับสมมติมานาน เมื่อสมมติหายไปก็รู้สึกเวิ้งว้าง พยายามจะใฝ่หา เราต้องสร้างความเข้าใจเสียใหม่ว่านั่นคือสมมติ ให้มันหลุดออกไปเลย ไม่ต้องไปค้นหาอีกแล้ว รูปร่าง แขนขา หน้าตา ท่าทางของกายและความหมายว่านั่งมันไม่มีก็ดีแล้ว แต่ให้มันรู้อยู่กับความรู้สึกไว้ หายไปไม่มีอะไรทั้งหมด แต่ก็ต้องมีสภาวะมีความรู้สึกอยู่ ต้องรู้ที่ความรู้สึกอยู่ ความรู้สึกทางกายที่มันเบาบางมันตึงเบา ๆ  ไหว ๆ  รู้สึกนิด ๆ  หน่อย ๆ  ต้องจับให้รู้ ทั่วตัวมีความรู้สึกอยู่ แต่ละครั้งที่จิตใจรับรู้รับทราบอยู่ ถ้ารูปร่างแขนขาหน้าตามันยังไม่หาย ก็แปลว่ายังไม่หลุดจากสมมติ เวลาเข้ามาสู่โลกปรมัตถ์แล้วไม่มีคนไม่มีรูปร่าง ไม่มีความหายไม่มีชื่อภาษาอะไรต่าง ๆ
ในเรื่องของภาษาก็เหมือนกัน การที่จิตมีภาษาเป็นคำพูดอยู่ในใจ เป็นชื่อภาษาพากย์อยู่ในใจ คือจิตปรุงแต่งอยู่ มีสัญญา มีวิตก วิจาร ปรุงแต่งในจิตใจก็มีภาษามีคำพูดขึ้น บางคนรู้สึกเหมือนจิตมันคุยกัน จิตมันพูดกันในจิต พูดอย่างนี้ ตอบอย่างนั้น เมื่อรู้ไม่ทันก็กลับหลงว่าเป็นนิมิตเครื่องหมาย สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขาไป ที่จริงก็คือจิตที่คิดนั่นแหละ คิดอย่างนี้ไปอย่างนั้น เป็นภาษาเป็นคำพูด ถ้ารู้ได้ตรงจิตเวลามีคำพูดภาษาก็จะอันตรธานเรียกว่าสามารถตัดความปรุงแต่ง ทำให้ความปรุงแต่งต่าง ๆ หยุดลงได้ ไม่ผลิตเป็นภาษาหรือคำพูดอะไรขึ้นมา แต่มันก็เป็นไปชั่วระยะหนึ่ง เดี๋ยวมันก็ผลิตอีกปรุงแต่งวิพากษ์วิจารณ์ ภาษาก็เกิดขึ้นมาอีก เรียกว่าคิดนึกเป็นเรื่องเป็นราว
ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติเมื่อปฏิบัติไปอย่างแยบคาย ก็จะเห็นต้นกำเนิดของความคิด พอจิตมันตรึกนึกก็รู้ทัน พอนึกก็รู้ทัน ๆ มันก็นึกไปไม่ได้ พอรู้ทันมันก็ไม่นึกขยายออกไป มันจะสลายตัว จะทำลายความปรุงแต่ง หยุดความปรุงแต่ง พอปรุงนึกรู้ทัน มันก็ไม่ไปไหน ถ้ารู้ตรงบ่อย ๆ ปล่อยวางถูกต้อง จิตก็จะเกิดสมาธิขึ้นโดยธรรมชาติ ถ้ารู้ที่จิตบ่อย ๆ รู้ตรงที่ความปรุงแต่งบ่อย ๆ จะเกิดสมาธิขึ้นมาโดยไม่ต้องจงใจเพ่งสร้างสมาธิ สมาธิจะเกิดมากขึ้นมาเอง จะรู้สึกว่าจิตใจสงบดื่มด่ำลงไปอีกระดับหนึ่ง คือสงบว่างลงไปแต่มันเป็นความสงบว่างแบบมีสภาวะ ว่างในทีนี้หมายถึงว่างจากสมมติ ว่างจากความสำคัญมั่นหมายจากความปรุงแต่ง แต่มันเป็นสภาวะเป็นธาตุรู้เป็นสภาพรู้อยู่ เป็นระยะขณะหนึ่งแล้วก็ปรุงได้อีก มีภาษามีความหมายก็รู้สึก ขอฝากไว้สำหรับท่านที่ปฏิบัติถึงจุดนี้ ก็ลองสังเกตสิ่งเหล่านี้ดู
บางท่านก็มีปัญหาเรื่องความเจ็บป่วย ปวดทางร่างกายนั่งไปแล้วรู้สึกมันปวดมันทุกข์ทางร่างกาย จะทำอย่างไร เวลามีทุกขเวทนาเราจะทำอย่างไร การเจริญวิปัสสนานั้นจะต้องรู้ทุกข์ ปล่อยวางในทุกข์ ทุกขเวทนาเกิดขึ้นที่ร่างกาย สติระลึกรู้แล้วดูจิตเหมือนกับว่าจะพยายามรักษาจิต ไม่ให้จิตไปกระวนกระวายกับทุกข์ทางร่างกาย เหมือนกับว่าปวดก็รู้ว่าปวด แต่ใจก็วางเฉย ไม่เกร็งตัว ร่างกายไม่เกร็ง เวลาปวดถ้าเราเกร็งแสดงว่ายังไม่ปล่อยวาง ต้องหัดปล่อยวาง คือยอมรับสภาพทุกสิ่งทุกอย่างโดยดุษณียภาพ ไม่ฝืนไม่เกร็งตัวจิตใจก็ไม่โอดครวญ ไม่หวั่นไหว ไม่ได้เกร็งจิตใจอะไร ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รับรู้อยู่ ปวดก็รู้อยู่ แต่วางอย่างยอมรับ สติระลึกรู้จิตใจ รักษาจิตใจ บางขณะมันไปรู้ปวดแต่ไม่ใช่ยึดอยู่ ไม่ไปจ้องอยู่ ดูจิตใจและรู้สภาวะต่างๆด้วย หัดทำอย่างนี้ไว้ ซึ่งเราก็อาจจะทำได้ระยะหนึ่ง พอสติมันหมดกำลังก็ไม่ไหว แต่เราหัดทำบ่อย ๆ เข้าก็จะเก่งขึ้น ก็จะมีความสามารถขึ้น จากความปวดระดับนี้ทำได้ ปวดมากขึ้นทำไม่ไหว พอฝึกบ่อย ๆ เข้า  แม้ปวดมากก็ทำได้
ถ้าเราฝึกบ่อย ๆ อย่างนี้ก็จะรู้สึกเหมือนมันแยกกาย แยกจิต กายก็ส่วนหนึ่ง จิตใจก็ส่วนหนึ่ง ก็จะรู้สึกว่าไม่ต้องทุกข์ทรมานทางจิตใจ จะเป็นประโยชน์ในเวลาที่เราเจ็บป่วยจริง ๆ จะรู้จักวางเฉย ใจเป็นปกติ ไม่ถึงขนาดโอดครวญทางจิตใจ ร้องห่มร้องไห้ ให้ฝึกหัดจากการที่เรานั่งกรรมฐานพอเรานั่งไปนานๆก็ปวด แล้วก็เป็นการปฏิบัติวิปัสสนา เวลาปวดก็รู้ว่าปวด ดูจิต ดูใจ ดูกาย ดูสภาวธรรมต่าง ๆ
บางท่านปฏิบัติไป มีสมาธิ มีปิติเกิดขึ้น ทำให้มีอาการต่างๆ เช่น ทำให้ตัวเบา ตัวโยก ตัวโคลง ตัวสูง ตัวใหญ่ เสียวแปล๊บปล๊าบ ทำให้ขนลุก ทำให้น้ำตาไหล เหล่านี้เป็นต้นอาการของปิติ หรือเหมือนมีมดมากัด มีอะไรมาไต่ใบหน้า จี๊ด ๆ  จ๊าด ๆ  คัน ก็ให้รู้ว่าเป็นธรรมดาของการปฏิบัติ แสดงว่าเรามีสมาธิ มีปิติเกิดขึ้น วีธีดำเนินสติต่อไปคือรับรู้รับทราบด้วยความไม่ตื่นเต้น ไม่ยินดียินร้าย รู้ให้ทันควันกัน มันจี๊ดก็รู้ว่าจี๊ด มันไหวก็รู้ความไหว มันเบาก็รู้ความเบาแล้วก็รู้ไปสู่จิตใจ ดูใจตัวเองว่ามันกำลังปิติ ดูอาการปิติ ถ้าเรารู้ที่จิตใจแล้วอาการเหล่านั้นก็จะคลายตัวและหายไป
ส่วนที่เราดูว่าตัวมันสูง มันใหญ่ มันพอง เพราะเราไปดูในรูปสัณฐาน เราดูแบบสมมติ ต้องฝึกเข้าไปสู่ปรมัตถ์คือดูในความรู้สึก อย่าไปดูขยายเป็นรูปเป็นร่าง ถ้าขยายเป็นรูปร่างจะรู้สึกว่าตัวมันสูง มันใหญ่ มันพอง แขนไปอย่างนั้น ขาไปอย่างนี้ ให้ดูความรู้สึกภายใน ดูจิตดูใจ ไม่เห็นเป็นรูปร่างตัวเอง ฉะนั้นต้องดูสภาวะในจิตใจต่าง ๆ ก็จะทำให้เห็นลักษณะของจิต เห็นลักษณะของสภาวะ มีความเกิด มีความดับ มีความเสื่อม มีความหมดไป มีสภาพไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
เราปฏิบัติเพื่อต้องการให้เห็นความจริง ละความเห็นผิดต่างๆ ที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นของเที่ยง เป็นของสวยงาม เป็นสุข สิ่งเหล่านี้ต้องถอนออก ถอนโดยการรู้แจ้งแทงตลอด ว่าสภาวะต่าง ๆ มันไม่เที่ยงจริง ๆ บังคับไม่ได้จริง ๆ เกิดดับเป็นทุกข์จริง ๆ เมื่อเห็นประจักษ์ด้วยจิตใจของตัวเองแล้ว มันก็จะถอนของมันเอง ซึ่งจะเป็นหนทางสู่ความดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง
แล้วก็ฝากอีกข้อหนึ่งในโอกาสที่เวลายังเหลืออยู่ ก็คือ การเจริญสติในชีวิตประจำวัน ให้หัดใส่ใจในอิริยาบถใหญ่ได้แก่การยืน เดิน นั่ง นอน เช่น ในการเดิน ก็หัดระลึกรู้สึกตัวในการเดิน เราเดินอยู่ทุกวัน เดินแบบไม่มีสติก็ยังเดินได้ใช่มั้ย เช่น ขณะที่เดินไปจิตก็คิดเรื่องต่าง ๆ แต่ขาก็ยังก้าวไปได้ หรือเดินจะไปว่าคนนั้นคนนี้ เดินไปด้วยความโกรธ เดินไปด้วยความโลภ หลง ก็ยังเดินไปได้ เราลองเปลี่ยนมาเป็นเดินโดยมีสติบ้างไม่ได้หรือ เดินไปอย่างมีการรู้เนื้อรู้ตัว โดยใหม่ๆ เราอาจฝึกอย่างนี้นะ เดินก้าวไปให้รู้… ก้าวไปให้รู้… ขาแก่วงไปให้รู้… แขนแกว่งให้รู้… ลำตัวไหวให้รู้… ศีรษะไหวให้รู้…หมั่นสังเกตร่างกายของเราจะทำให้จิตใจเราอยู่กับเนื้อกับตัวอยู่เสมอๆ อย่างนี้เป็นการเจริญสติ กุศลจะเกิดขึ้นทีละขณะๆเพราะสติเกิดทีไรกุศลก็จะเกิดทุกขณะ
นอกจากนี้ยังต้องใส่ใจในอิริยาบถต่าง ๆ ด้วย  เช่น การคู้ เหยียด เคลื่อนไหว การพูด การจับ การยก การก้ม การเงย การเหลียวซ้ายแลขวา ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน แทนที่จะเหลียวไปมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็หัดรู้สึกในการก้ม ในการเงย เป็นต้น  ใหม่ ๆ ก็รู้แบบบัญญัติไปก่อน รู้ว่าก้ม รู้ว่าเงย รู้ว่าเหลียวซ้ายแลขวา รู้ว่าจับ รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เหล่านี้เป็นการเจริญสติ แต่ก็ยังเป็นบัญญัติอยู่ คือก้มเงยนี้ เรารู้ว่าเราก้มรู้ว่าเงย เหลียวซ้ายแลขวาซึ่งเป็นบัญญัติ แต่ต่อไปต้องพยายามปล่อยบัญญัติ มารู้สภาวะปรมัตถ์ รู้ปรมัตถ์คือรู้ความรู้สึก สภาวะปรมัตถ์ทางกายก็จะมีความรู้สึกทางกาย เช่น รู้สึกเย็นบ้าง ร้อนบ้าง อ่อนบ้าง แข็งบ้าง ตึงบ้าง ต้องหัดสังเกตลึกซึ้งไปถึงความรู้สึกของการเคลื่อนไหวและของการกระทบ เช่น ในขณะที่ก้มเงย เหลียวซ้ายแลขวา จะมีตึง ๆ  หย่อย ๆ  ไหว ๆ  ในกล้ามเนื้อตามตัว ปากที่หุบบ้าง อ้าบ้าง กลืนน้ำลายที่คอ บีบรัดก็รู้สึก หรือตาที่กระพริบๆ ลูกตากรอกกลิ้งกระทบเปลือกตาไหวๆ หรืออย่างเวลาจับอะไรเมื่อก่อนเคยรู้แต่จับ แต่ที่จริงแล้วพอจับปุ๊บ ลองสังเกตความรู้สึกที่กระทบจะพบว่า มีเย็น มีร้อน มีอ่อนหรือมีแข็ง อันนี้แหละเป็นตัวสภาวะเป็นปรมัตถธรรม ถ้าระลึกรู้อย่างนี้ได้ก็เป็นวิปัสสนา เป็นการรู้ที่กาย แต่ที่ให้เริ่มสังเกตที่ร่างกายก่อนก็เพราะว่ากายเป็นของหยาบ รู้ได้ง่ายจึงให้รู้กายไปก่อน
ขั้นต่อไปก็ให้หัดรู้ใจเพราะความสำคัญของการปฏิบัติที่สุดแล้วก็คือต้องให้มีการระลึกรู้ถึงที่จิตใจ ว่าใจรู้สึกอย่างไร แต่ละขณะๆ ใจดี ใจไม่ดี ใจคิด ใจนึก ใจรู้สึกต่างๆ เสียใจหรือดีใจ หรือเฉย ๆ หรือหงุดหงิด มีความขุ่นมัว หรือผ่องใส สบายใจ ไม่สบายใจ สงบ ไม่สงบ วิตก วิจาร สงสัย พอใจ ไม่พอใจ เป็นต้น ให้พยายามมีสติระลึกรู้เท่าทันในปัจจุบันอารมณ์นี้ด้วยความปล่อยวางอยู่เสมอ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับได้ดูแลรักษาจิตใจแก้ไขให้ดีงาม แล้วก็เป็นการสะสมเก็บคะแนนสติสัมปชัญญะบ่อย ๆ เนือง ๆ เพื่อความสมบูรณ์ของสติปัญญา ทำเช่นนี้เราก็ได้ปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องคอยเวลา ไม่เสียเวลาเปล่ากับชีวิตที่ผ่านไปหมดไปเพราะฉะนั้น เราต้องเตือนตัวเราว่า
“วันเวลาที่ผ่านไปทุกนาที
กลืนกินชีวิตนี้ไปทุกขณะ
เราทำอะไรเป็นแก่นสารบ้างล่ะ
หรือแค่เกะกะเกิดแก่เจ็บตาย”
ชีวิตนี้เกิดมา เพียงแค่หมดไปวันหนึ่งๆ ถ้าไม่ได้ทำอะไรให้เป็นสาระ หรือเป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น มันก็เท่านั้นเอง แค่เกิดมาแล้วก็แก่เจ็บตายไป ใคร ๆ ก็เป็นเช่นนี้ ไม่ได้สาระอะไร สาระของชีวิต อยู่ที่คิดดี ทำดี พูดดี ทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามครรลองประโยชน์ตนและคนอื่น
ฉะนั้น เราต้องทำประโยชน์ตอนนี้ เพื่อสะสมเหตุปัจจัยความดีของเราไว้
“อันความดีทำไว้ไม่หายสูญ
จะเกื้อกูลตามต้องสนองผล
ให้ความสุขสมหมายดังใจตน
เกิดเป็นคนควรทำแต่กรรมดี”
ให้คิดเสมอว่า ชีวิตเราร่อยหรอลงไปทุกวันๆ เราอุ่นใจหรือยังว่า เรามีเสบียงเต็มที่แล้วในการจะเดินทางไปยังสัมปรายภพ ว่าอย่างไรเสียเราก็ไปดี จะไปสู่ที่สบาย ไม่ไปสู่อบายแน่ อุ่นใจหรือยังว่า เวลาจะตาย เราจะพร้อมเสมอ ถ้าความดียังไม่เต็มยังไม่พอ ก็ยังไม่ควรอุ่นใจ
ฉะนั้น เราต้องพร้อมเสมอ ต้องปฏิบัติจนกระทั่งเราอุ่นใจ ชีวิตนี้ไม่แน่นอน บางท่านบางคนนี้อายุยังไม่มากปุ๊บปั๊บตายไปก็มี เอาแน่ไม่ได้นะ เพราะฉะนั้น ก็เตือนตัวเองไว้เพื่อจะได้สะสมคุณงามความดี สร้างบารมีของเราทั้งการให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา
ตามที่บรรยายมา ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความผาสุกความเจริญในธรรมจงมีแก่ทุกท่าน เทอญ.
เนื้อหาข้อความ จากพระธรรมเทศนาเรื่อง
“วิถีสู่ความดับทุกข์” โดยพระครูเกษมธรรมทัต (พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรํสี)

ซึ่งอยู่ในครึ่งหลังของหนังสือเรื่อง “ชีวิตนี้เพื่อสิ่งใด” (หน้า ๓๐-๖๙)
ดาวโหลด pdf ได้ที่นี่
http://www.kanlayanatam.com/Mybookneanam/cheevitnee.pdf

Advertisements