เราผูกพันกับครูบาอาจารย์ แต่ครูบาอาจารย์ไม่ผูกพันกับเรา

โดยหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

“…ตราบใดที่ยังหยิบฉวยขันธ์ ๕ อยู่นะ
ความทุกข์ก็ยังเกิดขึ้น ภาระยังเกิดขึ้น
ถ้าเราเห็นแจ้งในกายในใจจนวาง
ปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ
ก็คือเราวางตัวทุกข์ทิ้งไปแล้ว
มันจะเข้าถึงสันติสุขล้วนๆเลยคราวนี้
มีแต่ความสุขล้วนๆนะ ทั้งวันทั้งคืน
จิตมันเข้าถึงสภาพที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง
อกุศลมันจะมาปรุงไม่ได้เลย
กุศลก็ไม่ปรุง แต่กุศลมี

อย่างเวลาที่เราต้องสัมผัส
ต้องสัมพันธ์กับโลกกับคนอื่น
จิตมันจะปรุงความเมตตาขึ้นมา
ปรุงเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
มันปรุงขึ้นมาใช้งานนะ
พอใช้งานเสร็จ เลิก อยู่ของเราลำพังเนี่ย
มันตัดความปรุงแต่งพวกนี้ทิ้งไปเลย
มันไม่มาห่วงใยอาลัยอาวรผู้ใดผู้หนึ่งเลย
ซักนิดเดียวก็ไม่มีนะ

อย่างพวกเราผูกพันกับครูบาอาจารย์
ครูบาอาจารย์ไม่ผูกพันกับเราหรอก
หลวงพ่อเคยไปเห็นองค์นึงนะ คือหลวงปู่ดูลย์

หลวงปู่ดูลย์เนี่ยเวลาแสดงธรรมะนะ จะนุ่มนวล อ่อนโยน
โอ๋ยแทบจะเอาเราใส่ตระกร้าเลยนะ ทะนุถนอม
แต่พอท่านแสดงธรรมเสร็จแล้ว ถามเราว่าเข้าใจไหม
เราก็จะบอกยังไม่เข้าใจจะขอไปลองก่อน
หรือบางตอนไหนเข้าใจก็บอกว่าเข้าใจ

ล้มก้มลงกราบท่านนะ พอเงยหน้าขึ้นมา
เราพบคนอีกคนนึงที่ไม่รู้จักแล้ว
คนแก่ที่นุ่มนวลใจดีคนนั้นหายไป อัตโนมัติเลย
กลายเป็นคนคนใหม่ที่เราไม่สัมผัส
สัมผัสไม่ได้ แตะต้องไม่ได้

งั้นสภาวะของครูบาอาจารย์ที่ท่านภาวนาดีแล้ว
ท่านไม่ได้มาผูกพันอะไรกับใครเลยซักคนเดียว ไม่มีหรอก
ถ้ายังต้องสัมผัสอยู่ ก็เมตตากรุณา อะไรก็เมตตาอย่างนั้นแหละ
เป็นสภาวะที่เราตามร่องรอยได้ยากที่สุด
ที่ท่านเทียบบอกเหมือนรอยเท้านกในอากาศ
นกเหยียบอากาศไว้นะ แล้วรอยเท้าอยู่ตรงไหน
รอยเท้านกในอากาศ มันตามร่องรอยไม่ได้

ภาวนานะภาวนา มีทางอันเดียวที่เราจะรู้ได้
ว่าสภาวะเหล่านี้เป็นยังไง
ก็คือเราต้องภาวนาให้ถึงตรงนี้ก่อน
แล้วจะรู้ว่าครูบาอาจารย์ไม่ได้โกหกนะ
เอาความจริงมาเล่าให้ฟังล้วนๆเลย
เป็นธรรมะที่อัศจรรย์
เข้าไปรู้เข้าไปเห็นทีแรกนะ
น้ำตาตกเลยนะ น้ำตาร่วงเลย
โหมัน..ธรรมะขนาดนี้ก็มีด้วย
ไม่ได้ร้องไห้เพราะดีใจเสียใจนะ
แต่มันเป็นธรรมะปิติ
ปิติในธรรมะของพระพุทธเจ้า…”

โดยพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
จากพระธรรมเทศนา ณ สวนสันติธรรม
วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๐(๑) นาทีที่ 15.21

เว็บไซต์หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
http://www.dhamma.com
http://www.dhamma.com/tag/cd26/

Advertisements