(อ่านออนไลน์) ชีวิตนี้เพื่อสิ่งใด – พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)

นะมัตถุ รัตตะนะตะยัสสะ ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ขอความผาสุกความเจริญในธรรม จงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
ต่อไปนี้ พึงตั้งใจฟังธรรมะ ตามหลักธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา เพื่อความรู้ความเข้าใจในความเป็นจริงของชีวิต ถ้าเราเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เราก็จะได้รู้จักดำเนินชีวิตของตนเองได้ถูกต้อง เมื่อดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ชีวิตของเราก็จะได้รอดพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย ดังนั้น ควรศึกษาและฟังธรรมะให้เข้าใจความเป็นไปของชีวิต เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตของเราให้ถูกต้อง ซึ่งกองทุกข์นั้นก็มีทั้งทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ
ความทุกข์ทางร่างกายอันได้แก่ ความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น เราก็อาศัยหยูกยา รักษากันไปตามสภาพ รักษาก็ได้ชั่วระยะหนึ่ง ในที่สุดก็ต้องปล่อย เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะเยียวยารักษาให้มันอยู่ได้ตลอดไป ร่างกายนี้เป็นของที่ต้องเสื่อมสลายและแตกดับในที่สุด มันเป็นของที่ไม่ยั่งยืน นับวันเราก็จะเสื่อมสู่ความชราภาพ แล้วก็ต้องตายในที่สุด เราจะยับยั้งไว้ก็ได้เพียงชั่วคราว ระยะสั้น ๆ คือชีวิตของคนเรามันสั้นนิดเดียว อย่างมากก็ได้แค่ ๑๐๐ ปี ปัจจุบันก็อยู่ไม่ค่อยถึงกัน แค่อายุ ๖๐ ถึง ๗๐ ปีก็ตาย จึงควรพิจารณาดูว่าชีวิตที่เหลือของเราทั้งหลายจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน และอะไรคือสาระของชีวิต
ส่วนความทุกข์ทางใจนั้นต้องอาศัย “ธรรมะ” เป็นยาเรียกว่า “ธรรมโอสถ” ความทุกข์ทางใจของคนเรานั้น สาเหตุก็มาจาก กิเลส ตัณหา อุปาทาน ถ้าเราไม่มีกิเลสนี่ใจเราก็จะไม่ทุกข์ ถึงแม้เราจะมีปัญหาภายนอก แต่ถ้าใจเราไม่มีกิเลสนี่เราก็จะไม่ทุกข์ ดังนั้น มีปัญหาก็เหมือนกับว่าไม่มีปัญหา ส่วนคนที่มีกิเลสนั้นบางทีไม่มีปัญหาก็เหมือนว่ามีปัญหา เรื่องเล็กก็ดูเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าใจที่มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน เราจึงต้องพึ่งธรรมะเพื่อเยียวยารักษาจิตใจของเราให้สะอาดขึ้น ให้มีสติ สมาธิ ปัญญา
เมื่อจิตใจมีสติ สมาธิ ปัญญา จิตใจก็จะมั่นคงหนักแน่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ จิตก็จะรู้จักปลง รู้จักวาง ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่เร่าร้อน ไม่ทุกข์ทรมานใจ แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ เช่น การต้องเผชิญกับการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งจากบุคคลและสิ่งของวัตถุต่าง ๆ หรือยศถาบรรดาศักดิ์ก็ตาม ก็สามารถที่จะรักษาจิตใจของเราไม่ให้ทุกข์ได้ เพราะว่าเข้าใจตามความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งเป็นเช่นนั้นเอง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
หากต้องเผชิญกับสิ่งไม่พึงปรารถนาก็วางใจได้ ทำใจได้ ปลงใจได้ เพราะเข้าใจสภาพความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายว่ามันไม่เที่ยง มันไม่ยั่งยืน มันไม่ใช่ตัวตน เมื่อปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ปกติคนทั่วไปก็จะเป็นทุกข์ แต่ถ้าจิตที่มีธรรมะก็จะไม่ทุกข์ จิตก็จะวางได้ด้วยเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายก็เป็นธรรมดาอย่างนี้
ถ้าใจมีธรรมะชำระจิตใจ จิตก็มีความสะอาด มีสติปัญญาที่สร้างภูมิคุมกันให้กับจิตใจ ทำให้ใจหนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ แต่ถ้าจิตไม่มีธรรมะ ไม่มีธรรมะโอสถ จิตก็จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน ก็ต้องทนทุกข์เร่าร้อนอยู่ แล้วก็สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีก เพราะแก้ปัญหาไม่ถูก พอมีปัญหาก็ทำร้ายตนเองบ้าง ทำร้ายผู้อื่นบ้าง เป็นการเพิ่มปัญหาให้มากขึ้นกว่าเดิม
บางคนมีปัญหาก็หันไปพึ่งสุรายาเมา บางคนก็พึ่งยาเสพติด การพนัน เที่ยวเตร่ เพื่อให้ลืมปัญหา แต่ลืมได้พักเดียว เดี๋ยวก็ทุกข์อีก แล้วก็มีปัญหาอื่นตามมาอีก เพราะว่าแก้ปัญหาผิดที่ ส่วนคนที่มีธรรมะนี่เขาสามารถที่จะปล่อยวาง ว่างสบายได้ทุกขณะเสมอ
ทุกข์ทางใจนั้นมีเหตุมาจากตัณหา ซึ่งมีด้วยกัน ๓ อย่างคือ
๑. กามตัณหา คือ ความทะยานอยากในกาม (อยากได้อารมณ์อันน่ารักน่าใคร่)
๒. ภวตัณหา คือ ความทะยานอยากในภพ (อยากเป็นนั่นเป็นนี่)
๓. วิภวตัณหา คือ ความทะยานอยากในวิภพ (อยากไม่เป็นนั่น ไม่เป็นนี่)
แล้วตัณหาก็ทำให้เกิดอุปาทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่นซึ่งได้แก่
๑. กามุปาทาน ความยึดมั่นในกาม
๒. ทิฏฐปาทาน ความยึดมั่นในความเห็นผิด
๓. สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในข้อปฏิบัติที่ผิด
๔. อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในความเป็นตัวตน
เราจะเห็นว่า ตัณหาพาใจให้ทุกข์ เมื่อพอใจ ชอบใจ ก็อยากได้ บางคนอยากได้ยศ อยากได้ตำแหน่ง ชื่อเสียง บางคนอยากจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี่ ระหว่างที่อยากจะได้นี่ก็เป็นทุกข์แล้ว แล้วก็ต้องดิ้นรนใฝ่หา จิตใจกระสับกระส่ายอยากให้ได้มาตามต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ดูเหมือนกับว่ามีความสุข ก็สุขไปได้พักหนึ่ง เดี๋ยวก็ทุกข์อีกแล้ว ด้วยเกรงว่าสิ่งนั้นจะเปลี่ยนแปลงไป ยศที่ได้มาก็กลัวว่าจะเสื่อมไป ชื่อเสียงที่มีก็กลัวจะหมดไป ตำแหน่งหน้าที่การงานก็กลัวจะหลุดไป หรือได้บุคคลอันเป็นที่รักมาก็กลัวเขาจะเปลี่ยนใจเป็นอื่น หรือใครจะมาช่วงชิงไป ต้องคอยระแวดระวัง เป็นทุกข์อีกแล้ว
ฉะนั้น จึงว่าตัณหาพาใจให้ทุกข์ เพราะมีตัณหาก็มีอุปาทาน คือเกิดความยึดถือว่าเป็นของเรา ตอนแรกก็แค่อยากได้ พอได้แล้วก็ยึดถือว่าเป็นของเรา ก็เกิดความหวงแหนต้องหาทางดิ้นรนให้สิ่งนั้นคงอยู่ต่อไป
ครั้นถ้าสิ่งนั้นมีอันเป็นไป เช่นเกิดเสื่อมยศ เสื่อมอำนาจขึ้นมา ก็เป็นทุกข์อีกแล้ว อยู่ในตำแหน่งดี ๆ ถูกเขากดดันให้ออกจากตำแหน่งก็ไม่ยอม เพราะยึดว่าของเราต้องคงอยู่เหมือนเดิม หรือบางคนได้บุคคลอันเป็นที่รักมา ก็กลัวว่าจะถูกช่วงชิงไป และหากว่าเขาเกิดเปลี่ยนใจไปเป็นอื่นจริง ๆ ก็ทุกข์ใจมาก ทำใจไม่ได้ เพราะว่าไม่เข้าใจความจริงของสิ่งเหล่านี้
ฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจหลักธรรม เรามาพิจารณาถึงความเป็นจริงด้วยการมาประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วส่องรู้เข้ามาในตนเอง เราก็จะได้พบความจริงในตัวของเราเองว่า อ๋อ ! มัน ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา สังขารร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ตัวเราของเราสักแต่ว่าเป็นธรรมชาติ เป็นรูป เป็นนาม เปลี่ยนแปลง เกิด ดับ ไม่ได้คงที่ เป็นของชั่วคราว
เพราะเมื่อตัวเราไม่มี แล้วอะไรที่จะเป็นของๆเรา ของๆเราจึงไม่มี เราไปสำคัญผิดว่านั่นคือของเรา นั่นคือตัวตนของเรา แล้วไปยึดถือว่าเขาต้องเที่ยง เขาต้องเป็นของ ๆ เรา มันก็เลยทุกข์ ทุกข์พราะว่าไม่เป็นไปตามความปรารถนา แล้วจริง ๆมันก็ไม่ใช่ของเรา เราไปสำคัญมั่นหมายเอาเองว่าเป็นเรา เป็นของเรา ถึงจะเป็นก็โดยสมมติเท่านั้น
อย่างที่ว่า ตัวเรา สามีหรือภรรยาของเรา ลูกของเราก็เป็นเพียงสมมติเท่านั้นเอง จริง ๆ ก็ไม่ใช่ของเราหรอก ตัวเราก็ยังไม่มี ของ ๆ เราก็จึงไม่มี ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป อย่างที่ว่าเป็นตัวเรานี่ ก็ยังต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องเปลี่ยนแปลง บังคับไม่ได้ในสิ่งที่ว่าเป็นตัวของเรา บุคคลนั้น ๆ เขาก็ต้องเป็นอย่างนั้นเหมือนเรา เขาก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เขาก็บังคับตัวเขาไม่ได้ เราก็บังคับตัวเราไม่ได้ อย่างเราบังคับตัวเราไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรจะไปบังคับคนอื่น
ถ้าเราปฏิบัติธรรมเห็นความจริงของชีวิตก็จะพบว่า ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงธรรมชาติ เราต่างมาเจอะกัน เกี่ยวข้องกัน มันเป็นเพียงสมมติ ก็อิงอาศัยกันไปชั่วคราว ในที่สุดก็ต้องจากกันไป จะเอาอะไรกันนักหนา สิ่งที่เราหลงไปยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ให้ความสุขที่แท้จริง สิ่งที่จะเป็นความสุขที่แท้จริงมันไม่ใช่เรื่องแบบนี้ ความสุขที่แท้จริงคือความดับทุกข์ ด้วยความรู้ความเข้าใจความเป็นจริง แล้วปลดปลงลงวางได้ มันก็สบาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะต้องพัฒนาจิตใจ พัฒนาชีวิตให้มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา
ถ้าปล่อยให้จิตใจของเราตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา อุปาทาน เราก็จะต้องทุกข์อย่างนี้เรื่อยไป พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสอุปมาเรื่องกามว่า เปรียบเหมือนกับชิ้นเนื้อบ้าง อุปมาเหมือนกับคนถือคบเพลิงเดินทวนลมไปบ้าง อุปมาเหมือนกับหลุมถ่านเพลิงบ้าง อุปมาเหมือนสุนัขแทะกระดูกบ้าง ซึ่งกระดูกที่สุนัขแย่งกันก็ไม่ได้มีเนื้อหนังอะไร มันเป็นเพียงกระดูกที่มีเลือดติดอยู่นิดหน่อย กินก็ไม่ได้อิ่มสักเท่าไหร่ ท่านทรงอุปมาเหมือนกับกามที่ไม่ว่าคนหรือสัตว์ที่ข้องอยู่ มันจะก่อทุกข์ให้มาก แล้วเป็นเหตุให้เบียดเบียนกัน ช่วงชิงเข่นฆ่าทำร้ายกัน
ดังที่ปรากฏให้เห็นในข่าวอยู่เสมอว่า บางทีฝ่ายชายก็เอาน้ำกรดมาราดฝ่ายหญิง บางทีฝ่ายหญิงก็ไปฆ่าหรือจ้างฆ่าอีกฝ่าย อะไรทำนองนี้ นี่แหละกามมันก่อทุกข์ให้มากมายแบบนี้ พระพุทธองค์ทรงอุปมาเหมือนกับสัตว์ตัวที่ได้ชิ้นเนื้อไป ตัวนั้นก็มักจะถูกตัวอื่นที่ไม่ได้รุมเอา ถ้าไม่ปล่อยก็จะถูกรุมกัดเจียนตาย
แล้วพระพุทธองค์ทรงเปรียบให้เห็นอีกว่า เปรียบเหมือนกับคนเดินถือคบเพลิงทวนลม มันก็ปลิวใส่หน้าตนเอง ถ้าไม่ปล่อยก็ทุกข์มาก หรือทรงอุปมาเหมือนดั่งคนที่ตกลงไปในหลุมถ่านเพลิง ซึ่งทุกข์ทรมานมากขนาดไหน ถ้าจิตไม่ถอนออกมาจากกาม ปล่อยให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน จะมีปัญหาต่าง ๆ รุมเร้าตามมาอีกด้วย แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะทุกข์เพราะความอยากของตนเอง ตลอดชีวิตหาความสุขจริง ๆ ไม่ได้ ชีวิตหมกมุ่นอยูกับการดิ้นรนแสวงหา ได้มาเท่านี้ต้องการเท่านั้น ได้เท่านั้นต้องการเท่าโน้น… จนกระทั่งตาย ก็ไม่ได้อะไรแท้จริง สุดท้ายก็ต้องทอดทิ้งด้วยกันทุกคน
มีเรื่องราวอยู่เรื่องหนึ่งในสมัยพุทธกาล มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่า “อานันทเศรษฐี” มีทรัพย์มากถึง ๘๐ โกฏิ* แต่เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ยอมบริจาคทรัพย์ หรือทำบุญเจือจานให้กับผู้ใด แถมอบรมลูกหลานให้ตระหนี่ไว้อย่าให้เจือจานแก่ผู้ใด แม้จะใช้จ่ายอะไรในครอบครัวก็ตระหนี่มาก อบรมลูกชายวันละ ๓ ครั้งในเรื่องให้ระมัดระวังในการใช้จ่ายทรัพย์ วันหนึ่งเศรษฐีอานันทะก็ได้ตายลง ไปเกิดเป็นลุกชายของหญิงวรรณะจัณฑาล ซึ่งในประเทศอินเดียถือว่าเป็นวรรณะต่ำ ใครที่เกิดในตระกูลจัณฑาลจะได้รับการดูถูกเหยียดหยาม
—————
* โกฏิ = มาตรนับเท่ากับ ๑๐ ล้าน
เศรษฐีอานันทะไม่เพียงแต่เกิดมาในตระกูลของจัณฑาลแต่ยังเกิดมาพิการตั้งแต่กำเนิด มีตา จมูก ปาก ไม่อยู่ในตำแหน่งที่ปกติ หน้าตาดูแล้วน่าเกลียดน่ากลัวเหมือนปีศาจ ไปไหนมาไหนใครที่เห็นก็รังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ ไม่เหมือนเด็กโดยทั่วไปที่ใครเห็นแล้วก็มักจะนึกเอ็นดูหรือสงสาร
นับตั้งแต่เด็กจัณฑาลคนนี้มาเกิดในหมู่บ้านนี้ ปรากฏว่าทั้งหมู่บ้านพลอยได้รับความเดือดร้อนไปด้วย การทำมาหากินของคนในหมู่บ้านฝืดเคืองแร้นแค้นยิ่งกว่าเดิม สุดท้ายคนในหมู่บ้านต่างก็ลงความเห็นกันว่า ลูกชายพิการของหญิงจัณฑาลคนนี้ที่หน้าตาเหมือนปีศาจนี่แหละเป็นกาลกิณี ทำให้การหากินของคนในหมู่บ้านฝืดเคือง ชาวบ้านก็เลยพร้อมใจกันขับไล่ทั้งหญิงจัณฑาลและลูกชายพิการให้ออกจากหมู่บ้านไปอยู่ที่อื่น
หญิงจัณฑาลและบุตรต้องระหกระเหินรอนแรมเที่ยวขอทานไปเรื่อย ๆ วันไหนที่หญิงจัณฑาลคนนี้อุ้มบุตรไปขอทานด้วยก็จะไม่ได้อะไรเลยในวันนั้น ในที่สุดเธอก็คิดว่าบุตรของเราคนนี้คงจะเป็นตัวกาลกิณีจริง ๆ จึงวางบุตรชายทิ้งไว้แล้วออกขอทาน ก็พอจะขอทรัพย์มาเลี้ยงปากท้องของตนและลูกไปได้วันหนึ่ง ๆ พอลูกชายเริ่มโตขึ้นก็สั่งให้ลูกชายพิการออกไปขอทานเหมือนตน นี่! เศรษฐีมี ๘๐ โกฏิในอดีต แต่ไม่ยอมทำบุญทำทาน ตระหนี่ถี่เหนียวมาก
วันหนึ่งเด็กจัณฑาลนี้ได้เดินขอทานไปถึงหน้าบ้านของตนในชาติที่แล้วสมัยที่เป็นเศรษฐี เกิดระลึกชาติได้ จำได้ว่านี่คือบ้านของตนเองในอดีตชาติ จึงเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น ปรากฏว่าเด็ก ๆในบ้านต่างตกใจที่เห็นเด็กจัณฑาลหน้าตาเหมือนปีศาจ คนรับใช้จึงได้ช่วยกันจับเด็กจัณฑาลคนนี้เฆี่ยนตี แล้วจับโยนออกมาหน้าบ้าน เห็นไหมว่าอดีตเศรษฐีที่ร่ำรวยมหาศาล แต่ทรัพย์นั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย
ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงแผ่ขยายพระญาณตรวจดูก็ทรงทราบเหตุการณ์เหล่านี้ พระองค์ผู้เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาได้ทรงออกบิณฑบาตพร้อมกับพระอานนท์มายังบ้านหลังนี้ เมื่อมาถึงหน้าบ้านเศรษฐีก็ทรงพบเหตุการณ์ที่เด็กจัณฑาลถูกโยนออกมาที่หน้าบ้านพอดี พระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า เด็กพิการคนนี้คืออานันทเศรษฐีเจ้าของเดิมของบ้านหลังนี้ที่ตายไปแล้วกลับชาติมาเกิดพระอานนท์จึงไปตามลูกชายของอานันทเศรษฐีออกมา แล้วพระพุทธเจ้าทรงบอกว่า เด็กพิกาจัณฑาลคนนี้แหละคือบิดาของเจ้าที่ตายไป ลูกชายเศรษฐีไม่ยอมเชื่อพระองค์ ว่าเด็กหน้าตาเหมือนปีศาจนี้คือพ่อของตนที่ตายไป
พระพุทธองค์จึงตรัสกับเด็กจัณฑาลว่า เจ้าจงบอกบุตรชายของเจ้าให้รู้ว่าที่ ๆ ได้เคยฝังสมบัติไว้ ๔ แห่ง เด็กจัณฑาลจึงพาไปชี้ที่ฝังสมบัติ ปรากฏว่าพอขุดลงไปก็เจอสมบัติที่ฝังเอาไว้ทั้ง ๔ แห่ง ในที่สุดลูกชายเศรษฐีจึงยอมเชื่อว่าเด็กนี้คือพ่อของตนที่ตายไป
ดังที่เล่ามานี้ก็เพื่อให้พิจารณาว่า ชีวิตของทุกคนต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ สามีภรรยา ลูกหลานบริวาร ทุกๆอย่างในชีวิตล้วนเป็นของชั่วคราว ดังนั้น มีก็มีให้เป็น อย่ามีด้วยความเป็นทุกข์ ทรัพย์สมบัติก็มีไว้เพื่อพอใช้ พออาศัย ในเมื่อเราเชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรมว่ามีจริง ภพหน้าชาติหน้ามีจริงเช่นนี้ ก็ควรสั่งสมบุญให้สืบต่อไปในภายหน้า
ชีวิตของเราทั้งหลายไม่ได้อยู่แค่ชาตินี้ เราจะมาหลงยึดมั่นถือมั่นจริงจังอะไรกันนักหนากับสิ่งชั่วคราวเหล่านี้ ชีวิตเป็นของชั่วคราว ต้องเวียนว่ายตายเกิด เราจึงควรพิจารณาว่าในขณะที่ลมหายใจยังมีอยู่นี้ เราควรมีชีวิตเพื่อสิ่งใด
เราทั้งหลายนับว่ามีบุญที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบกับพระพุทธศาสนา เราควรสนใจศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าที่จะเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ อันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา เมื่อเราได้เกิดมาพบกับพุทธศาสนาแล้ว แต่เราไม่สนใจที่จะศึกษาและประพฤติปฏิบัติก็นับว่าน่าเสียดายมาก เหมือนดั่งคนที่อยู่ใกล้ท่าแต่ไม่มีน้ำกิน หรือช่างปั้นหม้อดินแต่ไม่มีหม้อใช้
เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ คนไทยนับถือพุทธศาสนากว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ค่อยมีคนเข้าถึงศาสนาได้อย่างแท้จริง เราจึงเห็นว่าเมืองไทยมีขโมยเต็มบ้านเต็มเมือง คนกินเหล้าเมายามากมาย มีคดีจี้ ฆ่า ปล้น ข่มขืน ทุกวี่วัน นี่คือคนที่ไม่ได้เข้าถึงศาสนา ถ้าคนเข้าถึงศาสนาจริง เรื่องเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะว่าในเบื้องต้นพุทธศาสนาก็สอนให้มีศีล ๕ ซึ่งเป็นกฏพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน
ถ้าทุกคนมีศีล ๕ โลกนี้จะร่มเย็นผาสุกขนาดไหน เราลองคิดดู บ้านก็ไม่ต้องล็อคประตูก็ได้เพราะขโมยไม่มี เดินไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องเกรงว่าใครจะฉุดหรือทำร้าย ตำรวจไม่ต้องมีเลย เดินไปพบใครคุยด้วยก็เชื่อถือได้เพราะไม่มีการโกหกหลอกลวงกัน แล้วถ้าคนไม่ดื่มสุรายาเมา อุบัติเหตุก็จะลดลงมาก การทะเลาะเบาะแว้งกันหรือฆ่ากันตายเพราะขาดสติก็จะลดลง การที่มีปัญหามากเช่นนี้ก็เพราะคนไม่มีธรรม คิดดูเถิดว่าแค่ศีล ๕ ก็ยังไม่มี ปัญหาจึงเยอะแยะมากมายแบบนี้
บุญกุศลที่สูงขึ้นไปกว่าศีล คือ การมีสมาธิ มีปัญญา ซึ่งทำให้เรามีความสงบใจ และถ้ามีปัญญารู้แจ้งก็สามารถปลดปลงลงวางได้ทุกเรื่อง ทำให้ใจร่มเย็นเป็นสุขมากขึ้นไปอีก ถ้ามีแค่ศีล ๕ ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาจิตใจได้ บางคนถึงจะมีอะไรสมบูรณ์ทุกอย่าง มีแก้วแหวนเงินทองมากมายแต่จิตใจยังเร่าร้อนอยู่ ถึงจะมีคนรอบข้างเอาอกเอาใจมากแค่ไหนแต่ก็ยังรุ่มร้อนในใจ เพราะใจที่มีกิเลส เราจึงต้องอาศัยธรรมะในระดับของสมาธิและปัญญา เมื่อจิตใจมีสมาธิก็สงบได้เป็นพัก ๆ การมีสมาธิทำได้เพียงข่มกิเลสไว้แต่ไม่สามารถละกิเลสได้โดยเด็ดขาด พอสมาธิเสื่อมหรือญาณเสื่อมก็จะถูกกิเลสเล่นงานให้ทุกข์ได้อีก ฉะนั้นจึงต้องอาศัยปัญญาเพื่อละกิเลสให้โดยเด็ดขาด เป็นสมุจเฉทปหาน*
—————
* สมุจเฉทปหาน = การละกิเลสได้โดยเด็ดขาดด้วยอริยมรรค
ปัญญา คือ ความรอบรู้ มี ๓ อย่าง ด้วยกัน คือ
๑. สุตมยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการฟัง การอ่าน
๒. จินตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาหาเหตุผล
๓. ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหรือการเจริญสติปัฏฐาน ๔
ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ทำได้โดยการการเจริญสติให้มีความระลึกรู้อยู่ในตัว หรือในฐานทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม โดยมีสติสัมปชัญญะเป็นตัวการปฏิบัติ และอาศัยความพากเพียรในการระลึกรู้อย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ระลึกรู้ที่กาย พยายามรู้ที่กายไว้ จิตจะได้ทิ้งเรื่องอดีต เรื่องอนาคต ทิ้งเรื่องราวต่าง ๆที่ทำให้ใจวุ่นวายออกไป
การปฏิบัติให้เอาติดมาเกาะไว้ที่กายอยู่ทุกอิริยาบถไม่ว่ากายกำลังยืน กำลังเดิน กำลังนั่ง กำลังนอน กำลังทำอะไรก็ตามให้ระลึกรู้สึกตัวตามไป รู้ก็ไม่ใช่รู้แค่ครั้งเดียว แต่ต้องคอยรู้ ๆ ๆ ๆ อย่างต่อเนื่อง หรือเอาสติมารู้ไว้ที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ตามดูรู้ตามไปเรื่อย ๆ ก็ได้ จึงต้องอาศัยความเพียรเป็นตัวที่คอยดึงจิตที่มักจะคิดไปในเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ถ้าจิตคิดอออกไปอีกก็ตั้งสติดึงกลับมาใหม่อีก ถ้าเราไม่ยอมพากเพียรจิตของเราก็จะไหลไปตามกระแสของกิเลส
เราก็ต้องพยายามเตือนตนเองให้ใส่ใจในการระลึกรู้ ตอนแรกก็รู้ที่กาย ต่อมาก็รู้ที่เวทนา จิต และธรรม กายรู้สึกสบาย กายรู้สึกไม่สบายก็รู้ ใจสบาย ใจรู้สึกไม่สบาย ก็รู้ ใจชอบ ใจชัง ใจคิด ใจสงบ ก็ให้รู้ ระลึกรู้อยู่แบบนี้บ่อย ๆ เนือง ๆ อยู่เสมอ ทั้งการยืน การเดิน การนั่ง การนอน การคู้เหยียดเคลื่อนไหว ทำพูดคิด มีสติตามรู้อยู่เนือง ๆ
เมื่อสติตามรู้อยู่ที่กาย เวทนา จิต ธรรม อยู่บ่อย ๆ ในที่สุดก็จะเกิดปัญญา เรียกว่า ภาวนามยปัญญา* คือปัญญาที่รู้แจ้งขึ้นมาเอง เกิดความรู้แจ่มแจ้งเข้าใจในธรรมชัดเจนภายในใจของเราเอง นั่นคือจะรู้เห็นว่าสังขารร่างกายและจิตใจหรือรูปนามนี้ มันเป็นเพียงธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงเกิดดับบังคับไม่ได้ คือเห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา** มีความรู้ความเข้าใจในชีวิตตนเองว่า อ้อ! ชีวิตนี้ไม่มีตัว ไม่มีตนอะไร เราไปหลงยึดมั่นถือมั่นจึงต้องเดือดร้อนวุ่นวาย พอจิตใจเห็นแจ้งก็สามารถปลดปลงลงวาง ก็ว่างสบาย มองสิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่า ก็เป็นเช่นนั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ถาวร ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวเรา ของเรา ทุกอย่างล้วนเป็น “ของชั่วคราว” เป็นไป “ตามเหตุตามปัจจัย” จิตก็วาง ไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวายใจ
—————
* ภาวนามยปัญญา = ปัญญา คือ ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามความเป็นจริง
** อนิจจัง = ไม่เที่ยง ไม่คงที่ สภาพที่เกิดมีขึ้นแล้วก็ดับล่วงไป
ทุกขัง = สภาพที่ทนอยู่ได้ยาก เนื่องจากต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่ไม่ขึ้นต่อตัวมันเอง
อนัตตา = ไม่ใช่ตัวตน ไม่ขึ้นต่อบังคับบัญชาของใคร ๆ
ถ้ามีชีวิตอยู่ก็ทำไปตามหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ตนเองและผู้อื่น ชีวิตก็อยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยเป็นไปด้วยดีเกื้อกูลกันไป ทำหน้าที่กันไปเท่าที่ทำได้ตามกำลังและความสามารถ สิ่งใดช่วยได้ก็ช่วยกันไป ถ้าสุดวิสัยช่วยไม่ได้ก็ปลดปลงลงวาง ว่าเราไม่สามารถจะไปช่วยอะไรใครได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงสามารถโปรดได้ทุกคนพระองค์ก็ทรงโปรดเฉพาะบุคคลที่ทรงโปรดได้
ดังนั้น สิ่งใดที่ช่วยได้ก็ช่วยกัน สิ่งใดที่ช่วยไม่ได้ก็ เออ…สัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรมของเขา สุดที่จะช่วยได้ก็ต้องปล่อยไป ถ้าเรายังไม่ถึงที่สุด เราก็สั่งสมบุญบารมีของเราไป ด้วยการบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนาอ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยเหลือขวนขวายงานบุญต่าง ๆ ชีวิตเราก็จะอยู่กับบุญกุศล อยู่กับสิ่งที่เป็นสาระของชีวิต
การที่ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เป็นสาระนี้ ก็จะรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า แล้วก็จะมีความอบอุ่นใจเหมือนกับมีเพื่อน คนที่อยู่กับบุญ อยู่กับธรรมะ จึงเหมือนอยู่กับเพื่อนแท้ ตรงข้ามกับการที่เราอยู่กับทรัพย์สมบัติ อยู่กับบุคคลต่าง ๆ มากมาย แต่บางทีเวลาที่เราทุกข์นี่ก็เหมือนกับเราตัวคนเดียว ร้องไห้เราก็ร้องคนเดียว ไม่มีใครเขามาร้องกับเราด้วยหรอก ยิ่งเวลาจะตายก็ตายคนเดียว ไม่มีใครมาตายกับเราด้วยหรอก แม้จะตายด้วยแต่ก็ไม่ได้ไปด้วยกัน ต่างคนต่างไป กรรมใครกรรมมัน
ถ้าเรามีธรรมะจะรู้สึกอุ่นใจ จิตใจอิ่มเอิมเป็นสุขอยู่กับธรรมะ มีธรรมะเป็นที่พึ่ง เรียกว่ามองสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ มองสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ นี่คือคนมีธรรมะ มีปัญญา
ส่วนคนไม่มีธรรมะ ก็จะไปหลงใหลเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ไม่ได้เป็นคุณประโยชน์อะไรแท้จริง สิ่งนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความสุขอย่างแท้จริง เราไปเอาจริงเอาจังลุ่มหลงกับมันก็เลยทุกข์ สำหรับผู้มีธรรมะ มีปัญญา เขาก็ว่าไม่เป็นสาระ แล้วก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมาก มีก็ได้ ไม่มีก็ได้
มีก็มีให้เป็น ไม่มีก็ไม่มีให้เป็น
มีก็มีให้เป็น ก็ไม่เป็นทุกข์
ไม่มีก็ไม่มีให้เป็น ก็ไม่เป็นทุกข์
แต่ถ้าไม่มีธรรมะนี่ เวลาไม่มีก็เป็นทุกข์ เวลามีก็เป็นทุกข์ เป็นทุกข์ตลอด เวลาไม่มีก็อยากจะได้อยากจะมี แต่เวลาที่มีจริง ๆ แล้วก็ทุกข์ แต่ถ้าคนที่มีธรรมะก็จะเข้าใจ ถึงไม่มีก็ไม่ทุกข์ใจ ถึงเวลามีก็มีอย่างไม่เป็นทุกข์ เพราะเข้าใจตามเป็นจริงแล้วว่าทุกสิ่งล้วนของชั่วคราว ในที่สุดเราก็ต้องทอดทิ้งไป ควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นสาระคือธรรมะดีกว่า ธรรมะคือสิ่งที่เป็นสาระเป็นประโยชน์กับเราอย่างแท้จริง สาระคือบุญกุศล สาระคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เราจึงต้องเดินเข้าหาที่พึ่งทางใจคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เวลาที่เหลืออยู่ก็ยังไม่สายเกินไปที่เราจะสะสมคุณงามความดี และขวนขวายในสิ่งที่เป็นสาระแก่ชีวิตของเราให้คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนา
วันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความผาสุกความเจริญในธรรม จงมีแก่ทุกท่านเทอญ
เนื้อหาข้อความ จากหนังสือพระธรรมเทศนาเรื่อง
“ชีวิตนี้เพื่อสิ่งใด” โดยพระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)
ดาวโหลด pdf ได้ที่นี่
http://www.kanlayanatam.com/Mybookneanam/cheevitnee.pdf
Advertisements