ทำสมถะมากๆ จะเห็นความจริงได้ยังไง? – ถามดังตฤณ

(เป็นคำถามที่เกิดขึ้นบน Facebook เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554)
ถาม : การทำสมถะนี้คล้ายๆกับ
เราค่อยๆดัดแปลงจิตใจตัวเองทีละนิดหรือเปล่าคะ
คือแทนที่เราจะดูจิตดูใจเราอย่างที่เขาเป็น
กลับกลายเป็นว่า เราเอาแต่ไปทำให้เขานิ่งให้เขาสงบ
ให้เขาเป็นอย่างที่เราต้องการ
หากเราทำสมถะมากๆแล้ว… เราจะมองเห็นความจริงได้อย่างไร ?
อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรคะ
ดังตฤณ : จิตที่มีกิเลสเดิมทีไม่สามารถมองเห็นอะไรตามจริงได้อยู่แล้วครับ
เพราะบิดเบี้ยวด้วยราคะ โทสะ โมหะ
เห็นร่างกายคนอื่นก็เห็นด้วยความอยากเสพ
เห็นหน้าคนที่ไม่ชอบก็เห็นด้วยความอยากด่าหรืออยากห่าง
หรืออยู่ดีๆ เดินไปไหนมาไหน ก็รู้สึกว่าตัวพองเป็นเจ้าใหญ่นายโต ฯลฯ

พูดง่ายๆว่าเมื่อจิตชุ่มด้วยกิเลส โอกาสจะเห็นว่ากายใจไม่เที่ยง เป็นทุกข์
ไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้น ถือว่าเป็นศูนย์เลย
ต่อให้เรียมาก รู้มาก หรือได้นักธรรม ได้เปรียญขั้นไหนมาก็ตาม
ฉะนั้น พระพุทธเจ้าตลอดจนครูบาอาจารย์ร่วมสมัย
ท่านจึงให้ “ทำจิตให้สงบเสียก่อน”
ด้วยการเจริญอสุภกรรมฐานดับราคะบ้าง
ด้วยการเจริญเมตตาดับพยาบาทบ้าง
เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น
สำหรับคนที่จะทำจิตให้พร้อมรู้ในระยะยาวกันจริงๆ

เมื่อทำสมถะ มีอานาปานสติเป็นต้น
จิตไม่ชุ่มด้วยกิเลสแล้ว กิเลสเองเมื่อปรากฏ
ก็จะปรากฏในระดับกำลังอ่อน
เพียงพอที่เราจะดูทัน ดูออก
ไม่ใช่ปรากฏปุ๊บ ใจเราหลงเต็มเหนี่ยวปั๊บเหมือนธรรมดา

สรุปคือใครบอกว่าสมถะไม่สำคัญ
หรือใจเกิดคิดขึ้นมาว่าเป็นเรื่องของการปรุงแต่งจิต
ก็ให้คิดว่าออกนอกขนบนักเจริญสติดั้งเดิมแล้ว
และแท้ที่จริง แม้การเห็นอะไรๆตามจริง ตามที่มันเป็น
ก็คือรูปแบบการปรุงแต่งชนิดหนึ่งครับ
จิตจะไม่ปรุงแต่งจริงๆก็เมื่อดับขันธ์เข้านิพพานนั่นแหละ

[ดังตฤณ เป็นนามปากกาของนักเขียนธรรมะชื่อดังท่านนึง ชื่อจริงๆคือ ศรันย์ ไมตรีเวช
ใครคือดังตฤณ คลิกที่นี่ หรือ คลิกที่นี่]
Advertisements