ปฎิจจสมุปบาท โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์: ฝนตกแดดออกอะไรเนี่ยนะ มันมีเหตุทั้งสิ้นใช่มั้ย ไม่ตกลอยๆมาหรอก อยู่ๆไม่ตกหรอก นะ มันต้องมีเหตุมันถึงตกนะ ถ้าไม่มีเหตุมันก็ไม่ตก สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุทั้งหมดเลย ตามเหตุตามปัจจัยปรุงแต่ง

นี่คนเราไม่เข้าใจความจริงตรงนี้ ว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยปรุงแต่ง เราไปอยากให้มันเป็นอย่างอื่น อย่างฝนไม่ตกอยากให้ตก ฝนตกอยากให้มันไม่ตก อะไรอย่างนี้ มันไม่ได้เป็นอย่างที่อยาก มันเป็นไปเพราะมีปัจจัยปรุงแต่ง

ทีนี้ทำอย่างไรจะเห็นความจริงได้ ธรรมะที่เรื่องปัจจัย เรื่องปัจจยาการ เรื่องอะไรอย่างนี้ เรื่องปฏิจจสมุปบาท มันเป็นหลักธรรมสำคัญในศาสนาพุทธ เรื่องปฏิจจสมุปบาท ท่านสอนว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวเรา ก็ล้วนแต่สะท้อนถึงธรรมะอันนี้ทั้งสิ้นเลย

ถ้าคนใดภาวนาแล้วเข้าใจปฏิจจสมุปบาทท่อนปลายจะได้โสดาฯ ท่อนปลายก็คือ เพราะมีอายตนะจึงมีผัสสะ เพราะมีผัสสะจึงมีเวทนา เพราะมีเวทนาจึงมีตัณหา เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงมีภพ เพราะมีภพจึงมีชาติ เพราะมีชาติจึงมีทุกข์

ถ้าเข้าใจปฏิจจสมุปบาทท่อนนี้ จะได้พระโสดาฯ แล้วก็ผู้ใดเข้าใจปฏิจจสมุปบาทท่อนแรก ท่อนต้นน่ะจะเป็นพระอรหันต์ รู้ว่าเพราะอวิชามีอยู่สังขารจึงมีอยู่ เพราะสังขารมีอยู่วิญญาณจึงมีอยู่ วิญญาณมีอยู่นามรูปจึงมีอยู่ เราก็ต้องค่อยๆเรียน วิธีที่จะเข้าใจปฏิจจสมุปบาททั้งสองส่วนได้ ก็คือการเจริญสตินั่นเอง เจริญสติปัฏฐานไป เพราะสติปัฏฐานทำให้เกิดปัญญา เบื้องต้น สติปัฏฐานทำให้เกิดสติ เบื้องปลายสติปัฏฐานทำให้เกิดปัญญา เห็นความจริงของรูปของนาม ของกายของใจ

อย่างพวกเราตอนนี้หัดภาวนา พวกเราหลาย หลายพันแล้วนะ หลายพันคน เรามีสติจริงๆขึ้นมา เรามีสติเราก็เห็นกายมันทำงาน เห็นจิตมันทำงาน เราเห็นได้แล้ว พอพวกเราเห็นอย่างนี้มากเข้า มากเข้า พวกเรารู้สึกมั้ย เราเริ่มเห็น เราเริ่มรู้จักปฏิจจสมุปบาท ที่หลวงพ่อบอก

เรารู้เลยว่าเนี่ยตามันกระทบรูปใช่มั้ย แล้วใจมันก็ทำงานขึ้นมา มันยินดีบ้าง มันยินร้ายบ้าง ยินดีก็อยากได้ ยินร้ายก็อยากผลัก จะอยากได้หรืออยากผลักก็คือตัณหานั่นแหละ ก็คืออยาก พอมีตัณหาเนี่ย มีความอยากใดๆเกิดขึ้น สังเกตมั้ย ยิ่งอยาก นะ ถึงกระทั่งอยาก อยากไม่เอานะ จิตใจก็ยิ่งสนใจในสิ่งนั้น ยกตัวอย่างเราเกลียดใครนะ เราสนใจคนนั้นมาก รู้สึกมั้ย ไม่อยากเจอมันเลย อยากไม่เจอมัน รวมความแล้วอยากไม่เจอมัน ยิ่งสนใจ รักใครมากก็คิดถึงมากใช่มั้ย เกลียดใครมากก็คิดถึงมาก จิตใจมันไปจดจ่อใส่ ไปยึดไปถือ ไปหยิบไปฉวย เอาสิ่งนั้นมาเป็นอารมณ์ เรียกว่าอุปาทาน เข้าไปยึดไปถือ องค์ธรรมของอุปาทานนะ ก็คือโลภะ เช่นเดียวกับตัณหานั่นแหละ องค์ธรรมอันเดียวกัน แต่อุปาทานเนี่ยคือตัณหาซึ่งมีกำลังกล้า ตัณหามันแค่ความทะยานอยากของจิต

ออ..วันนี้ยังไม่โชว์ตัว (พูดถึงไอ้เหลือง) อ๋อ..วันนี้คนน้อย ญาติโยมน้อยมันไม่ชอบคลุกคลีนะ ไม่ชอบคลุกคลีหมู่คณะ มักน้อยสันโดษ ไม่คลุกคลี วันๆไม่ยุ่งกับใคร แต่เมื่อก่อนมันงกนะ อยู่สวนโพธิ์คนมาไม่มาก ญาติโยมมา มันจะคอยสำรวจ ว่าใครเอาอะไรมา แล้วขากลับมันไปดูอีก ว่าเอาอะไรกลับ ถ้ามาหยิบฉวยของวัดไปนะ ไม่ยอม ช่างมัน อย่าไปยุ่งกับมัน

เห็นมั้ย เนี่ย ตามองเห็น หูได้ยินเสียง ตามองเห็นใช่มั้ย ใจก็วิ่งไปใส่ พอใจเรากระโดดเข้าไปจับเนี่ย มีอุปาทานละ จับอะไร จับหมาไว้ ถ้าตายตอนนี้จะเป็นอะไร… มีคำตอบใช่มั้ย ทุกอย่างมีเหตุ มีผล หมดเลย มีคำตอบในตัวเอง พอใจเราไปจับอารมณ์นะ จับไม่จับเฉยๆ สังเกตมั้ย จับแล้วลูบคลำขยำขยี้ด้วย จับแล้วมีการทำงาน พอเข้าไปจับนะมีการทำงานทางใจขึ้นมา อยากได้ก็พยายามดึงไว้ ไม่ชอบก็พยายามดันไว้ มองไม่ออกว่าชอบไม่ชอบ ก็ลูบๆคลำๆอยู่นั่นแหละ นะ ไปผลักมันนะ ก็เป็นโทสะ ไปดึงไว้ก็เป็นโลภะ มองไม่ออกว่าจะเอาไงดีก็เป็นโมหะ นี่ กิเลสก็แฝงตัวทำงานอยู่ตลอดนะ ในขณะที่จิตเราปรุงแต่ง เรียกว่า จิตมันสร้างภพ เคยได้ยินใช่มั้ย อุปาทาน เพราะอุปาทานมีอยู่ ภพจึงมีอยู่ ภพ ภพไม่จำเป็นต้องเป็นภพใหญ่ๆ เกิดเป็นคนเป็นหมาเป็นแมวอะไรอย่างนี้นะ เป็นเปรต เป็นอสุรกาย

ในความเป็นจริงแล้วจิตเราสร้างภพอยู่ตลอดเวลา ภพตัวนี้ชื่อว่า “กรรมภพ” นะ เพราะมีกรรมภพนะ คือมีการทำงานทางใจใช่มั้ย สังเกตมั้ยพอใจเราทำงานแล้ว ความรู้สึกเป็นตัวเราก็เกิดขึ้น ชาติก็เกิดขึ้น จะมีเราผุดขึ้นมา ตอนนี้พวกเราที่ภาวนากับหลวงพ่อมีใครมองเห็นแล้ว มีมั้ย อยู่ๆมี มีความเป็นตัวเราผุดขึ้นมา ความเป็นตัวเราไม่ได้มีตลอดเวลา อาศัยการกระทบกันนะ ระหว่างตากับรูป หูกับเสียงเป็นคู่ๆไป มีการกระทบกัน แล้วเกิดการทำงานทางใจ

เวทนา นะ ไม่ใช่การทำงาน เวทนาเป็นวิบาก เป็นผลที่เกิดขึ้น พอมีเวทนาแล้วเกิดตัณหาละ เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน เนี่ยเป็นกิเลส เกิดภพ ภพคือการทำกรรม เกิดชาติคือความเป็นตัวเป็นตน เกิดทุกข์ขึ้นมา ชาติและทุกข์ นะ เป็นตัววิบาก เป็นตัวผล

พวกเราภาวนา เราสังเกตมั้ย อยู่ๆความเป็นตัวเราก็ผุดขึ้นมา พอรู้ทันก็หายไป ไม่มีจริง น่ะ ไม่มีจริง คนซึ่งไม่เคยภาวนารู้สึกว่าตัวเรามีจริงๆ มีจริงอย่างแน่นอน นะ ตัวเราเดี๋ยวนี้กับตัวเราเมื่อเด็กๆเป็นคนเดียวกัน แต่เมื่อมาหัดเจริญสติมากเข้ามากเข้า มากเข้า ปัญญามันเกิด มันเห็นเลย ความรู้สึกมีตัวมีตนนั้นน่ะ เกิดขึ้นเป็นคราวๆเมื่อจิตมันปรุงแต่ง จิตมันทำงาน จิตมันสร้างภพ มันก็เกิดความรู้สึกมีตัวมีตนขึ้นมา

สังเกตมั้ย ทันทีที่รู้สึกมีตัวมีตนขึ้นมาความทุกข์ทางใจจะเกิดขึ้นทันที จิตจะหนักๆแน่นๆแข็งๆ ซึมๆนะ ไม่มีความสุข ไม่มีความสบาย จิตเกิดการบีบคั้นขึ้นมา นะ จิตทีแรกไม่ได้บีบคั้นอะไร ทำงานไปตามปฏิกริยาตามธรรมดา นะ แล้วพอกิเลสตัณหาเกิดขึ้น จิตทำกรรมขึ้นมา มีตัวเราขึ้นมา ความทุกข์ก็ตามมา

แต่ถ้าเรามีสตินะ เราเห็นจิตมันทำงาน ตัวเราไม่เกิด ความทุกข์ทางใจมันจะไม่เกิด มันจะเหลือแต่ทุกข์ในขันธ์ เพราะฉะนั้นทุกข์ของตัณหา ทุกข์เพราะตัณหาเนี่ย เป็นทุกข์ทางใจ เป็นทุกข์ทางใจ เพราะฉะนั้นผู้ใดเข้าใจปฏิจจสมุปบาทท่อนปลาย จะได้พระโสดาบัน จะได้เห็นความจริงว่าตัวเราไม่มี สิ่งที่เรียกว่าตัวเรานั้น จิตมันปรุงขึ้นมาเป็นคราวๆ ตัวเราถาวรจริงๆไม่มี

ทีนี้พอได้โสดาฯแล้วเราเห็นเลย โลกนี้จะค่อนข้างแบนๆ มองโลกแล้วโลกจะราบๆแบนๆ ไม่โดดเด่น ฉูดฉาด ดึงดูดความสนใจเท่าแต่ก่อน ยิ่งได้สกิทาคานะ โลกเหมือนราบไปเลย ราบเป็นหน้ากลอง นานๆจะมีอะไรฉูดฉาดขึ้นมาดึงดูดใจสักนิดนึง ส่วนใหญ่ก็จะเห็นไม่มีสาระอะไร ว่างๆ ไร้สาระไร้แก่นสาร ภาวนาไปต่อไปเรื่อยๆนะ ถึงวันหนึ่ง ได้เป็นพระอนาคามี เพราะว่าเห็นความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นก็คือ เห็นความจริงว่ากายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ แต่เดิมเห็นนะทั้งกายทั้งจิตไม่ใช่ตัวเรา เป็นพระโสดาบัน ก่อนจะเป็นพระโสดาบันเนี่ย เห็นว่ากายไม่ใช่เรา จิตยังเป็นเราอยู่ นะ ตอนจะก่อนจะได้โสดาฯ กาย กายไม่ใช่เรา จิตเป็นเรา ถูกแล้ว

พวกเราที่ภาวนารู้สึกมั้ย กายเริ่มไม่ใช่เราแล้ว แต่จิตยังเป็นเราอยู่ เพราะฉะนั้นภาวนาไปถึงจุดหนึ่งเราจะเห็นว่า กระทั่งจิตก็ไม่ใช่เรา ความเป็นเราไม่มี ความเป็นเรานั้นเป็นความปรุงแต่งที่เกิดขึ้นเป็นคราวๆ ตัวเราไม่มีได้โสดาฯ นะ

ต่อมาเราก็รู้กายรู้ใจอีก ถึงมันไม่ใช่ตัวเรานะ แต่ยังรักยังหวงแหน เพราะอาศัยกายนี้ใจนี้ จึงได้สัมผัสกับโลก โลกไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเราก็จริงนะ แต่การที่ได้สัมผัสกับโลกนั้น ยังนำความสุข ความเอร็ดอร่อยมาให้ ยังเอร็ดอร่อยในกามคุณอารมณ์อยู่ เพราะมีตาจึงได้เห็นรูปที่สวย เพราะมีหูจึงได้ฟังเสียงที่เพราะๆถูกอกถูกใจ เสียงบางอันไม่เพราะนะแต่ถูกใจ

เช่นบางคนได้ยินเสียงด่า หันไป เพื่อนเราด่า จำได้ เสียงนี้ เพื่อนเราด่า ด่าเป็นสัตว์เลี้ยงนานาชนิดอะไรอย่างนี้นะ ฟังแล้วไม่โกรธใช่มั้ย ฟังแล้วโอ๊ะดีใจเสียอีก เนี่ย เห็นมั้ย ได้ยินเสียง เสียงเนี่ย เสียงบางอย่างก็เพราะ เราก็ชอบ บางอย่างไม่เพราะนะ แต่เนื้อหาสาระที่อยู่เบื้องหลังนั้นถูกใจ เราก็ชอบได้เหมือนกัน นะ บางคนถูกด่าทุกวัน มีเมีย เมียด่าทุกวัน วันไหนเมียไม่ด่ากลุ้มใจนอนไม่หลับ อยู่ที่ความคุ้นเคย

เพราะว่าอาศัยมีตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงได้สัมผัสความเอร็ดอร่อยของโลก เพราะอาศัยว่ามีใจ จึงได้คิดถึงความเอร็ดอร่อยของโลก มันก็เลยรักและหวงแหน แต่พอเจริญสติมากเข้า มากเข้า เราเห็นว่ากายนี้มันเป็นตัวทุกข์นะ ร่างกายนี้ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลาเลย หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ ร่างกายนี้มีแต่ความทุกข์ล้วนๆ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไปเลย ในกายนี้ พอเห็นอย่างนี้อย่างแจ่มแจ้ง จิตหนีไปก็รู้นะ เดี๋ยวธรรมะของหลวงพ่อก็หนีตามไปหมดหรอก ธรรมะที่หลวงพ่อเทศน์ไม่ได้มีสคริปต์นะ อยู่ที่คนฟังหรอก ไปถึงไหนแล้ว ชักหายแล้ว.. เอ้าตรวจการบ้าน เลยไม่ถึงตอนต้นเลย

โยม: กราบนมัสการหลวงพ่อเจ้าค่ะ ตอนนี้ วันนี้มีโมหะมาก แล้วก็มีโทสะ เนื่องจากเมื่อคืนฟุ้งซ่านมาก มี..ความวิตกกังวลเนื่องจากเวทนา เกิดเวทนา ว่าก็ ก็เห็น..เห็นจิต..

หลวงพ่อปราโมทย์: เวทนาแล้ว แล้วมีตัณหามั้ย

โยม: มีเจ้าค่ะ ตัณหามันดิ้นรน จะผลัก มันไม่พอใจ

หลวงพ่อปราโมทย์: พอผลักมันแล้วเกิดการทำงานทางใจ มองเห็นมั้ย

โยม: เห็นเจ้าค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: นั่นแหละ เรียกว่าภพ รู้สึกมั้ย มันทำงานทางใจแล้วมีตัวเราขึ้นมา

โยม: เจ้าค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: นั่นเรียกว่า ชาติ แล้วก็ทุกข์

โยม: เจ้าค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: พอทุกข์แล้วทำอย่างไร ทุกข์แล้วเรารู้สึกคร่ำครวญ รู้สึกมั้ย

โยม: ใช่เจ้าค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: นี่ปฏิจจสมุปบาททั้งนั้นเลย นี่แหละ อย่างนี้และ ดูไป

โยม: เจ้าค่ะ พอ พอรู้สึกตัว ไม่ใช่ตัวเรานะ พอบีบคั้น พอความทุกข์รุนแรง ก็ดูไป เดี๋ยวก็หายไป เดี๋ยวก็เบา ทีนี้ก็ พอเผลอเป็นตัวเราเมื่อไหร่ก็ทุกข์ ทุกข์มากว่า วันนี้จะมาส่งการบ้านหลวงพ่อไม่ได้ ปวดหลังมากเจ้าค่ะ นึกว่าจะเดินไม่ไหว ก็เลย.. เห็นจิตที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา เจ้าค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: ดี

โยม: แล้วมีโทสะนิดๆ ว่า ไม่น่า..

หลวงพ่อปราโมทย์: เห็นมั้ยเขาทำงานเอง

โยม: เจ้าค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: เห็นมั้ยโทสะเนี่ย แทรกมากับทุกขเวทนา

โยม: แทรกเจ้าค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: เพราะมีทุกขเวทนา โทสะจึงมี เห็นมั้ย สัมพันธ์กัน มีเหตุมีผลหมดน่ะ

โยม: เห็นชัดเลยเจ้าค่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์: เนี่ยเราเรียนไปจนเราเห็น เห็นแจ่มแจ้ง โอ้.. ตัวเราไม่มีหรอก ถ้ามีตัวเราด้วยความยึดถือขึ้นมา ด้วยความปรุงแต่งขึ้นมาเมื่อไหร่นะ ความทุกข์ก็ตามมา ใจก็มีปัญญามากขึ้น มากขึ้น ในที่สุด ไม่เอา ตัวเราจริงๆไม่มีหรอก นะ แล้วดูไปอีก เห็นมั้ยกายนี้ทุกข์ล้วนๆ พอมีสตินะ กายจะเป็นทุกข์ล้วนๆให้ดู

ยกตัวอย่างนะ หลวงพ่อเองน่ะ ตอนหลวงพ่อเด็กๆนะ เวลานอนเนี่ยรู้สึกเป็นการเสพสุข รู้สึกมั้ย นอนนะ กลิ้งไปกลิ้งมามีความสุข นะ เดี๋ยวนี้ไม่เคยรู้สึกว่านอนมีความสุขเลย รู้สึกนอนบรรเทาทุกข์ แล้วบรรเทาไม่ได้จริง เดี๋ยวความทุกข์ก็ตามมาอีก ต้องนอนกลิ้งไปกลิ้งมา พลิกไปพลิกมานะ เพราะความทุกข์มันบีบคั้นทั้งคืนเลย ดูลงไปนะ กายนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ เนี่ย ถ้าดูอย่างนี้ได้นะ วันหนึ่งใจปิ๊งขึ้นมา กายนี้ทุกข์ล้วนๆนะ จิตไม่ยึดถือกายแล้ว พอไม่ยึดถือกายก็ไม่ยึดถือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่ยึดถือในรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ จะยึดทำไม มันกระทบลงมานะ กายนี้มันมีแต่ทุกข์ ไม่ใช่ว่ากระทบแล้วมันมีสุขอะไร

อย่างตาเราเจ็บใช่มั้ย ตาเราเจ็บมากๆ อยากให้หมอผ่าเอาลูกตาออกไปเลย ไม่อยากดูแล้ว สมมุติตาเจ็บมากๆ ไม่หวงแล้ว ที่มันหวงแหนเพราะมันเอร็ดอร่อยอยู่ แต่ถ้ามันเห็นว่ามันเป็นทุกข์จริงๆนะ ไม่เอา ใจจะวาง พอวางไปนะ ได้พระอนาคาฯแล้ว พอได้พระอนาคาฯแล้ว นี่ต่อได้แล้วธรรมะ ต่อติดละ

ใจมันจะตั้งมั่นนะ เด่นดวงอยู่อย่างนั้น ทั้งวันทั้งคืนเลย นานๆมันจะหมองๆสักทีหนึ่ง หลายๆวันจะหมองๆนะ แค่หมองหน่อยๆ ทำไมหมอง เพราะมันสบายหลายๆวันนี่นะ ใจมันชักเร่าร้อนนิดๆนะ ว่า เอ.. ขี้เกียจไปมั้ง ยังไม่จบการปฏิบัติ งานยังไม่เสร็จเลย อะไรอย่างนี้ ใจมันเริ่มดิ้นรนว่าทำอย่างไรจะหลุดพ้น

พอมันดิ้นขึ้นมานะ มันหมองๆไปอีก เสร็จแล้วพอเรามีสติรู้ทันนะ ก็สดใสขึ้นมาอีก นะ อย่างนี้กลับไปกลับมานะ เจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ จิตจะหมุนเวียนอยู่อย่างนั้นเอง เจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ วนไปวนมา ถึงจุดสุดขีดเลย ปัญญามันแจ้งนะ ตัวจิตนี้ ตัวจิตนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆนะ เป็นตัวทุกข์ล้วนๆเพราะอะไร เพราะเอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้ มันเป็นของที่เจริญแล้วก็เสื่อมไป นะ แล้วเป็นของที่มีความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา นะ คนไหนถ้าทรงฌานอยู่นะ เวลาบรรลุพระอรหันต์จะเห็นทุกข์ จะบรรลุด้วยการเห็นทุกข์ เห็นจิตเป็นทุกข์

ถ้าไม่เห็นจิตเป็นทุกข์จะไม่วาง เพราะอะไร เพราะจิตมีความสุขมาก เพราะจิตทรงฌาน เพราะฉะนั้นคนซึ่งสมาธิมากๆเนี่ย ขั้นสุดท้ายจะไปบรรลุด้วยการเห็นจิตเป็นทุกข์ พวกปัญญามากก็เห็นแค่ว่ามันไม่ใช่ตัวเราหรอก นะ มันทำงานของมันเอง มันไม่ใช่ตัวเรา แล้วก็ยอมวางแล้ว นี่พวกปัญญามาก สุดท้ายก็คือปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือจิตไป คืนกายคืนจิตให้โลก นะ คืนกายคืนจิตให้โลกไป

นิโรธมี ๕ ตัว นะ นิโรธถ้าแปลหยาบๆก็แปลว่านิพพาน ถ้าอย่างละเอียดขึ้นมาเนี่ย นิโรธไม่ใช่นิพพานทั้งหมดหรอก นิโรธอันหนึ่งนั้น เป็นการข่มไว้ ยังมีกิเลสอยู่แล้วข่มกิเลส กิเลสดับไป นิพพานตัวนี้ เรียกนิโรธตัวนี้เป็นความดับ นะ ดับ ข่มกิเลสลงไปแล้วกิเลสดับ ด้วยสมถะ ก็เป็นนิโรธชนิดหนึ่งนะ เรียก วิกขัมภนนิโรธ นี่ต้องถามฝ่ายวิชาการ เราเดี๋ยวนี้ไม่จำอะไรละ

ถ้าเรามามีสติใช่มั้ย พวกเราหลงอยู่กับโลกที่ปรุงแต่งมานาน เราเห็นของไม่สวยว่าสวย เห็นของไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นของเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นของไม่ใช่ตัวเราว่าเป็นตัวเรา เรียกว่าวิปลาสอยู่ เรามาทำวิปัสสนานะ แก้วิปลาส แก้ด้วยธรรมะที่ตรงข้ามกัน เคยเห็นว่ามันสวยงามเนี่ย เห็นว่ามันไม่สวยงาม ละความเห็นผิดว่ามันสวยมันงามได้ เคยเห็นว่ามันเที่ยง อย่างรู้สึกว่าจิตใจของเราเที่ยงนะ จิตใจของเราเดี๋ยวนี้ กับจิตใจเราเด็กๆ คนเดิม มันเที่ยง เห็นความจริงว่าไม่เที่ยง เห็นด้วยธรรมที่ตรงข้ามกัน

เคยเห็นว่าจิตใจมีแต่ความสุขล้วนๆเลย นะ มีแต่ความสุขล้วนๆ นะ อันนี้ภูมิของพระอนาคาฯ ก็จะเห็นว่า ไม่ใช่หรอก นะ จิตใจไม่ใช่มีความสุข จิตใจเป็นทุกข์ กายก็ทุกข์ ใจก็ทุกข์ เคยเห็นว่ามันเป็นตัวเรา ทั้งกายทั้งใจนะ ก็เห็นความจริงว่าไม่มีตัวเรา ตัวเราปรุงขึ้นมาเป็นคราวๆ ปรุงความรู้สึกนะ เห็นด้วยธรรมะที่ตรงข้ามกัน นะ เรียกว่าอะไร เรียกว่า ตทังคนิโรธ ฝ่ายวิชาการนึกไม่ออก ยังนึกไม่ทัน นะ

ตรงที่เกิดอริยมรรคนะ ก็ตัดสังโยชน์ ตัดแล้วตัดเลย เลยเรียก สมุจเฉทนิโรธ นะ ต่อไปก็เรียกว่า เรียกว่าอะไร เรียกว่าอะไรช่างมันเถอะ ลืมหมดแล้ว พอใจของพวกเราแกว่งนะ ธรรมะก็หายหมดอีกแล้ว นะ ฟังธรรมะถ้าจะฟังละเอียดๆต้องใจมีสมาธิ สมาธิพอถึงจะฟังได้ เอ้า.. ว่าไป จบหรือยัง

โยม: เมื่อคืนได้เห็นกระบวนการของจิตเยอะเลย

หลวงพ่อปราโมทย์: น่าน ดีแล้ว เห็นมั้ย เห็นท่อนปลาย

โยม: เห็น เห็น

หลวงพ่อปราโมทย์: หรือเห็นท่อนต้น ถ้าเห็นท่อนต้นนะ แล้วก็แจ่มแจ้งแล้วก็จะได้เป็นพระอรหันต์ ถ้าเห็นท่อนปลายแจ่มแจ้งก็จะได้โสดาฯ ตอนนี้ยังไม่แจ่มแจ้ง ต้องดูอีก ดูซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ ดูไป

โยม: เจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ

หมายเหตุ: นิโรธ ๕ คือ วิกขัมภนนิโรธ ตทังคนิโรธ สมุจเฉทนิโรธ ปฏิปัสสัทธินิโรธ นิสสรณนิโรธ

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๖
นำมาจาก ปฎิจจสมุปบาท – Dhammada.net

เว็บไซต์ พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช http://www.dhamma.com

Advertisements