(ภาพ) วันเวลาที่ผ่านไป จงพากเพียร

สังขารทั้งหลายจริงๆแล้วก็ไม่มียั่งยืน
สรีระเผาแล้วก็เหลือเป็นเพียงอัฐิ เป็นธาตุสลายไป
ร่างกายนี้ก็เป็นดินน้ำลมไฟ
ชีวิตคนเราก็หนีความเป็นอย่างนี้ไม่พ้น
ที่สุดก็จะต้องทิ้งร่างโถมทับแผ่นดิน หาสาระมิได้

1

แต่สำหรับผู้ที่ได้เข้าถึงธรรมบรรลุธรรม
สังขารที่ได้มานี้ก็สร้างสาระประโยชน์ให้แก่ตนเอง
พัฒนาตนเองให้หลุดพ้นให้พ้นทุกข์

แต่ถ้าสังขารชีวิตนี้ที่ได้มาแล้วยังประมาทอยู่
ก็ไม่พ้นจากพญามัจจุราช ไม่พ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร
จะต้องเวียนเกิดเวียนตาย จะต้องเศร้าโศก
จากความเกิด จากความแก่
จากความเจ็บ จากความตาย

3

จะต้องทุกข์คร่ำครวญร้องไห้พิไรรำพัน
จากการที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
พลัดพรากจากการที่ไม่ประสบกับสิ่งอันพึงปราถนา
จากการที่ปราถนาสิ่งใดไม่ได้ดังปราถนา
ต้องทุกข์แล้วทุกข์อีก
เป็นอย่างนี้ไปไม่จบไม่สิ้น

4

น้ำตาของแต่ละคนถ้านำมารวมกันได้
ก็จะมากกว่าน้ำในมหาสมุทร
กระดูกถ้านำมารวมกันได้
ก็จะมากกว่าภูเขา กองใหญ่โตกว่าภูเขา
นี่คือความทุกข์ของแต่ละชีวิตที่ผ่านมา

เป็นสิ่งที่เพียงพอที่เราจะพิจารณาให้เกิดความสังเวชเกิดความสลดใจ
แล้วก็เร่งขวนขวายพากเพียรประพฤติปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์

6

พระพุทธเจ้าก็ปรินิพพานไปแล้ว
พระสาวกพระอรหันต์ก็ปรินิพพานกันไปมากแล้วหมดแล้ว
แม้แต่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่หลวงพ่อ
ท่านก็มรณภาพกันไปหมดไปตามๆกันแล้ว

นับวันนับเวลาก็ยิ่งน้อยลงไป
ผู้ที่จะแนะนำสั่งสอนที่จะบอกทางให้ก็ยิ่งน้อยลงไป
วันเวลาชีวิตของเราสั้นลงน้อยลง
แล้วเมื่อไหร่เราจะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้ตัวเราได้
ถ้าเราไม่พากเพียร ถ้าเราไม่ประพฤติธรรม

7

อย่างน้อยก็ทำกายของเราให้สุจริต
ทำวาจาของเราให้สุจริต ทำใจของเราให้สุจริต

อย่าทำกายของเราให้เป็นบาป
ด้วยการฆ่าสัตว์ ด้วยการลักทรัพย์
ด้วยการประพฤติผิดในกาม ด้วยการประพฤติผิดพรหมจรรย์

อย่าทำวาจาของเราให้เป็นบาปด้วยการ
โกหก ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ
อย่าทำใจของเราให้เป็นบาปด้วยการคิดละโมบ
โลภในสิ่งที่ไม่ใช่ของตนมาเป็นของตนด้วยไม่ชอบธรรม
อย่าทำใจของเราให้พยาบาทอาฆาตมาดร้ายต่อผู้อื่น
อย่าทำใจของเราให้เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

5

ให้จิตใจของเรามีสติมีปัญญา เชื่อกรรมและผลของกรรม
ว่าบุญบาปมีจริง ผลของบุญของบาปมีจริง
เรามีกรรมเป็นของของตนจริง
พระพุทธเจ้าแสดงตรัสรู้ไว้จริง
มีความเห็นชอบ เชื่อมั่นในคำสอนพระองค์
เดินตามหลักคำสอนพระองค์ เราก็จะปลอดภัย
แล้วเราก็จะประสบความสันติสุขได้ในที่สุด

2

ตามที่ได้แสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา
ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้
ขอความสุขความเจริญในธรรม
จงมีแก่ทุกท่านเทอญ

จากพระธรรมเทศนาจาก
พระครูเกษมธรรมทัต (พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)
วัดมเหยงคณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สามารถฟังธรรมเทศนานี้ฉบับเต็ม
เรื่อง “พระนางประชาบดีโคตมีภิกษุณี” ได้ที่นี่ค่ะ
http://www.fungdham.com/download/sound/surasak/cd4/009.mp3

ดูท่อนนี้แบบออนไลน์ได้ที่นี่ค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=YZXJ8wpf61U

ภาพจากภาพยนต์การ์ตูนเรื่อง “พุทธศาสดา”
http://www.youtube.com/watch?v=MRnf3fozT2k

(11 นาที) ฟังเรื่องการเดินจงกรม

สอนเดินจงกรม

ดาวโหลดไฟล์เสียง mp3 นี้ไปฟังได้ที่นี่เลยค่ะ
http://dhammaway.files.wordpress.com/2013/08/how-to-walking-maditation.mp3

หรือท่านใดถนัดฟังผ่าน Youtube ก็ฟังได้ที่นี่ค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=yozlnTP500I&list=PL882001A1C1F0BC30&index=19

สอนโดย

พระครูเกษมธรรมทัต
(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)

วัดมเหยงคณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

และสามารถดาวโหลดไฟล์เสียงอื่นๆ
ของพระอาจารย์เพิ่มเติมได้ที่นี่คะ
http://dhammaway.wordpress.com/2012/03/27/all-about-paj-surasak/

ขอบคุณภาพต้นฉบับจากหนังสือ รังสีแห่งธรรม เว็บไซต์วัดมเหยงคณ์
http://www.watmaheyong.org

การเจริญเมตตา และอานาปานสติ – พระครูเกษมธรรมทัต

หนังสือเล่มนี้เป็นการถอดเทปที่หลวงพ่อท่านเทศน์เอาไว้ตั้งแต่ปี 2548 โน่นแหนะ
แต่เนื่อหาข้างในดีมากเลยคะ

เรื่อง “ทำอย่างไร…ให้ชีวิตนี้…มีความสุข”
โดย พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
วัดมเหยงคณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สารบัญ

แนวทางการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน
– เจริญสมถะก่อนแล้วต่อวิปัสสนาทีหลัง
– เจริญวิปัสสนาไปเลยแล้วสมถะก็ตามมาทีหลัง
– เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป

การเจริญเมตตาคู่กับการเจริญวิปัสสนา
– อานิสงส์ของการเจริญเมตตา ๑๑ ประการ
– วิธีการแผ่เมตตา
– วิธีการเจริญเมตตาควบคู่กับการเจริญวิปัสสนา

การเจริญอานาปานสติ
– วิธีนับลมหายใจ (คณนานัย)
– วิธีตามลมหายใจ (อนุพันธนานัย)
– วิธีดูการกระทบ (ผุสนานัย)
– วิธีดูลักษณะ (สัลลักขณานัย)
– วิธีดูแบบนิ่งๆ (ฐปนานัย)

หมายเหตุ ในหนังสือ pdf นี้เราแทรกหน้าสารบัญเอาไว้ให้ด้วยนะคะ
ในหนังสือเล่มจริงๆไม่มีสารบัญนะ
เพียงแต่เห็นว่าถ้ามีสารบัญด้วยจะได้ช่วยให้ผู้ปฏิบัตินำไปศึกษาได้ง่ายขึ้น
จะได้ทราบว่าในเล่มนี้มีเนื้อหาคร่าวๆเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ก็เลยทำแทรกเพิ่มเอาไว้ให้ที่หน้าแรกนะคะ น่าจะเป็นประโยชน์บ้าง

http://dhammaway.files.wordpress.com/2012/11/happiness-life.pdf

น่าจะช่วยหลายท่านได้แน่ๆ (^___^) ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมคะ

จงวัดผลด้วยตัวของตัวเอง – พระครูเกษมธรรมทัต

“…เรื่องความรู้ความเข้าใจในการประพฤติปฏิบัติ
ถ้าเราศึกษา เราฟังมากๆ ก็คงจะเป็นที่เข้าใจกันดี
ปัญหามีอยู่เพียงว่า เราจะฝึกให้ได้ผลอย่างนั้นได้อย่างไร
แม้เราจะเข้าใจวิธีการปฏิบัติ ก็ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถ
รับประโยชน์จากการปฏิบัติได้ทันที และประโยชน์ที่จะได้รับ
ต้องอยู่ที่การฝึกฝนอบรบปฏิบัติให้มากๆ
ให้ยิ่งๆขึ้นไป ตรงนี้จึงอยู่ที่ความพากเพียร…
…เป้าหมายของการปฏิบัติ
คือการชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส
ให้กิเลสอันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง
เป็นต้น หมดไปจากจิตใจของเรา…
…ฉะนั้น เราก็ต้องมาวัดผลกัน
โดยดูที่ผล ดูที่เป้าหมายของการปฏิบัติ
ดูความสะอาด ความบริสุทธิ์ในจิตใจของเรา
ว่ากิเลสที่เคยมีอยู่นี้เบาบางลงไปหรือไม่
โลภะ โทสะ โมหะในใจของเรานั้น ลดลงไปได้บ้างไหม
ถ้าหากเบาบางลงไป ก็แสดงว่า การปฏิบัตินั้นมีความก้าวหน้า
แต่ถ้ากิเลสยังมีเท่าเดิม หรืออาจจะมากขึ้น ก็แสดงว่า
การปฏิบัตินั้นยังไม่เจริญ ยังไม่ก้าวหน้า…
แต่ละคนก็ต้องวัดผลด้วยตัวของตัวเอง
ไม่มีใครที่จะตัดสินให้
ไม่มีใครจะมาประกาศให้
เราต้องตัดสินด้วยตัวเราเอง
ด้วยความยุติธรรม
ดูว่าเมื่อก่อนกับปัจจุบันนี้แตกต่างกันอย่างไร
จิตใจของเราลดละ สละคลายลงไปได้แค่ไหน
ความยึดมั่นถือมั่น น้อยลงไปได้บ้างหรือไม่
เราต้องทบทวนดู…
เขมรังสี ภิกขุ
โดย พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
แห่งสำนักปฏิบัติกรรมฐาน วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยูยา

จากหนังสือ “ธรรมะแห่งความดับทุกข์ ดูความปรุงแต่ง”
หนังสือเล่มนี้มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วยนะคะ
พี่สาวกัลยาณมิตรท่านนึงได้เคยให้ยืมมา

โดยไฟล์หนังสือเล่มนี้ จะเป็นแบบสแกนจากหนังสือเล่มมาเลยค่ะ
เนื่องจากเอามาสแกนเอง แต่ละหน้าเลยอาจมีวางเบี้ยวๆเอียงๆบ้าง
แต่ตัวหนังสือด้านใน ชัดเจนคะ อ่านได้สบายเลย ^___^ ดาวโหลดได้ที่นี่เลยคะ

ภาษาไทย
http://dhammaway.files.wordpress.com/2012/10/ending-suffering-th-phra-ajarn-surasak-khemmarangsi.pdf

ภาษาอังกฤษ
http://dhammaway.files.wordpress.com/2012/10/ending-suffering-en-phra-ajarn-surasak-khemmarangsi.pdf

ฟุ้ง รู้ว่าฟุ้ง…ไม่ใช่ไปเจริญตัณหา – พระครูเกษมธรรมทัต

เมื่อเกิดความไม่สบายใจ ถ้าเรากำหนดรู้ความไม่สบายใจ ด้วยการพยายามทำให้หายฟุ้ง บังคับให้หายฟุ้ง ไม่ได้ทำกิจให้ถูก พระพุทธเจ้าให้กำหนดรู้ทุกข์ไม่ใช่ให้ไปทำลาย ฉะนั้นมันฟุ้งก็ให้มันฟุ้ง ถ้าเรากำหนดได้ว่าอะไร ก็เท่ากับเราวางใจไม่ให้เกิดตัณหา ถ้าใจมีความอยากจะหายฟุ้ง ไม่อยากให้ฟุ้ง ต้องการความสบาย ความสงบ ขณะนั้นจะมีการเจริญตัณหาไปด้วย นี่เป็นสิ่งที่เราทำจิตผิด ผลของเราก็จะผิดไปด้วย
เวลาเรากำหนดรู้ว่าฟุ้ง อยากจะหายฟุ้ง ถ้ามันไม่หายฟุ้งอะไรจะเกิดขึ้น มันก็จะเดือด วุ่นวายใจ เดือดมากขึ้น มันเป็นอย่างนั้น หรือเวลาคิด ใจมันนึกคิดขึ้นมา ใจมันก็เป็นนามธรรม เป็นองค์ธรรมของทุกข์ เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น คือความคิดเกิดขึ้นก็กำหนดรู้ กำหนดรู้อย่างไรถึงจะถูกต้อง ถ้าเรากำหนดรู้ความคิด ด้วยการบังคับให้หยุดคิด เท่ากับเราเจริญตัณหา ตัวอย่างเช่น อยากให้หายคิด อยากให้สงบ ฉะนั้นมันก็เลยทำกิจไม่ถูก เมื่อไปอยากจะให้มันหยุดคิด มันไม่หยุดคิดเกิดอะไรขึ้น มันก็ยิ่งเดือดดาลในใจ วุ่นวายใจ
ฉะนั้นถ้าเราทำกิจให้ถูก ความคิดเกิดขึ้นก็กำหนดความคิด สักแต่ว่าคิด ไม่ได้ไปบังคับ จะคิดก็คิดไป เมื่อกำหนดรู้คิดสักแต่ว่าคิด ก็เท่ากับระวังตัณหาไม่ให้เกิดขึ้น เท่ากับละตัณหาไปในตัว อันนี้ผู้ปฏิบัติต้องระมัดระวัง
พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยูยา

เนื้อหาตัดทอนมาจากพระธรรมเทศนาเรื่อง “ศิลปะแห่งการดับทุกข์”
ระหว่างหน้าที่ ๒๒-๒๔